บันทึกโดยชลนภา อนุกูล
เมื่อวันอังคารที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๓ วงคุยเล็ก-เล็กในสวทช. (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) ได้รับเกียรติจากท่านอาจารย์กิตติศักดิ์ ปรกติ จากคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ รังสิต มาร่วมพูดคุยในหัวข้อ “นักวิทยาศาสตร์ไทยกับความหวังของสังคม” โดยเปิดห้องคุยใหม่เอี่ยมที่อาคาร Innovation Garden ตึกใหม่ล่าสุดในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย วงคุยไม่ใหญ่นัก ราวสิบห้าคนได้ บรรยากาศสบายในช่วงบ่ายทำให้การสนทนาที่เริ่มตั้งแต่บ่ายโมงครึ่งไปสิ้นสุดราวสี่โมงครึ่งได้ ถ้าอาจารย์กิตติศักดิ์ไม่มีนัดต่อ สงสัยว่าอาจจะลากยาวไปถึงหกโมงเย็นก็เป็นได้
อาจารย์กิตติศักดิ์ฯ เกริ่นนำแสดงความยินดีที่ได้มีโอกาสมาร่วมพูดคุยกับบรรดานักวิทยาศาสตร์ และมองเห็นว่าในฐานะนักวิชาการเองแม้จะไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังมีจุดร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ตรงที่ว่าต่างก็มีเป้าหมายในการแสวงหาความจริง และแนะนำตัวเองว่า ก่อนจะเรียนนิติศาสตร์ก็มีพื้นฐานจากการเรียนสายวิทย์มาก่อน ตั้งแต่ช่วงปีพ.ศ. ๒๕๑๓ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เด็กสายวิทย์ ในที่นี้หมายถึง พวกที่ไปเรียนแพทย์ วิศวฯ จะถูกแหย่ยั่วเย้าว่าเอาศักยภาพของสายวิทย์ไปทิ้งไว้ไหนกันหมด ปล่อยให้พวกไม่เอาไหนมาปกครองบ้านเมือง ขณะเดียวกันคนที่เรียนสายวิทย์ก็มักจะแสดงความผิดหวังกับวงการวิทยาศาสตร์
อาจารย์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ดร. ธงชัย วินิจจะกุล ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา เดิมก็เป็นเด็กสายวิทย์ที่เก่งกาจ สามารถส่งโครงงานประกวดชนะเลิศโครงการวิทย์ของสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ ซึ่งสมัยนั้นนักเรียนจัดกันเอง ไม่ใช่ครูหรือราชการจัด เป็นงานระดับประเทศ มีชื่อว่า “วิทยาศาสตร์สัมพันธ์” ตัวตั้งตัวตีสำคัญในขณะนั้นก็คือ นพ. พรหมมินทร์ เลิศสุริยะเดช ส่วนดร. ธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เรียนวิศวฯ มาก่อน และค่อยกลับเข้ามาเป็นวิศวกรทางสังคม นอกเหนือจากกิจกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์แล้ว เยาวชนยุคนั้นก็เคยจัดงาน “สังคมวิทัศน์” ซึ่งเป็นงานนักเรียนทางด้านสังคมศาสตร์ และจัดกันเองเหมือนกับงานวิทยาศาสตร์สัมพันธ์ แต่งานเหล่านี้สาบสูญไปหลังปีพ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งเป็นช่วงที่พลังนักศึกษาอ่อนกำลังลงหลังจากเหตุการณ์ ๖ ตุลา
อาจารย์ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า หากจะนำชีวิตชีวากลับเข้ามาในวงการวิทยาศาสตร์ก็ต้องนำพลังของเยาวชนกลับคืนมา ด้วยการส่งเสริมให้เยาวชนได้จัดกิจกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์เหมือนแต่ก่อน ไม่ใช่จัดให้เยาวชนเหมือนปัจจุบัน
ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ สังคมไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องการสั่งสมความรู้ แต่มีปัญหาเรื่องการจัดการความรู้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าคนไทยเราเรียนสู้ฝรั่งได้ แต่ไม่มีประโยชน์ เพราะการนำเอาความรู้มาใช้จริงปฏิบัติได้ยาก ยกตัวอย่างเช่น ความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตย ที่ในปัจจุบันก็ยังมีคนเข้าใจไปว่าประชาธิปไตยคือการที่เสียงข้างมากเป็นผู้มีสิทธิ์ในอำนาจ แต่ไม่เข้าใจประชาธิปไตยที่มีเหตุผล นั่นคือ การส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เถียงกันไปมาจนเกิดดุลยภาพ เรื่องนี้ทำให้นักวิชาการทางนิติศาสตร์กับคนในสังคมเหมือนอยู่กันคนละโลก และก็ทำให้เห็นว่านักวิชาการมีหน้าที่ต้องสื่อสารเรื่องความรู้กับสังคมร่วมด้วย ไม่ใช่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง และรอให้สื่อสารมวลชนมาช่วยสื่อสารความรู้กับสังคม
เมื่อหันมามองฝั่งวิทยาศาสตร์ ก็จะพบปัญหาที่คล้ายคลึงกันก็คือ นักวิทยาศาสตร์แบบปัจเจกก็เน้นมุ่งสู่ความเป็นเลิศ ขาดการเชื่อมโยงกับสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงกับเยาวชนอย่างเป็นระบบ และสังคมไทยยังขาดความเป็นเลิศในการบริหารจัดการความรู้ทางวิทยาศาสตร์
วงฟังเริ่มขยับเปลี่ยนเป็นวงคุยหลังจากอาจารย์ปิดท้ายด้วยข้อสังเกตดังกล่าว และร่วมกันสะท้อนปัญหาต่างๆ ในวงการวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่มีเด็กโอลิมปิกวิชาการคนไหนอยากเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์เลย เรื่องของโครงการวิจัยที่จำต้องสนองนโยบายที่เน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ทุกปี ทั้งที่งานวิจัยต้องใช้ระยะเวลาในการบ่มเพาะองค์ความรู้ เรื่องของการเน้นให้ความสำคัญกับผลงานวิจัยที่สามารถถ่ายทอดสู่เชิงพาณิชย์ ละเลยงานวิจัยพื้นฐาน และเรื่องที่ไม่มีการบริหารจัดการนโยบายทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศนี้แบบองค์รวม ดังจะเห็นจากที่มีหน่วยงานอย่าง สกว. วช. สวทช. วว. ที่ต่างก็มีหน้าที่เกี่ยวกับงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศ แต่ดูเหมือนจะไม่เคยหารือและจัดทำยุทธศาสตร์การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ระดับชาติอย่างชัดเจน จึงทำให้เกิดงานวิจัยที่ไร้ทิศทาง ไม่รู้ว่าอะไรสำคัญก่อนหลัง และต่างคนต่างทำโดยมาก ทั้งที่งานวิจัยในลักษณะถ่ายทอดสู่เชิงพาณิชย์นั้นต้องมีการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากหลายภาคส่วนจึงจะสำเร็จ
เรื่องสำคัญอีกเรื่องก็คือ การทำให้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถถูกท้าทายได้เช่นเดียวกับองค์ความรู้อื่นในสังคม ไม่ใช่ว่าวิทยาศาสตร์มีคำตอบไปเสียทุกอย่าง เพราะหลายต่อหลายครั้งเป็นคำตอบของนักวิทยาศาสตร์เสียมากกว่า ไม่ใช่คำตอบของชาวบ้าน เพราะสิ่งที่ชาวบ้านต้องการอาจจะเป็นเพียงอาหารสะอาด อากาศสะอาด และสิ่งเหล่านี้เองจะเป็นตัวกำหนด ”วิทยนโยบาย” นั่นคือ การให้สังคมมาร่วมกำหนดนโยบายทางวิทยาศาสตร์ เพราะที่ผ่านมา หน่วยงานทางด้านวิทยาศาสตร์แม้จะมีนโยบายที่มุ่งตอบสนองความต้องการของภาคเศรษฐกิจและการเมืองแต่ก็มีปัญหากับภาคสังคมมาก ดังเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และจีเอ็มโอ อันเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถูกต่อต้านจากสังคมมาก และเป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งว่า นโยบายและแผนพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขาดความเชื่อมโยงกับสังคม เพราะเขียนขึ้นมาโดยไม่มีความต้องการของภาคประชาชนเข้ามาร่วมด้วย
