กราบสวัสดีค่ะครู

                การเขียนจดหมายหาครูให้เสร็จสิ้น หลังจากที่ละเลยการเขียนนี้ยากจังเลยค่ะครู

มันคล้ายกับการที่จมลงไปในหลุม ยิ่งไม่ฉุดรั้งตนเองขึ้น ก็ยิ่งถล้ำลึกลงไปเรื่อย ๆ

ชีวิตในช่วงเวลานี้ หนูเดิน ทางและห็เดินทาง โดยส่วนใหญ่ ตลอดทั้งเดือนนี้อยู่ขอนแก่นจริง ๆ อาจจะเพียงสิบกว่าวัน ที่เหลือก็เดินทางไปราชการ หลายที่ไปเพราะความรับผิดชอบ หลายงานไปเพราะอยากไป ที่ได้เรียนรู้กับตนเองคือ

“เดินทางมากแล้วหนูใช้เป็นข้ออ้างในการละเลย”

แต่ก็ไม่ยอมรับกับตนเอง มีหลายบันทึกที่ถูกเขียน แต่ไม่กล้า หยิบมาวางใน G2K ทั้งเรื่องงาน ที่ capture การประชุม ที่ถอดบทเรียนกับตนเองในการทำกิจกรรมต่าง ๆ จริง ๆยาวตั้งแต่ก่อนวันแม่ คล้าย ๆ กับการ แถ ๆ ไป เรื่อย ๆ แล้วไม่อยากยอมรับข้อบกพร่อง จดหมายถูกเขียน หลายฉบับ แต่ก็ไม่กล้าเอาขึ้น เพราะเหมือนเขียนไม่ครบ เขียนไม่จบ อยากจะเขียนจดหมายถึงครูให้สมบูรณ์แบบก่อน (ตัวอยากดี ยังสร้างปัญหาค่ะ)

                เวลาจมลง มังไหลรูดลงเร็วมาก ๆ เลยค่ะ จิตก็ยิ่งหมอง ยิ่งละเลยการเขียนจิตก็ยิ่งหมองมากขึ้น หลายครั้งอยากจะกดโทรศัพท์หาครู แต่ก็มีเสียงว่า

“ต้องสู้เองก่อน ไม่ไหวจริง ๆค่อย วิ่งหาครู ครูสอนมามากแล้ว ถ้าจะให้ถึงพร้อมก็ต้องทำเอง ไม่มีใครทำแทนแกได้ แล้วก็อึ้ง เผลอปุ๊บก็หลงไปอีก”

บางคราก็มีเสียงครูดังขึ้นมาในหัวว่า

“แกไม่เบื่อบ้างเลยเหรอติ๋ว กับความเหลวไหลของตนเองหน่ะ”

ได้แต่ก้มหน้าจ๋อย ๆ ได้พักหนึ่ง ลุกขึ้นมาทำกิจวัตรได้วันสองวัน ก็เอาอีกละ

 

วันนี้ทั้งวันศิษย์ นั่งทำงานอยู่ที่หอพักที่นนทบุรี (เป็นหอพักเก่าที่เคยพักตอนมาอยู่นนทบุรี) ตอนเช้า ๆ ไปส่งพี่ที่มาขอพักด้วย แล้วหนูก็ไปออกกำลังกายขากลับ แวะซื้อของที่ตลาดนัด หนูได้ที่บดยามาสองอัน ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ตอนที่อยู่วัด นึกขึ้นมาได้ว่า

 “ถ้ามีที่บดยา น่าจะช่วยให้ใช้สมุนไพร บรรเทาแผลที่เกิดจากยุงกัดได้ดีขึ้น”

หลังจากที่โดนโจมตีเมื่อไม่นานมานี้

ได้กระติกน้ำร้อน ไฟฉาย และของกิน จึงค่อยขับรถกลับหอพัก

ตลอดวัน นั่งทำงานไปเรื่อย ๆ บางทีก็นอนหลับบ้าง เย็น ๆ โทรมาฝากงานพี่ที่ทำงาน พอใกล้เวลาอาหารค่ำเพื่อนโทรมาชวนไปทานข้าว มารอบนี้เหมือนการมาหัดขับรถ เพราะหนูมีปัญหาในเรื่องของการจดจำเส้นทาง แต่ก็รู้สึกต่อต้านมากมาก ๆ ภายในตนเองค่ะ จากเดิมตอนแรกว่าจะค้างคืนที่หอเดิม แล้วค่อยนั่งรถเข้าร่วมประชุมที่ โรงแรมแถว ๆบางรัก แต่พอดึก ๆ พี่อีกท่านหนึ่งโทรมาขอความช่วยเหลือว่ามีงานบางอย่างที่ต้องทำ ในโรงแรมที่จัดงาน สรุปเราทั้งคู่ก็เลยจะขับรถเข้ามาพักที่โรงแรมแถว ๆบางรักที่จองไว้

