เด็ก ตาย เด็กเสียชีวิต สภาพครองครัว ปัจจัยแวดล้อม เป็นอย่างไร 1

เด็ก ตาย เด็กเสียชีวิต  สภาพครองครัว ปัจจัยแวดล้อม เป็นอย่างไร  1

              จากการเก็บข้อมูลของเด็ก ที่เสียชีวิต อายุต่ำกว่า 15 ปี ในพื้นที่กรุงเทพ  จากสาเหตุภายนอก ที่ไม่ใช้โรค เช่น เสียชีวิตจากการจมน้ำ อุบัติเหตุจราจร ทะเลาะวิวาท ไฟไหม้ ไฟช็อต ของเล่นติดคอ ตกจากที่สูง สำลักนม และอื่น ๆ ในช่วง ปี 2550 – 2551 จำนวนของเด็กเสียชีวิตที่เก็บข้อมูลได้สมบูรณ์  ได้ 61 ราย 

      เมื่อนำข้อมูลสภาพครอบครัว ปัจจัยแวดล้อม ของการเสียชีวิตของเด็ก พบข้อมูลหลายอย่างที่น่าสนใจ เป็นประเด็นที่น่าศึกษาต่อ เพื่อหาทางป้องกันแก้ไข ในอนาคตต่อไป เช่น เรื่องการศึกษา ของผู้ปกครองเด็ก อาชีพ สถานะภาพชีวิตคู่ ที่พักอาศัย ข้อมูลในที่นี้ ขออธิบายแย่งเป็นประเด็น

1.    ลักษณะที่พักอาศัย ในจำนวน เด็กที่เสียชีวิตทั้ง  61 คน มีเด็กที่เสียชีวิต 20 คน ที่พักอาศัย อยู่บ้านพักของตัวเอง เป็นบ้านเดียว เป็นหมู่บ้าน เป็นบ้านพักที่ปลูกในที่ดินของผู้ปกครอง มีรั้วรอบขอบชิต คือ เป็นครอบครัวที่มีลักษณะบ้านพัก มีความเป็นอยู่ที่ดี  แต่มีเด็กที่เสียชีวิต 3 คน ที่พักอาศัยอยู่บ้านญาติ ที่เป็นบ้านเดียว ซึ่งร่วมได้เป็น 23 คน คิดเป็น 37.7 % ของเด็กที่เสียชีวิตจาก 61 คน

      ส่วนลักษณะบ้านพักของเด็กที่เสียชีวิต อีก 38 คน มีลักษณะโดยร่วมดังนี้  เช่าบ้านอยู่ เช่าที่ปลูกบ้าน แอบปลูกบ้านในที่ดินเอกชน ปลูกบ้านริมคลองต่างๆ ในที่ชลประทาน ปลูกบ้าน ในที่รถไฟ ที่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ราชพัสดุ ปลูกบ้านในที่หลวง ต่างๆ  ขอขยายความเพิ่มเติม  ลักษณะบ้านพักของเด็กเสียชีวิตในกลุ่มนี้ ที่เช่า หรือปลูกอยู่ อยู่ในชุมชน เป็นคนชุมชนในเมือง มีลักษณะการปลูกบ้านปลูกติดๆ กันจำนวนมากหลายหลัง เหมือนชุมชนแออัด ซึ่งบ้างแห่งคงเรียกได้ว่าเป็นชุมชนแออัด ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ลักษณะบ้านพักของ กลุ่มนี้ 38 คน คิดเป็น  62.8 % ของเด็กที่เสียชีวิตจาก 61 คน

2.    สถานะภาพครอบครัว มีผู้ปกครองของของเด็กที่เสียชีวิต ที่หย่าร้าง กันถึง 27 ครอบครัว จากเด็ก 27 คนที่เสียชีวิต คิดเป็น 44.2 % จากทั้ง 61 ครอบครัว มีผู้ปกครองของเด็กที่เสียชีวิต ที่ไม่ได้แยกทางหย่าร้าง กัน 34 ครอบครัว คิดเป็น 57.7 % จากทั้ง 61 ครอบครัว แต่ในผู้ปกครองของเด็กที่เสียชีวิต   ใน 34 ครอบครัว ที่ไม่ได้แยกทางหย่าร้างกันนั้น  มีถึง 10 ครอบครัว ของเด็กที่เสียชีวิต 10 คน มีผู้ดูแลหลักของเด็ก เป็น ปู่ย่า ตายาย หรือ ญาติพี่น้อง ต่างๆ เพราะ พ่อแม่ คนได้คนหนึ่ง ไปทำงานต่างจังหวัด หรือไปทั้งพ่อและแม่

