เรื่องเล่า... ทำไมต้องเล่า?

ตอนนี้ไปไหนมาไหน ที่ได้ยินกันเพิ่มขึ้นคือการใช้ "เรื่องเล่า" ในการทำงานเกี่ยวกับการสื่อสารมากขึ้น มีการพูดถึง "Narrative Medicine" ซึ่งเป็นการเข้าหา ศึกษา การแพทย์ การดูแลผู้คน โดยอาศัยคุณลักษณะสำคัญของ "การเล่าเรื่อง" หรือ "เรื่องเล่า"​ เป็นเครื่องมือสำคัญหลัก

ผมคิดว่าถ้าเราลองมาพิจารณาลักษณะของ​ "ภาษา" เราอาจจะเพิ่มความเข้าใจ หรือมีสมมติฐานเพิ่มเติมว่า "ทำไมเรื่องเล่าจึงทำงานได้ดี จึงสำคัญ"

Anthony Gregorc แยกแยะกลุ่มของข้อมูลที่เข้าและออกระบบสัมผัสของเราออกเป็นสองกลุ่มคือเป็น concrete (จับต้องได้ รูปธรรม) และ abstract (จับต้องไม่ได้ เป็นนามธรรม) กับแยกด้วย "วิธีการส่งข้อมูล" ออกเป็นแบบ sequential (ตามลำดับ) และแบบ random (แบบสุ่ม) ทำให้เราสามารถจัดกลุ่มความชอบ/ความถนัดในการรับรู้และแสดงผลความคิดออกเป็นกลุ่มต่างๆกัน ถ้าหากเราพูดถึงเรื่องพฤติกรรมมนุษย์ เราจะพบว่าพฤติกรรมจะคล้อยตามอารมณ์มากกว่าเหตุผล จะมากหรือน้อยแปรตามบริบท แต่ในสภาวะทั่วๆไป "ส่วนใหญ่" จะได้รับอิทธิพลของอารมณ์ความรู้สึก

"ภาษา" ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ไม่เพียงพอที่จะสื่อให้ลึกซึ้งจาก "คำ" ที่เรามีอยู่ โดยเฉพาะอย่่างยิ่งสิ่งที่เกี่ยวกับ "นามธรรม" และ "ความรู้สึก"

ลองพยายามอธิบาย "รสชาติ" ของอาหารที่เรากำลังกินให้คนอื่นฟัง

ลองพยายามอธิบาย "ความปวด" ของเราให้คนอื่นฟัง

ลองพยายามอธิบาย "ความเขิน" ของเราว่าเป็นอย่างไร รู้สึกยังไง

ลองพยายามอธิบาย "ความงาม" "ความอิ่มใจ" "ความหึง" ว่ามันเป็นยังไงกันแน่ให้กับคนอื่นๆฟัง

เราจะพบทันทีว่า เราไม่มี "คำ" อะไรที่จะช่วยสื่อสิ่งเหล่านี้ได้ เราได้แต่ใช้อุปมาอุปมัย ใช้สาธก ยกตัวอย่าง ซึ่งถ้าตัวอย่างนั้นๆ หรืออุปมาอุปมัยนั้นๆ คนฟังไม่ได้มี "ประสบการณ์เก่า" มาเป็นตัวช่วยแล้วล่ะก็ เรายังไปไม่ถึงไหนที่จะ "เข้าใจตรงกัน"

จึงไม่แปลกอะไรที่ยิ่งมี อุปมาอุปมัยชนิดง่ายๆ ตัวอย่างที่ใครๆก็เคยเจอ มาประกอบมากๆเราก็ยิ่งใกล้หรือง่ายยิ่งขึ้นที่จะ "เข้าใจ" และ "เข้าถึง"

และนี่เองที่นำมาสู่เหตุผลว่า "ทำไมเรื่องเล่าจึงทรงพลัง"

เรื่องเล่าเสริมเติมบริบท ช่วยให้เราดึงเอาความทรงจำเดิมของเรามาประติดประต่อคุณภาพหลายๆอย่างทางนามธรรม ให้หลุดพ้นจากความเป็นนามธรรม กลายเป็นอะไรที่เรา "พอเข้าใจ" จนถึง​ "เข้าใจได้ดี" ถ้าเผอิญเรามีประสบการณ์ตรงเป๊ะๆกับอุปมาอุปมัยหรือตัวอย่างที่เล่ามา ดังนั้นยิ่งเรื่องเล่าใช้ภาษาพื้นๆ เล่าให้ "ชัดเจน" หรือที่เรียกว่า figurative speaking คือเล่าจนเห็นภาพ สัมผัสสายลม ดมได้กลิ่น ได้ยินเสียงขิม ล้ิมรสหวาน ขนาดนั้นยิ่งดี เพราะการใช้ผัสสะทั้งหมด จะเพ่ิมการรับรู้ เพิ่มมิติการรับ การแปล การให้ความหมาย คลื่นสมองเราจะผ่อนคลาย ลงจาก beta wave เข้าไปสู่ alpha wave ได้ง่ายยิ่งขึ้น ยิ่งผ่อนคลายการรับรู้ของเราก็จะไม่ติดอยู่แค่ "เปลือกอารมณ์" ด้านนอก แต่สามารถลงลึกไปถึง "อารมณ์ด้านใน และตัวตนแท้" ในระดับคลื่นสมอง theta หรือ delta ได้ ยิ่งลงลึกเท่าไหร่ "ตัวตนที่แท้" ซึ่งจะประกอบด้วยความจำ ความรู้สึก สิ่งที่มีความหมายต่างๆตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน (อีกนัยหนึ่งคือขันธ์ 5) เราก็จะได้ใช้สิ่งเหล่านี้มาช่วยพิเคราะห์ พิจารณ์ ใช้ทั้งอารมณ์และปัญญาทั้งหมดทั้งสิ้น

สิ่งที่น่าสนใจมากสำหรับเรื่องเล่าก็คือ คุณภาพที่เกิดขึ้นเป็น "ปฏิสัมพันธ์" ระหว่างคนด้วย ไม่ได้ว่าคุณภาพภายในของคนเท่านั้น

ฉะนั้นสิ่งแวดล้อมก็จะเอื้อ (หรือทำลาย) ผลลัพธ์ได้หลากหลายวิธี ทั้งเสียง (เซ็งแซ่ สงบ เพลงเบาๆ อึกทึก เสียงปืน ประทัด น้ำไหล ฯลฯ) อุณหภูมิ แสง สี ภาพ เป็นสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ผู้คนที่มาฟังก็เป็นสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพก็มีอิทธิพลไม่น้อยกว่ากัน ทั้งด้านจำนวน ลักษณะของพลังงานของปััจเจกและภาพรวม (คุกคาม สงบ ตื่นเต้น เศร้า ยินดี เรียนรู้่ คาดหวัง ฯลฯ)

สิ่งแวดล้อมทางจิตวิญญาณและจิตสังคมก็เป็นอีกปัจจัย และบางครั้งบางคราก็มีอิทธิพลได้เยอะมาก เช่น สภาวะสงคราม บ้านเมืองไม่สงบสุข หรือสภาวะเฉลิมฉลอง ดิถีมงคลสมัย ภาวะกำเนิด ภาวะสูญเสีย สัญญลักษณ์สำคัญทางศาสนา จิตวิญญาณ ความรู้สึก เรื่องนี้เปรียบเสมือนสีพื้นหลังของภาพทุกภาพ ซึ่งไม่ว่าเราจะระบายสีอะไรลงไป สีพื้นหลังจะดูดซับ จะขับเน้น จะกล่อมเกลาหล่อหลอมให้เกิดภาพรวมสำเร็จออกมา

สิ่งแวดล้อมภายนอกทั้งหมดนี้ บางอย่างเราควบคุมได้ บางอย่างเราไม่มีทางที่จะควบคุม ทั้งหมดจะส่งผลถึงความมีประสิทธิภาพของเรื่องเล่าว่าจะเป็นเช่นไร เมื่อผนวกกับสิ่งแวดล้อมภายใน เราก็จะเห็นทันทีว่าโอกาสที่สุดท้ายแต่ละคนจะรับเรื่องเล่านั้นๆให้เหมือนกันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุปัจจัยต่อผลลัพธ์มีความหลากหลายมาก