ส่วนปัญหาความไม่เท่าเทียมวงการวิทยาศาสตร์ก็ปรากฏชัดมากเรื่องโอลิมปิกวิชาการ ซึ่งมีการใช้เงินงบประมาณสูงมาก และเด็กโอลิมปิกวิชาการก็หายไป ทั้งที่อาจจะนำเงินงบประมาณส่วนนี้ไปใช้ยกระดับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนทั่วประเทศได้ ซึ่งปัจจุบันคุณภาพการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนก็มีปัญหาอยู่มาก ครูสอนวิทยาศาสตร์บางคนไม่จบทางด้านวิทยาศาสตร์ และหลายครั้งที่สอนแต่วิชาวิทยาศาสตร์อย่างเดียว ไม่รู้เรื่องอื่นเลย
อาจารย์สิริพร ศรีสินธุ์อุไร จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ธรรมศาสตร์ ก็ได้ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ในสภาพการณ์ปัจจุบัน ชาวบ้านรู้สึกว่านักวิทยาศาสตร์ยืนอยู่ข้างทุน (พี่ชิ้นแก้ให้ว่า - ถูกถีบให้ไปอยู่ข้างทุน) เพราะประเด็นขัดแย้งทางสังคมที่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เข้าไปเกี่ยวข้องมักจะมีผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับให้ความชอบธรรมกับฝ่ายทุนอยู่โดยมาก นอกจากนี้ หากมองว่าวิทยาศาสตร์คือวัฒนธรรมหรืออุดมการณ์ เราควรจะให้คุณค่าหรือความหมายอย่างไร
หลังจากพูดคุยแลกเปลี่ยนราวสองชั่วโมง ในช่วงท้าย อาจารย์กิตติศักดิ์ฯ กล่าวเป็นประเด็นทิ้งท้ายไว้ ๓ ประเด็น ดังนี้
๑. ประเด็นวิสัยทัศน์และนโยบายทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับประเทศ นอกเหนือจากต้องทำให้เกิดขึ้นแล้ว ต้องตั้งคำถามด้วยว่าใครจะเป็นผู้กำหนด เพราะที่ผ่านมาต่างคนต่างทำ หมกมุ่นสนใจเฉพาะปัญหาตัวเอง ทำให้ขาดสำนึกรู้ร่วมกัน ไม่มีการพัฒนาสำนึกร่วมกัน เพื่อให้รู้ว่าเราจะไปทิศทางไหน และต้องมีการสื่อสารผ่านการสร้างเครือข่าย ผ่านสื่อสาธารณะ
๒. ประเด็นเนื้อหา เนื้อหาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอะไรบ้างจึงจะทำให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง หรือ multiple effect ต้องมีการศึกษาอย่างจริงจัง
๓. ประเด็นทักษะและวิธีการ ในการได้มาซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การทดสอบและประเมินความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งความรู้นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นการได้มาซึ่งความรู้สุดยอด หากเป็นความรู้สำหรับการแก้ปัญหา นั่นคือ หน่วยงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็จะต้องสร้างความร่วมมือและการแข่งขันไปพร้อมๆ กัน
ดูเหมือนว่าวงพูดคุยจะมีประเด็นอยากพูดคุยกันต่อ แต่เนื่องจากหมดเวลา จึงต้องเอวังด้วยประการฉะนี้ และต้องขออภัยที่เขียนสรุปมาช้า เนื่องจากเปื่อยเป็นไข้ไปหลายวัน เมื่อมาเขียนภายหลัง ความทรงจำก็ค่อนข้างบกพร่อง จึงขอกราบอภัยผู้เข้าร่วมพูดคุยทุกท่าน หากหลายประเด็นต้องตกหล่นหรือคลาดเคลื่อนไป และหวังว่าน่าจะมีการแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมหลังจากสรุปย่อนี้ซึ่งน่าจะช่วยทำให้ใจความครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
มีหลายๆ คีย์เวิร์ดจากวงที่จดเอาไว้ด้วยความต้องใจ และชวนตั้งคำถามต่อ อาทิ
- เราต้องการความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์หรือเราต้องการความเป็นเลิศในการจัดการความรู้?
- "วิทยาศาสตร์ต้องถูกพิสูจน์ว่าผิดได้" ซึ่งแย้งกับคำพร่ำสอนแบบไทยๆ ว่า "วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้"
- ความรู้-การสร้างสม-การเชื่อมโยง
ขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกท่านที่มาร่วมแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ร่วมกันค่ะ
ด้วยความเชื่อว่า ความรู้จะงอกเงยด้วยการแบ่งปัน
sasi