3.   เรื่องของการศึกษา ของผู้ปกครองของเด็กที่เสียชีวิต ทั้ง 61 ราย มีผู้ปกครองมีผู้ดูแลเด็ก 29 คู่ ของเด็กที่เสียชีวิต 29 คน ที่จบการศึกษา ในระดับ ประถมศึกษาทั้งคู่ คิดเป็น 47.5 %   มีผู้ปกครอง มีผู้ดูแลเด็ก 17 คู่ ของเด็กที่เสียชีวิต 17 คน ที่มีผู้ปกครองคนหนึ่งคน จบการศึกษา มัธยมศึกษา ส่วนอีกคนหนึ่ง จบในระดับ ประถมศึกษา คิดเป็น 27.8 %   มีผู้ปกครอง มีผู้ดูแลเด็ก 11 คู่ ของเด็กที่เสียชีวิต 11 คน ที่ผู้ปกครองจบการศึกษา ในระดับ มัธยมศึกษาทั้งคู่ คิดเป็น 18.0 % มีผู้ปกครอง มีผู้ดูแลเด็ก 4 คู่ ของเด็กที่เสียชีวิต 4 คน ที่ผู้ปกครองจบการศึกษาในระดับ ปริญญาตรี แต่ที่จบปริญญาตรี ทั้งพ่อและแม่มี 1 คู่ อีก 3 คู่ มีพ่อหรือแม่ ที่จบ ปริญญา 1 คน อีกคน จบ ประถม และมัธยม คิดเป็น 6.5 %

4.   การประกอบอาชีพ ของผู้ปกครองเด็กที่เสียชีวิต ทั้ง 61 ราย มีผู้ปกครอง มีผู้ดูแลเด็ก 31 คู่ ของเด็กที่เสียชีวิต 31 คน ที่ประกอบอาชีพ รับจ้าง ลูกจากรายวัน ทั้วไปในอาชีพต่างๆ คิดเป็น  50.8 % มีผู้ปกครอง มีผู้ดูแลเด็ก 23 คู่ ของเด็กที่เสียชีวิต 23 คน ที่ประกอบอาชีพ ค่าขาย ต่างๆ คิดเป็น 37.7 % มีผู้ปกครอง มีผู้ดูแลเด็ก 5 คู่ ของเด็กที่เสียชีวิต 5 คน ที่ประกอบอาชีพ ในบริษัทห้างร้านเอกชน คิดเป็น  8.1 %  และ มีผู้ปกครองมีผู้ดูแลเด็ก 2 คู่ ของเด็กที่เสียชีวิต 2 คน ที่ประกอบอาชีพ ข้าราชการ พนักงานราชการ คิดเป็น 3.2 %

      จากทั้ง 4 ประเด็นที่สามารถ มาอธิบายที่ละหัวข้อขยาย เพิ่มเติม จะไดข้อมูลที่พบดังนี้  ข้อที่ 1.  ลักษณะที่พักอาศัยของเด็กที่เสียชีวิต ส่วนใหญ่ ถึง 38 ราย หรือ 62.8% ของเด็กที่เสียชีวิตที่สามารถเก็บข้อมูลได้ พบ ว่า ปลูกบ้านพักอาศัย ในที่ดินที่ไม่ใช่ของตัวเอง เรียกได้ว่าเป็นชุมชนสลัมในเมือง ชุมชน แออัดในเมือง ซึ่งมีอยู่ทั้วไปในกรุงเทพ อยู่ในทุกเขต และเป็นชุมชนที่อยู่มานาน แต่ไปแอบปลูกบ้าน ในที่เอกชน หรือที่เอกชนให้เช่า หรือปลูกบ้านใน ที่ ริมคลองสาธารณะ ต่างๆ ในที่รถไฟ ที่ทรัพย์สิน ส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ราชพัสดุ ที่หลวงต่างๆหรือเช่าบ้านในชุมชนลักษณะแบบดังกล่าว

     เด็กที่พักอาศัยในชุมชนลักษณะนี้ สาเหตุการเสียชีวิต เกิดจากการจมน้ำเป็นจำนวนมาก ในเด็กเล็ก สามารถจมน้ำได้รอบที่บ้านพักอาศัย เพราะมีแหล่งน้ำอยู่ใต้ถุนบ้านรอบๆบ้าน หรือ ถ้าเป็นเด็กโต ในชุมชนลักษณะนี้ จะมีกลุ่มเด็กๆเป็นจำนวนมาก และชอบชวนกันไปเล่นน้ำ ทำให้จมน้ำเสียชีวิต 