ที่ว่าเป็นสัมฤทธิผลของเรื่องเล่า ยังไม่ได้พูดถึง "ทำไมต้องเล่า" ตามไตเติ้ลของบทความนี้เลย

ทำไมต้องเล่า

ถ้าเราพิจารณาประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการเล่าเรื่องแล้ว คำถามที่ควรถามน่าจะเป็น "ทำไมจะไม่เล่า?" มากกว่า...

  • เล่าเพื่อสื่อสาร
  • เล่าเพื่อเยียวยา
  • เล่าเพื่อเสริมพลัง
  • เล่าเพื่อสะท้อน

เล่าเพื่อสื่อสาร

เป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารข้อมูลทางนามธรรม ความรู้สึก ที่จับต้องไม่ได้ ที่ไม่มีคำศัพท์ที่จะสื่อได้อย่างลึกซึ้งเพียงพอ รูปแบบของเรื่องเล่าจะช่วยขยายบริบทให้กว้างมากขึ้น เข้าถึงผู้คนได้มากหมู่ มากเหล่ามากขึ้น

ที่อยากให้ลองก็คือการสื่อสารด้านคุณธรรม จริยธรรม จะเห็นว่าอุบายคนโบราณนั้นได้ผลมานักต่อนัก ไม่ว่าจะเป็นนิทานอีสป นิทานเวตาล ปัญหาพระยามิลินทร์ นิทานร้อยบรรทัด ฯลฯ แต่อดีต เล่าได้ ฟังดี แต่ละเรื่องแฝงคุณธรรม ความดี จริยาวัตร จริยธรรม เข้าถึงคนง่าย เพลิดเพลิน มีคติ จดจำไปเล่าต่อๆไปได้ไม่รู้เบื่อ

"มุก" เธอเป็นผู้หญิงอายุ 40 ปี ตัวเธอเองก็เจ็บไข้ได้ป่วย สุขภาพไม่แข็งแรง มีพี่น้องหลายคน แต่เธอเป็นเพียงผู้เดียวที่รับผิดชอบดูแลแม่ อายุ 70+ ปี ที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เธอพาคุณแม่มารักษาที่โรงพยาบาลมาตลอด เป็นเวลานานกว่าสองปี โชคดีที่อาการไม่ทรมานมากนัก เธอก็สามารถจัดการได้แม้ว่าจะด้วยความยากลำบากเนื่องจากสุขภาพของเธอเอง

แต่ปรากฏว่าในช่วงสองสามเดือนสุดท้าย จู่คุณแม่ก็มีอาการปวดมากที่บริเวณสะโพกและบริเวณหลัง ตอนนั้นคนไข้นอนอยู่ที่บ้าน และมุกเป็นคนดูแลทุกวัน นอนเฝ้าที่หน้าเตียง คุณแม่ปวดทรมาน นอนครวญครางตลอดเวลา แต่ไม่ยอมกินยาอะไรทั้งสิ้่น มุกเองก็ไม่สบาย ไม่สามารถจะพาคุณแม่ไปโรงพยาบาลได้ ตลอดเวลาสองอาทิตย์ที่มุกต้องนอนเฝ้าคุณแม่ทั้งวันทั้งคืน ทนฟังเสียงครวญครางร้องไห้ของแม่ ไม่มีพี่น้องคนไหนเข้ามาช่วย มีอยู่คืนหนึ่งที่แม่ปวดมาก นอนกรีดร้องเป็นพักๆทั้งคืน ดิ้นรนอย่างอ่อนแรงด้วยความทุกข์ทรมานอย่างที่สุด ทั้งๆที่เสียงร้องดังขนาดนั้น ก็ไม่มีพี่น้องคนไหนตื่นมาดู มุกร้องไห้ด้วยความคับแค้นและไม่รู้ว่าจะทำอะไร เกิดอารมณ์วูบหนึ่ง มุกลุกขึ้น เอามืออุดปากแม่ อีกมือกุมที่คอของแม่กำลังจะบีบลง แม่ก็ลืมตา พูดออกมาว่า "มันบาปนะลูก"