                ครูค่ะ

 

สิ่งที่รู้สึกภายในตนเองตอนนี้คือ “หน้าที่ผู้รับใช้”

เหมือนระลึกกับตนเองอยู่เสมอ ไม่ว่าทำสิ่งใด การทำสิ่งนั้น ๆ คือ การไปรับใช้ผู้คน ไปติดต่อประสานงาน ขับรถไปส่งพี่ ๆน้อง ๆ ไปเลี้ยงเด็ก พิการซ้ำซ้อน มาร่วมงานประชุม ทั้งหมดทั้งสิ้น เหมือนเป็นการ ไปรับใช้ เป็นการใช้กรรม

 

                ก่อนหน้าที่จะรู้จักครู หนูไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน แต่พอได้รู้จักครู รับใช้ครู รู้สึกว่าปรารถนารับใช้ครู หลังจากนั้นใจที่หยิ่งผยองก็น้อมลง เป็นการน้อมที่ลงเอง แบบไม่ต้องกด มันออกมาจากภายใน รู้สึกดีที่เข้าไปสัมผัสความรู้สึกนี้ ทุกครั้งที่ได้ทำเหมือนได้รับโอกาส เขียนแล้วก็รู้สึกเบาสบายจังเลยค่ะ

 

                ขณะที่เขียนจดหมายหาครู หนูยังอยู่ที่โรงแรมกับทีมจัดเตรียมสถานที่ พอจะว่างงานแล้ว ไม่ได้ช่วยอะไรเขาหรอกค่ะ เพียงแค่พาพี่อีกท่านมาทำงาน มีเครื่องว่างจึงมาเขียนจดหมายถึงครู

                หนูคิดถึงครูค่ะ แต่รู้สึกละลายในความชั่วของตนเอง ที่ละเลยการปฏิบัติต่อครู อย่างนอบน้อม ละเลยในข้อปฏิบัติแห่งตน จึงไม่กล้าโทรหาครู

                ว่าด้วยศีล..............

ข้อหนึ่ง หนูใช้ร่างกายสิ้นเปลืองมาก จนเมื่อวานป่วย เจ็บคอ ไข้ขึ้น ดูเหมือนจะมีอาการมาสองสามวัน แต่มาหนักสุดเมื่อวาน โชคดีที่พี่เจ้าของหอพักให้ยืมกระติกน้ำร้อน จิบเรื่อย ๆ ช่วยให้ผ่อนคลายดีขึ้น

ข้อสอง หนูเดินทางไปมาตลอดการเบิกจ่าย ไม่ค่อยตรงตามที่เขียน มีหลายอย่างไม่เอื้อ ออกมานอกพื้นที่ ทำงานได้น้อยลง ดูจะสบายมากขึ้น แต่ก็มีงานรออยู่มากขึ้น ตอนนี้คร่ำครวญกับงานน้อยลงค่ะ เพราะเชื่อมั่นในกฏแห่งกรรม ทุกสิ่งเกิดแต่เหตุ งานเยอะเพราะเคยสบายมาก่อน ก็สมเหตุและผล

ข้อสาม ใจดูจะกระโดดไปหาเพศตรงข้ามน้อยลง การปฏิสัมพันธ์กับผู้คนหวังผลน้อยลง แต่เห็นความตั้งใจปฏิบัติต่อเขาเหล่านั้นให้ดีที่สุดมากขึ้นค่ะ

ข้อสี่ บกพร่องในการทำกิจวัตร ทั้งการออกกำลังกาย สวดมนต์ และเขียนบันทึก ข้อนี้ดูจะด่างพร้อยขนเหวอะหว่ะค่ะ

ข้อห้า เหล้าหนูไม่ดื่ม หนูหลง ๆ ไป กับอะไรมากมาย ทั้งงาน ทั้งเพื่อน ทั้งกิจกรรม อยากจะเลิกแต่ก็เหมือนใจไม่ยอมเลิกค่ะ ยิ่งทำงานก็ยิ่งคลุกวงใน แต่ก็จะพยายามลอยคอค่ะครู.............กราบขอบพระคุณค่ะ