     ข้อที่ 2 ปัญหาการหย่าร้าง ครอบครัวของเด็กที่เสียชีวิต ถึง 27 ครอบครัว คิดเป็น 44.2 % จาก 61 ครอบครัว ที่ลูกเสียชีวิต ซึ่งคิดว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก เพราะ เมื่อมีการหย่าร้างของผู้ปกครองเด็ก ผู้ปกครองต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง หรือให้เด็กอยู่ในการดูแลของ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติพี่น้องเป็นหลัก หรือจ้างเพื่อนบ้านดูแล ความสามารถในการดูแลเด็กน้อยลงไปด้วย เด็กมีโอกาสเสียชีวิตสูง ผู้ปกครองของเด็กที่หย่าร้าง ส่วนใหญ่เป็นผู้ปกครอง ที่มีคู่ชีวิตตั้งแต่อายุไม่มาก  มีลูกตั้งแต่อายุไม่มาก  มีความไม่พร้อมในการมีบุตร มีบุตรตั้งแต่อายุยังน้อย

      ในกรณีของผู้ปกครองเด็ก 34 คู่ ที่ไม่ได้หย่าร้างกัน ของเด็กที่เสียชีวิต 34 คน  นั้น มี เด็ก   10 คน ที่อยู่ในความดูแลของ ปู่ย่า ตายาย ญาติพี่น้องเป็นหลัก เพราะพ่อหรือแม่คนหนึ่งหรือทั้งคู่ ไปทำงานต่างจังหวัดหรืออยู่อีกสถานที่หนึ่ง

      ข้อที่ 3  ในเรื่องของการศึกษาของผู้ปกครอง ของเด็กที่เสียชีวิต มีถึง 29 คู่ ของเด็กที่เสียชีวิต 29 คน จบประถมศึกษา คิดเป็น 47.5 % หรือ ถ้าร่วมทั้งหมดของผู้ปกครองเด็กที่เสียชีวิต ที่จบการศึกษา ในระดับ ประถม และมัธยม มีถึง 57 คู่ ของเด็กที่เสียชีวิต 57 คน คิดเป็น 93.4 % มีผู้ปกครองของเด็กที่เสียชีวิต จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา  เพียง 4 คู่ ของเด็กที่เสียชีวิต 4 คน แต่ที่จบทั้งพ่อและแม่ในระดับอุอมศึกษานั้น มีแค่ 1 คู่ อีก 3 คู่ จบระดับอุดมศึกษาเพียง พ่อหรือแม่ ฝ่ายเดียว ซึ่งถ้าร่วมแล้ว คิดเป็น 6.5 % ของเด็กที่เสียชีวิต ทั้งหมด 61 คน     

       ผู้ปกครองของเด็กที่เสียชีวิต ส่วนใหญ่เลี้ยงลูกจากประสบการณ์ หรือสอบถามความรู้จากเพื่อนบ้าน ในละแวกชุมชน หรือญาติพี่น้อง ไม่ได้ศึกษาความรู้เรื่องความปลอดภัยในวัยเด็กช่วงต่าง ๆ มากนัก และไม่ได้เตรียมพร้อมในการมีบุตรที่ดี  ในกรณีเด็กโตที่เสียชีวิต มีลักษณะการดำเนินชีวิต ตามธรรมชาติ หรือเป็นอิสระมาก สามารถไปเล่นสนุก ทำกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อน ไกลบ้านได้และเป็นเวลานาน                                                                           

       ข้อที่ 4  ผู้ปกครองส่วนใหญ่ของเด็ก ประกอบอาชีพรับจ้างทั้วไปเช่น ก่อสร้าง ซักผ้า ทำเครื่องประดับ ขับแท็กซี่ ขับมอเตอร์รับจ้าง  ขับรถส่งของ ลักษณะอาชีพ มีที่ทำงานในละแวกชุมชน ผู้ปกครองของเด็กที่เสียชีวิต ที่รับจ้างทั้วไป หรือรับจ้างรายวันนั้น มีถึง 31 ราย คิดเป็น 50.8 หรือ เกินครึ่งมานิดหนึ่ง อาชีพต่อมา รองลงมา คือ อาชีพค่าขาย ขายของ เช่น ขายพวงมาลัย ลูกชิน อาหารตามสั่ง ขนม และอื่นๆ มีผู้ปกครองของเด็กที่เสียชีวิตถึง 23 ราย คิดเป็น 37.7 %   ที่เหลือเป็นผู้ปกครองเด็กที่เสียชีวิต ประกอบอาชีพ พนักงานบริษัทห้างร้าน 5 ราย และ ราชการพนักงานราชการ 2 ราย คิดร่วมกัน 11.4 %                                    

      อาชีพของผู้ปกครองของเด็กที่เสียชีวิตส่วนใหญ่ ต้องใช่เวลาในการประกอบอาชีพเป็นเวลานาน ทำให้ไม่มีเวลาในการดูแลบุตรอย่างใกล้ชิตไม่เหมาะสมเท่าที่ควร และมีรายได้ไม่สูงนัก อาจเรียกได้ว่าเป็น คนทำงานหาเช้ากินต่ำ