มุกร้องไห้ออกมาอย่างหมดเรี่ยวแรง ถึงขนาดนี้ ผู้หญิงที่นอนอยู่ข้างหน้าเธอนี้ ก็ยังเป็นแม่ ยังเป็นห่วง ยังหวังดี ยังต้องการจะเตือนลูก ไม่ให้ลูกทำบาป เธอได้สติ ก็ได้ลูบเนื้อลูบตัวแม่ สักพักอาการบรรเทาลง

วันรุ่งขึ้นมุกแข็งใจฝืนร่างกายตนเอง พาคุณแม่ไป รพ. เล่าเรื่องให้พยาบาลและแพทย์ฟัง ตั้งแต่วันนั้นกระบวนการการรักษาอาการปวดอย่างเป็นระบบก็เริ่มทันที ภายในเวลาสองอาทิตย์ คนไข้ก็สามารถอยู่ได้อย่างปราศจากอาการปวด และดูแลต่อได้ที่บ้านอย่างที่ประสงค์ มีการบันทึกการใช้ยามอร์ฟีน การปรับยาที่ถูกต้องตามวิธีการอย่างเป็นระเบียบ ทำให้การคุมอาการดีอย่างสมบูรณ์

คุณแม่ของมุกเสียชีวิตอย่างสงบที่บ้าน เธอใช้เวลาเดือนสุดท้ายอยู่ข้างกายมุกลูกสาวที่รักเธอที่สุด และเธอจากไปด้วยความตระหนักรู้ถึงความรักของมุก"

เป็นเรื่องเล่าธรรมดาๆที่ใช้สอนการคุมอาการปวดแก่แพทย์ นักเรียนแพทย์ และอาจจะมีเรื่องอื่นๆที่เขาอาจจะตั้งวัตถุประสงค์การเรียนเองตามอัชฌาศัย

เล่าเพื่อการเยียวยา

บางครั้งเมื่อชีวิตประสบพบเจอวิบัติภัย ตัวตนมันแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เปรียบเสมือน jigsaw ที่ถูกปัดตกแตกกระจาย อะไรที่เคยอยู่ที่ใด ก็ดูจะพรัดพรากจากหายไป หาไม่เจอแม้แต่ตัวตนของตนเอง

ในกรณีเช่นนี้อาการทางกายยังไม่สำคัญเท่ากับตัวตนทางจิตและจิตวิญญาณของผู้สูญเสีย สภาพแบบนี้อาจจะเกิดในกรณีเช่นพิบัติภัยตามธรรมชาติ สุนามิ หรือการฆ่าล้างหมู่บ้านอย่างทารุณในอาฟริกา

ซาฟีนา เด็กหญิงอายุ 12 ปี ได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่องค์กรสหประชาชาติ (United Nation) มาหลังจากที่เธอหลบหนีจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (extermination) จากกลุ่มทหาร ในที่ประชุมแวดล้อมด้วยเจ้าหน้าที่ UN นักสังคมสงเคราะห์ จิตแพทย์ นักจิตวิทยา ก็ให้ซาฟีนาเล่าเรื่องของเธอให้ฟัง เธอเล่าว่าเธออาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีพ่อมีแม่ มีพี่สาวหนึ่งคน หมู่บ้านของเธอถูกทหารบุกและฆ่าตายหมด เธอเองหลบอยู่ใต้เตียง ขณะที่ทหารฆ่าพ่อ ข่มขืนแม่และพี่สาวตายอย่างทารุณ หลังจากนั้น เธอหลบหนีออกมา ใช้ชีวิตหลบๆซ่อนๆ โกหก ลักขโมย ทุกวิถีทาง เพื่อให้อยู่รอดไปวันๆ เป็นเวลาเกือบสองปี

