สามารถฟังทั้งด้วยหูและด้วยใจ ที่ทำให้รับรู้และเข้าใจ...

     เพราะคนเราเกิดมาแล้วก็ต้องอยู่ร่วมกับคนอื่น เราไม่สามารถอยู่อย่างลอย ๆ ลำพังคนเดียวได้ ดังนั้นเราจึงต้องมีความสัมพันธ์กับคนอื่น สิ่งอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว สิ่งที่จะทำให้เราเกิดปัญหา เกิดความทุกข์อย่างง่ายดายที่สุดก็คือปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้คนและสรรพสิ่งจากการที่ได้สัมผัสกับคนหรือสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเราตรง ๆ  และก็เรื่อยรวมไปถึงโดยอ้อมด้วย

      การฝึกภาวนาตามแนวทางหมู่บ้านพลัม ได้สอนให้ฉันรู้จักการดูแลความสัมพันธ์ เรียนรู้ที่จะอยู่กับผู้คน เหตุการณ์และสิ่งต่าง ๆรอบตัวได้อย่างมีความสุขมากขึ้นอย่างแตกต่างไปจากเดิม ที่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูเป็นคนใจเย็น สุขุม สุภาพ อบอุ่นและเป็นมิตรนั้น ได้มาจากการใช้ความอดทน อดกลั้นอย่างมาก ..มากจนบางครั้งกลายเป็นความรู้สึกกดดันที่ต้องหาทางระบายออก..ซึ่งก็สร้างปัญหาตามมาอีก  เปลี่ยนมาเป็นว่าฉันแทบไม่รู้สึกว่าต้องอดทนอะไรมากมายนัก เมื่อฉันมองผู้คน เหตุการณ์หรือสิ่งต่าง ๆ ด้วยสายตาที่เข้าใจความเป็นเช่นนั้นเอง แล้วสิ่งที่ค่อย ๆ ตามมาคือความมีเมตตา(อย่างค่อยเป็นค่อยไปนะคะ) มันทำให้ฉันเย็นลง และมีความสามารถในการฟังมากขึ้น หมายถึงสามารถฟังทั้งด้วยหูและด้วยใจ ที่ทำให้รับรู้และเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายทั้งพูดและไม่ได้พูดออกมา เมื่อฟังได้มากขึ้นทำให้รู้และเข้าใจในความทุกข์และสุขของคนอื่นมากขึ้น เมื่อเข้าใจจึงไม่ต้องทนอะไรอีก ไม่เหนื่อย ไม่เครียด ไม่กดดัน แล้วความสัมพันธ์กับผู้คนก็ดีขึ้น.. มีความสุขมากขึ้น ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน

      ทั้งหมดที่ว่ามานี้ไม่ได้คิดว่าเป็นความสำเร็จเลยนะคะ แต่เป็นการฝึกปฏิบัติที่ต้องค่อย ๆ ฝึกไปเรื่อย ๆ ซึ่งบางครั้งแบบฝึกก็ยาก ทำให้หลงลืมขาดสติได้ง่ายมาก บางครั้งก็ตามไม่ทัน บางทีก็ตั้งสติได้เร็ว ขึ้นอยู่กับความเป็นฉันที่สั่งสมมา ยาวนานจึงยังต้องฝึกอีกมาก ..มาก..และก็มาก ไปเรื่อย ๆ