ป.
Patama ปัทมา Gomutbutra โกมุทบุตร

USMLE is not the end of the world


ตอนที่ฉันไปทำ ID card ประจำตัวกับ สถานีตำรวจประจำมหาวิทยาลัย สิ่งหนึ่งที่จะเรียกว่าอะไรดี..คือ ด้วยความคุ้นเคย ว่าท้ายชื่อภาษาอังกฤษ ควรตามด้วย MD. จึงถามเจ้าหน้าที่ทำบัตรไปว่า
" ควรมี MD ต่อท้ายด้วยไหมคะ"
เจ้าหน้าที่มองลอดแว่น ถาม
" Are you MD here?"  (ความหมายของ MD ที่นี่คือ มี California license)
" อ้อ เปล่าคะ" ฉันยิ้มแหยๆ
คิดในใจ ไม่เป็นไร "ไร้ MD" แต่ไม่ได้หมายความว่า "ไร้มีดี" ยังไงฉันก็ภูมิใจใน พ.บ.และจะเป็นหมอที่ดีของคนไทย. อย่างน้อย ECFMG certificate ก็คือสิ่งที่บอกว่าหมอจบจากไทยนั้นมีมาตรฐานไม่แพ้กัน ( แม้ในขั้นตอนสุดท้าย จะมีคะแนน Speaking english proficiency ผ่านแบบเฉียดฉิวก็ตาม)

 

ได้อะไร เสียอะไร จากการสอบ USMLE ?
ในที่นี้ขอมองในมุมของอาจารย์สังกัดคณะแพทย์

ได้อะไร?

1.ได้รู้แนวข้อสอบซึ่งเป็นแบบอย่างของการสอบ ศ.ร.ว ของนักศึกษาแพทย์ในปัจจุบัน
ซึ่งมี 3 ขั้นตอน ที่พอจะเปรียบได้กับ 
  ขั้นตอนที่ 1 ( เทียบได้กับ step I) วัดความรู้พื้นฐานทางการแพทย์ เช่น anatomy, biochemistry etc..
  ขั้นตอนที่ 2 ( เทียบได้กับstep IIClinical knowledge)  วัดความรู้ทางคลินิก เช่น Internal medicine, community medicine
  ขั้นตอนที่ 3 ( เทียบได้กับ step IIClinical Skill) วัดทักษะความเป็นแพทย์

  แม้ในหลักการจะแบ่งเป็นสามขั้นตอนวัดคนละอย่าง แต่ความเป็นจริง ค่อนข้างผสมผสานกัน  ยกตัวอย่าง step I กับ IICK นันต่างก็ใช้ กรณีผู้ป่วยเป็นโจทย์ เพียงแต่ถามคนละประเด็น คือ step I ถามถึงพยาธิกำเนิด  ขณะที่ stepIICK ถามถึงการวินิจฉัย
  สำหรับ step IICS มีข้อต่างจาก ขั้นตอนที่ 3 ศ.ร.ว อยู่พอสมควร กล่าวคือ
ใน Step II CS เน้น "บุคลิกภาพและการสื่อสาร" อย่างมาก คะแนนในส่วนตรวจร่างกายก็มีแต่เป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับคะแนนการให้คำแนะนำ (counselling)  ไม่มีการสอบทำหัตถการ...เป็นการเน้นย้ำว่า หมอที่มาทำเวชปฎิบัติกับผู้ป่วยในอเมริกาอย่างปลอดภัยนั้น "ทักษะการสื่อสารสำคัญยิ่ง"

2. ได้ฝึกความอดทน  การกลับไปนั่งอ่านวิชาพื้นฐานที่เรียนมา (แบบลุ่มๆ ดอนๆ) 7-8 ปีก่อนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แล้วจะพบว่าสมองคนเรานั้นเปลี่ยนไป อะไรที่เคยจำได้ง่ายๆ ตอนนี้ทำไมมันจำไม่ได้เลย...แวบๆ คิดไปเรื่องในที่ประชุม  แวบๆ คิดไปเรื่องตรวจรายงานนักศึกษาแล้ว ชีวิตช่างวุ่นวาย
   ในขั้นตอน stepIICK ค่อยยังชั่วหน่อย แต่ก็ต้องฝึกทำข้อสอบ เพราะบางโรคที่ออกสอบ เกิดมาไม่เคยเจอเลย มีแต่แว่วววว ในห้องเรียน 
   stepII CS ซึ่งนักเรียนอเมริกันเรียกว่า หมูตือ นั้น กลายเป็น หมูเขี้ยวตัน สำหรับคนที่ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแม่อย่างเรา ทำอย่างไรได้ ไม่มีทางลัด ก็ต้อง ฝึก ฝึึก และก็ฝึก  สิ่งที่เพิ่งรู้คือ เราพูดเสียงเบากัน เวลาพูดภาษาอังกฤษไม่ชัดแบบเบาๆ ยิ่งฟังยากไปกันใหญ่ 

เสียอะไร
1. เสียเงิน  พูดไปก็ช้ำใจ แต่ต้องพยายามมองในแง่ดีว่าการศึกษาคือการลงทุน
2. มันไม่ใช่ The end of the world  มีปัจจัยหลายอย่างให้คนเราต้องตัดสินใจเลือกทางเดินของคนมีสังกัด จะเลือกอะไรระหว่าง
   - Reboard ใหม่ (เรียนเรสิเดนท์ใหม่) กว่าจะจบ clinical fellow ก็ 4-5 ปี สังกัดจะรอไหวหรือ? 
   - Research fellow ก็เป็นการดี ในสถาบันศึกษาย่อมคู่กับงานวิจัยแต่ต้องเจอสถิติอีก
   - โอกาสพบทางลัดเป็น Clinical fellow นั้น หายากมาก ในอเมริกา โดยเฉพาะถ้าไม่มีสายใยนำทางมาก่อน เป็นสิ่งที่เข้าใจได้  แต่โอกาสนี้อาจพบได้มากขึ้นในแคนาดา 
   - เก็บไว้เป็นความภูมิใจ แล้วก็ทำงานต่อไป :)

คำสำคัญ (Tags): #usmle
หมายเลขบันทึก: 385788เขียนเมื่อ 18 สิงหาคม 2010 08:52 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 23:23 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (2)

แปลกดีค่ะ.. จริงๆแล้วน่าจะใช้ M.D. ได้นะคะ ต่อให้มาเป็น research fellow ก็เหอะ ยังไงเป็น M.D. ก็เป็น M.D. ล่ะนะ

แต่ก็ไม่ต้องคิดมากค่ะมันก็เป็นแค่สิ่งสมมติแหละ

clinical fellow ไม่ได้ยากมากนะคะแล้วแต่สาขา ถ้าเป็นพวก radiology อะไรเงี้ย คนไม่ค่อยอยากต่อเฟลโลว์กันก็มาจากต่างประเทศ สอบ USMLE ผ่านก็ทำได้ค่ะ แต่ถ้าพวก med เด็ก อะไรเงี้ยก็ยากหน่อย

ขอบคุณคะ มีเรื่องขอปรึกษาหลังไมค์ทางอีเมล์นะคะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี