บทที่ 2 การผจญภัยในเมืองฮานอย
เรามาถึงฮานอยเป็นเวลาเกือบ 9 โมงเช้า ก็เดินแถวมายังตม.ของเวียดนาม ใจก็ตุ้มๆต้อมๆ กลัวเขาถามเรามาก เพราะภาษาอังกฤษไม่เก่ง พูดไม่ได้ แต่มันก็ผ่านไปด้วยดี เขาก็ได้แต่มองหน้าเรา แล้วปั๊มเอกสารในพาสปอร์ตอะไรของเขาเสร็จ คนยังไม่เยอะมาก..ก็เลยได้เร็วหน่อย จากนั้นก็เดินมารอรับกระเป๋า คนก็รอเยอะมากน เพราะมันมีเครื่องบินหลายการบินที่มาลงที่ฮานอยด้วยเหมือนกัน จึงทำให้รอค่อนข้างนาน ซึ่งกว่าเราจะได้กระเป๋าก็รอเกือบเป็นคนสุดท้าย แต่ก็ทำให้น้องที่รับหน้าที่ในการติดต่อเรื่องที่พักเป็นกังวลว่า คนของโรงแรมจะมารับแล้วไม่เจอเรา
" สนามบินฮานอย "
"ใบเข้า-ออก ประเทศเวียดนาม"
เมื่อเราได้กระเป๋าเสร็จก็เดินออกด้านนอก แล้วก็มองหาคนจากโรงแรมที่จองที่พักไว้ว่าจะมารับเราหรือไม่ เรารอนานมากจนคนใกล้ที่มารอเกือบไปหมดแล้ว ก็ทำให้เรากังวลในสิ่งที่เราคาดไม่ถึง ว่าไม่มีใครมารับพวกเราเลย และน้องที่มีหน้าที่ติดต่อเรื่องที่พักก็ติดต่อไม่ได้เพราะไม่ได้เตรียมเอาเบอร์ติดต่อมา ...แต่โชคก็ยังดีอยู่ ที่มีน้องอีกคนที่ไปด้วยกันเตรียมเบอร์ติดต่อโรงแรมมาให้แล้ว... ปัญหาต่อคือ จะเอาเบอร์โทรศัพท์ที่ไหนโทรละ... ( มันน่าคิดว่า ถ้าเราต่อโรมมิ่งมือถือจากเมืองไทยไว้..ก็คงไม่เป็นเรื่องให้ถูกหลอกแน่...)
"ที่เราต้องมารอรับกระเป๋าในสนามบิน"
เหมือนโชคจะเข้าข้างต่อแต่ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอก ได้เจอคนที่เขามาต้อนอรับแขกโรงแรมของเขา ใจดีให้เราโทรติดต่อโรงแรมให้ ก็ได้ทราบว่า โรงแรมไม่ยอมส่งคนมารับ ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำไม หรือเพราะเราไม่มัดจำไว้ เขาเลยไม่สนใจที่จะมารับ เพราะกลัวเราไม่มาหรือเปล่า แต่ก็ทราบจากน้องว่า..ได้มีการเมล์ยืนยันการเข้าพักให้ที่เราเรียบร้อยแล้ว
เราติดต่อกับไปกลายเป็นว่าทางโรงแรมให้เรานั่งแท๊กซี่เข้าไปเอง โดยเขาจะบอกทางให้กับคนขับแท็กซี่ แต่เราต้องนั่งแท๊กซึ่กันเอง ในราคา 16 เหรียญUS ระหว่างที่เราจะไปขึ้นแท็กซี่นั้น เราก็เดินไปหาตั๋วเครื่องบินในประเทศ ที่จะไปโฮจิมิน ( อันเป็นผลจากการจองตั๋วไม่ดูภูมิประเทศ และที่สำคัญไม่สามารถรูดการ์ดได้) ก็พบในราคาค่อนข้างแพง จึงคิดว่าจะไปถามพวกขายตั๋วตามบริษัททัวร์ ว่าจะต่างกันหรือไม่ และสามารถใช้การ์ดได้หรือไม่ แล้วเราก็เดินไปแลกเงิน เหรืยญUS เป็น เงินดองค์ ของเวียดนาม ซึ่งต้องดูมูลค่าของเงินให้ดี ว่าที่ไหนให้เยอะสุด ขณะที่น้องๆไปแลกเหรียญก็เกิดการเปลี่ยนแปลงแท๊กซี่ คนที่เขาจะพากลับให้อีกคนไปแทน (เข้าใจว่าเขาคงขี้เกียจรอเรา จึงไปหาคนใหม่มาแทน ) ซึ่งเราต้องการให้เขาไปส่งโรงแรมที่เราต่อไว้ คือ โรงแรม ปริ้น79 ในราคาเท่าเดิม จึงต้องคุยในข้อตกลงให้ชัดเจน (เพราะเป็นข้อมูลอย่างหนึ่งว่า ถ้าไปเวียดนามแล้ว เราต้องตกลงราคาให้ชัดเจน ไม่งั้นเราจะโดนเขาหลอกอีก...)
เราเดินทางไปรถแท็กซี่ ที่ใช้ระยะทางประมาณ 30 กว่ากิโลเมตร คือ เกือบ ชั่วโมงกว่า เพราะสาเหตุมาจากรถที่นี่วิ่งได้ไม่ 60 –70 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งเส้นทางรถเขาวิ่งด้านซ้าย (แต่เมืองไทยวิ่งขวา) ก็ทำให้เราไม่ค่อยคุ้นเส้นทางการเดินรถเท่าไหร่นัก และที่สำคัญคือ การขับรถของที่ค่อนข้างน่ากลัว เป็นการปาดซ้ายปาดขวาจนคนที่นั่งข้างก็ลุ้นไปด้วยว่าจะถึงเป้าหมายหรือไม่
เรานั่งรถมาด้วยความหวาดเสียวกันจนมาถึงโรงแรมที่เราจองไว้..ขณะที่กำลังเตรียมจะเอากระเป๋าลงนั้น ก็มีผู้ชายคนหนึ่งหน้าตายังเป็นวัยรุ่น (เราเรียกว่า ตั๊กบริบูรณ์ เพราะหน้าคล้ายมาก) ออกมาบอกว่าที่พักที่เราจองไว้เต็ม แล้วจะให้เราไปพักอยู่อีกที่หนึ่งพร้อมกับบอกให้คนขับรถแท๊กซี่ช่วยกันขนกลับขึ้นรถอีกครั้ง และคนที่หน้าเหมือนตั๊กบริบูรณ์ก็ขึ้นมานั่งรถข้างหน้ากับเราและบอกว่า “ ที่พักที่เราจองเต็มแล้ว ” ซึ่งเราก็แปลกใจว่าในเมื่อมีการยืนยันทางเมล์ไปแล้ว แล้วทำไมโรงแรมต้องมายกเลิกห้องของเราด้วย (ไม่รู้ว่า ใครจะช่วยเราตอบได้) เมื่อคนที่หน้าเหมือนตั๊กบริบูรณ์พาไปยังโรงแรมแห่งใหม่ เมื่อมาถึงให้เรายกกระเป๋าลงแล้วเข้าไปข้างใน และคนที่หน้าเหมือนตั๊กบริบูรณ์ให้เรามานั่งพร้อมกับคุยโปรแกรมทัวร์เลย โดที่เราไม่ได้ตั้งตัว แต่ก็รับฟังในฐานะผู้ฟังที่ดี ซึ่งฟังแล้วก็ใจหายกับราคาทัวร์กับสิ่งที่เราหาข้อมูลก็รู้ว่าราคาค่อนข้างแพงเหมือนกัน และเมื่อเราถามถึงตั๋วในประเทศระหว่างฮานอยกับโฮจิมินก็แพงเหมือนกัน...เราพยายามต่อรองราคาและโปรแกรมทัวร์อยู่นานก็ลดให้ค่อนข้างน้อย ทั้งนี้เราพยายามจะขอใช้อินเตอร์เน็ตในการเช็คราคาตั๋วในประเทศ ก็ถูกว่าจะเช็คทำไม ด้วยน้ำเสียงไม่ดีทำให้เราเริ่มรู้สึกถูกกดดันประจวบกับการเดินทางมาเหนื่อยมาก คิดว่าน่าจะตัดสินใจกันที่หลังและอยากจะพักด้วยจึงบอกว่า ขอตัดสินใจพรุ่งนี้ได้หรือเปล่า แต่คนหน้าเหมือนตั๊กบริบูรณ์ก็พยายามต่อรองให้เราตัดสินใจให้ได้ จนเรารู้สึกหงุดหงิด นั่งต่อรองกันอยู่นานจนกระทั่งมีผู้หญิงฝรั่งคนหนึ่งเข้ามาหาพวกเราที่นั่งอยู่และพูดเป็นภาษาอังกฤษ จึงให้น้องเขาช่วยแปลให้ฟังว่า “ ถ้าคุณอยู่ที่นี้ คุณจะเห็นว่ามีค่าใช้จ่ายที่เกิดแล้วทำให้เราต้องเสียแล้วเสียอีกอยู่เรื่อย ” (คนไม่เก่งภาษาอังกฤษแบบเรา คงไม่รู้ความหมาย..) ซึ่งคนที่หน้าเหมือนตั๊กบริบูรณ์ก็พูดตอบกลับ (ภาษาอังกฤษ)ว่า “ คุณพูดอะไรออกมา ” ท่าทางหัวเสียมาก..แล้วตามด้วยภาษาเวียดนาม ทำให้พวกเราเริ่มไม่ไว้ใจแล้ว ว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ ...สุดท้ายจึงบอกว่า “ เราขอตัดสินใจพรุ่งนี้ แล้วเราจะขอเข้าที่พักก่อน ” ซึ่งเห็นอาการของผู้ชายคนที่หน้าเหมือนตั๊กบริบูรณ์คุยกับเราด้วยอาการที่บ่งบอกถึงอารมณ์ไม่ดีและเริ่มรู้สึกโกรธ... แต่เราก็ไม่สนใจจึงเดินมาที่กระเป๋าเพื่อมารอจะเช็คอินที่พัก....ระหว่างนั้นน้องอีกคนหนึ่งที่มาด้วยกับเรา ตัดสินใจที่จะเดินออกมาหาที่พักใหม่ดีกว่า..เพราะรู้สึกไม่ค่อยดี และเริ่มไม่ไว้วางใจคนที่หน้าเหมือนตั๊กบริบูรณ์นี้แล้ว....จึงบอกให้เดินออกจากโรงแรมนี้ดีกว่า ( น่าเสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้...จะได้เป็นเครื่องเตือนใจ ให้ระวังมากกว่านี้ )
จากนั้นเราเดินออกมาเรื่อยๆ ที่มองดูเหมือนคล้ายๆแถวเวิ้งเกษม ที่เป็นเหมือนชุมชนสมัยเก่าเมื่อครั้นเรายังเด็กในกรุงเทพฯบ้านเราเลย ก็เดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งมีผู้ชายคนหนึ่ง(ทราบชื่อภายหลังว่า ชื่อคุณหิว (สะกดตามที่เขาบอกนะ) )เดินเข้ามาหาเราแล้วถาม “ ว่าต้องการที่พักหรือเปล่า ” ..เราจึงมองหน้ากันพร้อมกับการตัดสินใจที่จะเข้าไปคุยด้วย จึงได้รู้ว่าเขามีที่พักพร้อมกับการจัดทัวร์ด้วย ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าเขาพูดดีและไม่คะยั้นคะยอเรามากนัก ให้เราไปดูที่พักก่อนแล้วค่อยตกลงกัน เราจึงขึ้นไปดูที่พัก เดินตามบันไดที่ค่อนข้างชันและสูง เดินไปจนถึงชั้น3 ที่เป็นไปตามลักษณะตึกภายในทรงสูงกับทางเข้าค่อนข้างแคบ เมื่อเทียบกับตึกบ้านเราแล้วต่างกันมาก ที่นี่มีความกว้างของตึกจะแคบและสูง แต่บ้านเราทั้งกว้าง ทั้งสูง ครบครัน....ตามกำลังเงินคนสร้าง...