       ถ้าให้สรุปตามความคิดเห็นส่วนตัวจากประสบการณ์แบบตรงๆเลย สามารถบอกได้ว่า ลักษณะของสภาพของผู้ปกครองของเด็กที่เสียชีวิตส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย เป็นคนจนในเมือง มีปัญหาครอบครัวหย่าร้าง แตกแยก มีการศึกษาไม่สูง ประกอบอาชีพ รับจ้าง ค่าขาย และมีที่พักอาศัยและอยู่ในชุมชนที่มีความเสียงให้เด็กเสียชีวิตสูง

       หรืออีกนัยยะหนึ่งถ้าผู้ปกครองมีบ้านพักสภาพแวดล้อมที่ดีในการพักอยู่อาศัย ไม่มีปัญหาครอบครัวแตกแยกหย่าร้าง เป็นคู่ชีวิตที่ดี ว่างแผนเตรียมความพร้อมในการมีบุตร ผู้ปกครองมีการศึกษาที่ดี ที่สูง ศึกษาหาความรู้ ในการดูแลบุตร เรื่องของความปลอดภัยของเด็กเพิ่มเติม และมีอาชีพที่มั่นคงมีเวลาทำงานที่แน่นอน มีเวลาให้ลูก โอกาสเสียชีวิตของเด็ก น้อยลงแน่นอน

       ข้อมูลในเบื้องต้นสามารถทำให้มองเห็นภาพสภาพแวดล้อมของเด็กที่เสียชีวิตได้พอสมควร ซึ่งกำลังสรุป ข้อมูลเด็กที่เสียชีวิตที่สามารถเก็บข้อมูลได้สมบูรณ์ ใน ปี 2552 และ ช่วงต้น ปี 2553 ต่อไป คงเสร็จอีก 1 วัน ลองตามมาอ่านดู คิดว่าข้อมูลคงไม่แตกต่างกันมากนัก

      ในส่วนของประเด็นที่อยากศึกษาต่อ ต้องการเก็บข้อมูลสอบถามเพิ่มเติม คือ  1. เรื่องของที่อยู่ เรื่องของถิ่นที่อยู่อาศัยดังเดิม เพราะเข้าใจว่าผู้ปกครองของเด็กที่เสียชีวิต มีถิ่นฐานเดินเป็นคน ต่างจังหวัด ที่เขามาทำงานในกรุงเทพ มาอยู่ในรุ่นพ่อแม่ อยู่มาหลายสิบปีแล้ว จนมีลูกเป็นเด็กในชุมชนกรุงเทพ 2. สอบถามเรื่องของรายได้ ซึ่ง คิดว่าต่อปี คงอยู่ประมาณ 1 แสน บาท ต่อปี ของหนึ่ง ครอบครัว มากหรือน้อยกว่านี้คงไม่สูงนัก เพราะค่าครองในกรุงเทพสูง 3. เรื่องของความพร้อมในการมีบุตร การเตรียมตัวมีบุตร หรือความตั้งใจ ของการมีบุตร ที่เสียชีวิต ว่าก่อนกำเนิดบุตรที่เสียชีวิตมีลักษณะการว่างแผนมาอย่างไร 4. หน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบแก้ไขป้องกันการเสียชีวิตในเด็ก มีหน่วยงานได้บ้างที่ต้องเขาไปพัฒนาแก้ไข

       ลักษณะการเสียชีวิตของเด็กที่เป็นจุดอ่อนต่างๆได้เขียนเป็นบทความสรุปมาบ้างแล้ว แต่ยังมีอีกหลายสาเหตุที่ยังไม่ได้สรุปออกมา ซึ่งผู้เก็บข้อมูลพยายามเก็บประสบการณ์ มาเล่า สู้สาธารณะ เพื่อช่วยกันป้องกันการเสียชีวิตในเด็ก เพราะ จากข้อมูลสามารถมองเห็นได้ว่า ตัวครอบครัวของเด็ก หรือ โดยเฉพาะตัวเด็กเองที่เสียชีวิตในกลุ่มนี้ ควรต้องได้รับการดูแลจากหน่วยงานภาครัฐอย่างสูง ในการทำให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดี เติมโตขึ้นมาอย่างปลอดภัย เป็นคนดีของสังคม

 

วาทะสอนชีวิต W.Shakespeare - -
ไม่มีสิ่งใดๆในโลกที่ดีหรือเลวมีแต่ความคิดของเราเท่านั้นที่ทำให้เกิดความดีและความเลว

                                                                                                   

 

                                                                                                                                                                                      กลาง    ธรรมชาติ                                                                                                       

                                                                                27 ส.ค. 2553

ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก            โรงพยาบาลรามาธิบดี