ซาฟีนาเล่าชีวิตของเธอติดต่อกันกว่าสามชั่วโมง พอเธอเล่าจบ ที่ประชุมนิ่งงัน ไม่มีใครเคยนึกหรือจินตนาการว่าเด็กสาวอายุเพียงแค่ 12 ขวบ จะต้องผ่านความทุกข์ในชีวิตมากมายขนาดนี้ ขนาดและความทุกข์ของเรื่องราวของเธอเกินสเกลที่ทุกคนในที่นั้นเคยพบเห็นมาก่อน ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดนักจิตวิทยาคนหนึ่งก็เอ่ยปากถามซาฟีนา

"หนูมีอะไรที่อยากจะให้พวกเราช่วยไหม"

ซาฟีนาฟัง แล้วหยุดนิ่งคิดอยู่พักใหญ่หลังจากได้ยินคำถามนั้น แล้วเธอก็พูดออกมาว่า

"ตั้งแต่หนีมา 2 ปี ไม่เคยได้เล่าเรื่องเหล่านี้ให้ใครเลย ที่จริงฝันนึกว่าเมื่อไรชีวิตจะหยุดลง ความทุกข์จะได้หยุดลงเสียที แต่หลังจากได้เล่าให้พวกคุณฟังแล้ว ตอนนี้รู้สึกดีขึ้น ยังนึกไม่ออกค่ะว่าจะให้ทำอะไร"

ในความทุกข์รุนแรงที่ฉีกทำลายตัวตนความเป็นมาของคนในลักษณะนี้ สิ่งสำคัญคือการที่คนป่วยได้มีโอกาสเรียงร้อย "ชีวิต" ของเธอใหม่ขึ้นมา ซึ่งสามารถทำได้ผ่านเรื่องเล่า เมื่อเธอได้ค่อยๆเก็บชิ้นเล็ก ชิ้นน้อยของชีวิตของเธอเข้าหากัน นำมาผูกกัน เชื่อมโยงกัน ตัวตนของเธอก็เริ่มก่อเป็นรูปเป็นร่างอีกครั้งหนึ่ง

การสัมภาษณ์ผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นที่ OPD หรือในหอผู้ป่วยในก็ตาม กระบวนการเยียวยาได้เริ่มขึ้นตั้งแต่คนไข้ "ได้เล่า" ชีวิตของเขาให้เราฟังแล้ว เพราะเมื่อเจ็บป่วย ฐานกายทรุดโทรม ฐานใจก็ใช่ว่าจะดี ฐานความคิด ก็หม่นหมองมีปัญหาต้องแก้ไข การเล่าเรื่องเป็นการ "ตั้งหลัก" ใหม่ เล่าที่มา ที่ไป ความฝัน อุปสรรค การสัมภาษณ์ของเรานั้นตกลงเป็นไปเพียงเพื่อได้ "ข้อมูล" หรืออยากให้เกิด "การเยียวยา" ด้วย ก็ขึ้นกับการจัดการการสัมภาษณ์ของเราเอง

การเล่าเพื่อเสริมพลัง

เคยพูดถึงไปหลายครั้งแล้วในเรื่องเล่าเร้าพลัง และอภิชาตศิษย์ และอื่นๆอีกมากมายใน gotoknow นับไม่ถ้วน

การเล่าเพื่อสะท้อน

บางครั้ง บทเรียนที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้อัตตาของเรากระทบกระเทือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรากำลังพบว่าตัวเราอาจจะไม่ได้ดีงามอย่างที่เราเคยเชื่อ แต่บทเรียนแบบนี้สำคัญอย่างยิ่งในการที่จะพัฒนาตนเองขึ้นไปจากที่เป็นอยู่ เพราะถ้าเราคิดว่าเราดีที่สุด ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรหย่อน ก็จะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เราพบว่าการใช่้เรื่องเล่ามาช่วย จะมีประโยชน์มาก เพราะบทเรียนจะเข้ามาแบบทะแยงๆ สะท้อนไปอ้อมๆ ไม่ได้มากระแทกโดยตรง การเล่าเพื่อสะท้อนที่ใช้กันเยอะ มาในรูปแบบการเรียนผ่านภาพยนต์