ลักษณะของการอยู่อาศัยของคนที่นี้จะอยู่เป็นตึกแถวหน้าแคบแต่สูง...หาทรงที่เป็นบ้านมีบริเวณหรือบ้านเดี่ยวค่อนข้างยาก จึงได้ทราบว่าที่นี้จะมีการเก็บภาษีค่อนข้างแพงในเรื่องภาษีที่อยู่อาศัยหรือภาษีที่ดินประมาณนี้ จึงทำให้ผู้คนที่นี้ต้องสร้างตึกทรงแคบและสูงเข้าไว้...อันเป็นจุดเด่นของที่นี้
เราตัดสินใจที่จะพักที่นี้ โดยนอนรวมกันทั้ง4คนในราคา 20 เหรียญUSต่อคืน พร้อมกับอาหารเช้า จากนั้นเราก็เดินลงไปตกลงราคาร่วมกัน ซึ่งเขาก็แนะนำตัวว่าชื่อ มิสเตอร์ หิว ที่แปลว่า Hungry (ออกตามเสียงบ้านเรา คือคำว่า “หิว”) เพราะเขาเป็นสมาชิกพันธ์ทิพดอทคอม..และมีเพื่อนเป็นคนไทย พร้อมกับเคยไปเที่ยวเมืองไทยด้วย (แต่ยังไม่เคยไปเชียงใหม่) มันก็ทำให้เราเริ่มรู้สึกไว้ใจมากขึ้น..จึงพูดคุยกับเขาได้มากขึ้น เราขึ้นกันไปเอากระเป๋าเก็บแล้วคิดว่าจะไปหาอะไรกินกัน เนื่องมาจากตั้งแต่ลงสนามบินฮานอยมาจนถึงที่พัก ก็เกือบเที่ยงแล้ว เมื่อลงมาถึงก็ถามเส้นทางกับคุณหิว แล้วพี่ท่านก็เอาแผนที่ให้เราดูตาม ขณะเดียวกันก็ซักถามว่าเราจะไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง แล้วก็แนะนำให้เราว่าควรจะไปที่ไหนบ้าง ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวก็น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวในเมือง หรือนอกเมืองในแบบไป-กลับ ก็ฟังเขาอธิบายแล้วก็น่าสนใจ แต่เขาก็ไม่คะยั้นคะยอเหมือนเจ้าแรกที่พาเรามา...จึงยังไม่ตัดสินใจ แล้วเราก็ถามถึงราคาตั๋วเครื่องบินภายในประเทศของเขา เขาก็บอกว่าจะซื้อให้ก็ได้แต่จะต้องถูกชาร์จ4% นะ... เราจึงขอเช็คราคาทางอินเตอร์เน็ตก่อน เขาก็ใจดีให้เราเช็คพร้อมกับคำแนะนำสายการบินในเวียดนามให้....เช็คเสร็จแต่ยังไม่ตัดสินใจเขาก็ไม่คะยั้นคะยอเลย...เราคิดว่าจะลองไปถามที่อื่นดูก่อน...
จากนั้นเราก็เดินกันไปตามแผนที่ ที่แรกที่เราไปคือ ทะเลสาบคืนดาบ.. เพราะมันอยู่ใกล้ที่พักเราแล้ว (แต่ก็เหนื่อยพอสมควร) เป็นการออกกำลังกายที่เหนื่อยมาก.... เราเดินไปตามทางที่ค่อนข้างต้องระวังตัวเองพอสมควร เพราะรถที่นี้ขับแบบไม่สนใจใคร คนเดินต้องระวังเอง ขณะเดียวกันคนเดินต้องเดินตามถนน เพราะที่ฟุตบาธเขาทำเป็นที่จอดรถมอเตอร์ไซด์...คนที่นี้จะนิยมใช้รถมอเตอร์ไซด์เป็นหลัก....ฉะนั้นเราจึงเดินด้วยความระมัดระวัง....จนไปถึงทะเลสาบ ซึ่งอยู่ติดกับวงเวียน เห็นแล้วค่อนข้างเวียนหัว เพราะเส้นทางรถวิ่งของเขาไม่เหมือนกับบ้านเราเลย จึงค่อนข้างงง แต่สิ่งแรกที่เราต้องการ ก็คือ หาของกินใส่ท้องก่อน เห็นข้างถนนแล้วยังไม่น่ากิน จึงเดินกันไปเรื่อยๆจนร้านแรกที่จะกินคือ ไก่KFC ของที่นี้จะไม่เหมือนบ้านเรา เพราะการสั่งอาหารบ้านเราจะได้พร้อมกับไก่ แต่ที่นี้ต้องสั่งไก่ข้างล่างพร้อมกับการจ่ายเงินให้เสร็จ แล้วนำบิลไปเอาไก่ชั้น 2 ตอนแรกก็งงว่าเดินอย่างไร สุดท้ายก็ถึงบางอ้อ! ว่าที่นั่งกินของเขาอยู่ข้างบนตั้งแต่ชั้น 2ขึ้นไป ถ้าคนอยู่สูงแล้วต้องเดินลงมาชั้น1ก็ขี้เกียจ จึงต้องมีจุดรับไก่ทอดตามชั้น ไม่ฉะนั้นคนกินก็ต้องเดินมาเอา แต่ขณะเดียวกันจะเห็นว่าความกว้างของตึกน้อยอย่างที่บอกข้างต้น จึงต้องมีการประยุกต์ในการใช้และอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าให้ได้ จึงเป็นที่มาของประการฉะนี้...
มื้อแรกในฮานอยของเราก็จบลงที่ไก่ KFC อยู่ราคา2แสนกว่าดองค์ (เป็นครั้งแรกที่อาหารเป็นแสนที่ไม่ใช่แสนบาทแต่เป็นแสนดองค์ ) ในเวลาเกือบบ่าย2จะเข้าบ่าย 3 เราจึงเดินเลียบถนนฝั่งติดกับทะเลสาบไปด้วย ไปดูตามจุดที่จะซื้อตั๋วเครื่องบินและจุดที่เราจะต้องแลกเงินเพิ่ม ขณะเดียวกันเราเห็นโรงละครที่เป็นการแสดงของหุ่นกระบอกน้ำด้วย (Water puppet theater) เพราะอยู่ใกล้กับทะเลสาบคืนดาบ จึงเข้าไปสอบถามเรื่องเวลาการแสดงและรอบเวลา เห็นว่าเวลาการแสดงเริ่ม 15.30 น.มีรอบเดียว พวกเราจึงคิดว่าน่าสนใจดีและราคาตั๋ว มี2ราคาคือ ราคา 40,000 ดองค์และ 60,000 ดองค์ที่เป็นที่นั่งวีไอพี... พวกเราตัดสินใจซื้อตั๋วในราคา 60,000 ดองค์ มี4 คน ก็อยู่ที่ราคา 240,000 ดองค์ แต่น่าเสียดายว่าเราต้องดูพรุ่งนี้ เพราะวันนี้คนจองเต็มแล้ว จึงต้องไปดูวันพรุ่งนี้....เฮ้อ! ไม่เป็นไรพรุ่งนี้เดินมาดูก็ได้
"ถนนในเมืองฮานอย"
เราเดินออกจากโรงละครการแสดงหุ่นกระบอกน้ำ แล้วก็เดินดูบ้านเมือง แต่ก็รู้สึกเหนื่อยกันมากจึงเดินทางกลับ เพราะเริ่มเหนื่อยจึงพากันเดินทางกลับเข้าที่พัก....ถึงที่พักก็ล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยอ่อน อันมาจากการเดินทางที่เหนื่อยมาก.....แล้วเราก็หลับไปทั้งที่ยังไม่อาบน้ำตื่นมาตอนเกือบสามทุ่ม ก็ต้องไปอาบน้ำก่อนแล้วค่อยมานอนต่อนะ....
สวัสดีครับ ผมเข้ามาอ่านสารคดีครับ เขียนได้ละเอียดีครับ กลับไปเมืองไทยหาสำนักพิมพ์ขายได้เลยครับ
อ่านแล้ว รู้สึกจะออกรสชาติ ขมปนเปรี้ยวเลยนะครับ ทุลักทุเลดีครับ
อยากหาโอกาสแบกเป้ไปมาก ขอบคุณสำหรับข้อมูล อ่านเนื้อหาทางบวกมาเยอะล่ะ เจอทางลบก็ดีครับ
จะได้เตรียมตัวถูก(ถ้ามีโอกาส)
ขอบคุณทั้ง 2 ท่านที่ให้ข้อเสนอแนะและคำติชมมานะคะ...ในการเขียนต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน
เพราะ..งานค่อนข้างเยอะ แต่ก็จะทยอยเขียนให้ทราบนะค่ะ....