หลักวิชาการที่เขาใช้ต่างหาก ที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง

ในระยะกว่า ๖๐ ปีที่ผ่านมา

โลกได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการผลิตทางเกษตรอย่างรวดเร็ว โดยใช้ฐานทรัพยากรธรรมชาติ แบบทำลายล้าง อย่างสิ้นเปลือง

พอระบบทรัพยากรเริ่มอ่อนแอ ไม่สามารถให้ผลผลิตได้อย่างที่เคยเป็น

ก็มีการใช้สารเคมี สารพิษในการกระตุ้นให้ระบบที่อ่อนแอทำงานหนักขึ้น ถึงระดับที่มีแต่อ่อนแอมากขึ้น

จนกระทั่งอาจกล่าวได้ว่า

ถ้าขาดสารพิษและสารเคมี ระบบทรัพยากรธรรมชาติต่างๆที่สนับสนุนการผลิตอยู่จะทำหน้าที่ไม่ได้เลย ในระดับ “เสพติด” อย่างรุนแรง

กลุ่มชาวบ้านที่พอจะมีแนวคิดอยู่บ้างก็พยายามหาทางฟื้นฟู แก้ไขเพื่อทำให้ระบบในแปลงเล็กๆ ด้วยการช่วยให้ธรรมชาติดูแลตัวเองและให้ผลผลิตได้โดยไม่ต้องมี “สารพิษ” และสารเคมีใดๆ

ตั้งแต่

  • การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ
  • น้ำหมักชีวภาพ
  • พืชคลุมดิน
  • พืชบำรุงดิน พืชปุ๋ยสด
  • ไม้ยืนต้นแบบป่าล้อมแปลงเกษตร ทั้งไร่และนา
  • เกษตรอินทรีย์
  • เกษตรธรรมชาติ
  • และเกษตรทางเลือกต่างๆ ตามทรัพยากรและระบบการผลิตในแต่ละพื้นที่

ที่ส่วนใหญ่ก็ทำได้ในระดับแปลงเล็กๆ ของตนเอง

ด้วยความรู้ที่จำกัดเฉพาะจุดเฉพาะพื้นที่

แต่ฝ่ายนักวิชาการจำนวนมาก

(ที่มีหน้าที่สนับสนุนดูแลเกษตรกร ให้เกษตรกรได้พัฒนาอย่างถูกต้อง ตามหลักความเป็นจริงของทรัพยากรในพื้นที่)

กลับเน้นการทำงานตามความสะดวกของตนเอง ตามหลักวิชาการที่เลื่อนลอย คาดเดาไปเอง อาจมีการตรวจสอบ ทดสอบแต่ก็มักเป็นแบบขาดฐานข้อมูลที่เป็นจริง และ/หรือ เป็นปัจจุบัน

โดยการใช้ข้อมูลเก่าที่ปัจจุบันไม่มีแล้ว หรือใช้ไม่ได้แล้ว จากหลักการทางสถิติต่างๆ แล้วแต่จะคิด เพื่อประหยัดเวลาในการทำงาน

จากหลักการสถิติดังกล่าว

  • นำไปสู่การคาดคะเน
  • ใช้สมมติฐานต่างๆ แล้วแต่จะคิดออก
  • สร้างความฝันอันเลื่อยลอยบนความฝันที่ไม่ตรงกับความจริง
  • ใช้หลักการและวิธีการหมอดูแทนการใช้หลักความเป็นจริง
  • ที่มักเป็นค่าเฉลี่ย ค่าจากการคาดคะเน แต่ไม่มีของจริง

การทำงานแบบนี้กำลังแพร่หลาย หาทุนง่าย มีคนชอบทำมาก และกล่าวกันว่าได้ผลงานเร็ว ตีพิมพ์ได้เร็ว

แต่ชาวบ้านที่รอความหวัง ก็ไม่ได้รับการเหลียวแล

ยังต้องสู้กับปัญหาการทำการเกษตรแบบ

  • ทรัพยากรจำกัด
  • ความรู้จำกัด
  • โอกาสจำกัด

แถมบางครั้ง

ยังถูกนักวิชาการที่ไม่เคยพยายามเข้าใจชาวบ้าน

ดูถูกเหยียดหยามภูมิปัญญาที่ชาวบ้านคิดขึ้นมา และทำสำเร็จแล้ว ว่าไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ

ทั้งๆที่หลักวิชาการที่เขาใช้ต่างหาก ที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง

เพราะเป็นวิชาการที่เพ้อฝัน คิดไปเอง ไม่เคยเห็นของ “จริงๆ” และ ไม่เคยทำจริง อย่างมากก็ไปยืนชี้นิ้วให้คนงานทำให้

และคนงานบางคนแม้จะรู้ (บางเรื่อง)มากกว่านักวิชาการ (หัวหน้า) ก็มักไม่กล้าขัดคำสั่งหัวหน้า

ยิ่งกว่านั้น

นักวิชาการใหญ่ๆ ตำแหน่งสูงๆ มักจะไม่ค่อยมีเวลาคิดเองทำเอง

จึงใช้วิธี “ขี่คอ” นักวิชาการรุ่นเด็กๆ หรือ ที่เข้ามาทำงานใหม่ๆ

แบบเดียวกับอาจารย์มหาวิทยาลัยใช้ผลงานนักศึกษา (ที่ไม่ค่อยสมบูรณ์นัก เพราะทำโดยนักศึกษาที่ประสบการณ์ยังไม่สูงพอ) เป็นผลงานของตัวเอง

ระบบการขี่คอเด็ก ใช้นักวิชาการรุ่นหลังๆ ทำงานแทนตัวเอง แต่ตัวเองกลับนำผลงานไปอ้างว่าทำเองนี้มีทั้ง ในหน่วยงานราชการ เอกชน และหน่วยงานพัฒนาเอกชน

ทำให้งานวิชาการที่ทำ เป็นเพียงงานพัฒนาวิชาการ “แบบเด็กๆ”

แต่กลับมีการนำความรู้ที่ได้ไปสู่การวางแผนพัฒนาระดับชาติ

และยิ่งกว่านั้น

ยังนำไปสู่การกำหนดเป็นสถิติ และแนวทางการทำงานแบบ “ฝันบนความฝัน” ภายใต้

  • แบบจำลอง
  • ระบบช่วยการตัดสินใจ
  • ระบบฐานข้อมูล
  • ระบบฐานงานวิจัย
  • ระบบองค์ความรู้

โดยนักวิชาการจำนวนหนึ่งที่ถนัดแบบนี้ และไม่ชอบลงมาสัมผัสความจริงของระบบทรัพยากร และระบบการผลิตทางการเกษตร

ที่จริงๆ แล้ว อย่างมากงานที่ทำนั้น

  • ใช้ได้กับการวางแผนใหญ่ๆ กว้างๆ
  • แต่ใช้งานจริงที่ลงเฉพาะที่ไม่ได้
  • จึงเหมาะกับงานบริหารวางแผนใหญ่ๆ
  • แต่ไม่เหมาะกับการปฏิบัติการ

แต่กลับพบว่า

มีความเชื่อว่าจะสามารถนำความรู้ดังกล่าวมาพัฒนาในระดับปฏิบัติการได้

ที่นับว่าเป็นการหลงทางแบบสุดๆ

และน่ากลัว เพราะ

  • ระบบทรัพยากรทางการวิจัย และการพัฒนาทางวิชาการส่วนใหญ่ได้ทุ่มเทไปเพื่อการทำงานแบบนี้
  • เพราะ ได้ผลงานตีพิมพ์ในวารสารต่างชาติได้อย่างรวดเร็ว

ชาวบ้าน และประเทศชาติจะได้ประโยชน์อะไรหรือไม่

ดูเหมือนจะไม่มีนักวิชาการ หรือแหล่งทุนใดให้ความสำคัญเลย

ผมเคยลองถามเพื่อตรวจสอบระบบ ว่าทำไมไม่สนใจความจริงและการพัฒนาการของชาวบ้าน

แหล่งทุนแจ้งว่า

เขามีหน้าที่ทำตามแผนงานและ KPI ของหน่วยงานเท่านั้น

และ KPI ใหญ่ที่สุดก็คือ การตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ

ชาวบ้าน เกษตรกร หรือประเทศจะได้ประโยชน์อะไรหรือไม่ ไม่ใช่สาระสำคัญ

นี่คือการหลงทางที่น่ากลัวจริงๆ

เพราะทุกคนเป็นเพื่อนกัน (Peer) เวลาตรวจงาน ก็ว่าตามกัน ผลัดการเกาหลังให้กันไปเรื่อยๆ

ไม่มีใครว่าใคร เพราะก็รู้เท่าที่รู้ เท่าๆกัน

ไม่มีใครคิดจะแก้ เพราะไม่รู้ว่าจะแก้ตรงไหน อยู่แค่เอาตัวรอดไปวันๆ พากันหลงทางไปเรื่อยๆ

ยิ่งคิดยิ่งน่ากลัวจริงๆครับ