ชายคนหนึ่งเล่าว่าเมื่อเขายังเป็นเด็กวัยรุ่น เขาเคยอธิษฐานขอพรจากพระเจ้า
"ข้าแด่พระเจ้า ขอให้ฉันได้มีพลังที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้"
เมื่อเขาเข้าสู่วัยกลางคนเขาเริ่มตระหนักแล้วว่าครึ่งชีวิตเขาได้ผ่านไปแล้วแต่เขายังไม่อาจเปลี่ยนใครได้สักคน เขาจึงเปลี่ยนคำอธิษฐานขอพรจากพระเจ้าใหม่
"ข้าแด่พระเจ้า ขอให้ฉันสามารถเปลี่ยนแปลงแค่คนใกล้ตัวได้ก็เพียงพอแล้ว แค่ได้เปลี่ยนแปลงคนในครอบครัวและเพื่อนสนิทได้ ฉันก็จะพอใจเป็นอย่างยิ่ง"
ขณะนี้ชายคนนั้นได้กลายเป็นผู้เฒ่าที่มีเวลาเหลืออยู่บนโลกใบนี้น้อยเต็มที เขาจึงได้รู้ดีว่าที่ผ่านมาเขาคิดผิดไปเพียงใด ตอนนี้คำอธิษฐานขอพรจากพระเจ้าจึงกลายเป็นแค่
"ข้าแด่พระเจ้า ขอให้ฉันได้มีพลังเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้"
หากเขาขอข้อสุดท้ายตั้งแต่แรก เขาคงไม่ต้องเสียเวลาทั้งชีวิตแบบนี้...
ฉันชอบประโยคหนึ่งที่โรบิน ชาร์มา เขียนไว้ในหนังสือ 7 ขั้นตอนสู่การตื่น (7 Stages to Self Awakening) ว่า "มีผู้คนมากมายที่ไม่อาจรู้วิธีการใช้ชีวิตจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ช่างเป็นเรื่องทีน่าเสียดายเหลือเกิน คนส่วนใหญ่ปล่อยเวลาที่มีค่าในชีวิตให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้นคนบางคนตายไปตั้งแต่อายุยี่สิบสามสิบปี แต่ลงหลุมฝังจริงๆก็ตอนอายุแปดสิบ"
ฉันหวังเอาไว้ว่าความเสียใจทำนองนี้คงไม่เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะฉันเชื่อว่าหากตัวฉันเองสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยสงบสุข ปัญหาของโลกใบนี้ก็จะลดลงอย่างน้อยก็หนึ่งปัญหาที่ตัวฉันเองอาจเป็นต้นเหตุ ดังที่แม่ชีเทเรซ่าเคยกล่าวเอาไว้ว่า หากเพียงเราทุกคนจะเก็บกวาดแต่เพียงบ้านของเราให้สะอาด โลกทั้งโลกก็จะสะอาดขึ้น ไม่นานมานี้ฉันอ่านเจอเรื่องเล่าที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง
ชายคนหนึ่งกลับมาถึงบ้านจากการทำงานหนักทั้งวัน หลังอาหารเย็นเขาอยากพักผ่อนดูทีวีรายการทอล์คโชว์รายการโปรดเพื่อผ่อนคลายสักพัก ขณะเดียวกันลูกชายวัยห้าขวบของเขาก็กำลังหาเพื่อนเล่นเกมส์อยู่ ลูกชายจึงเข้ามาชวนผู้เป็นพ่อเล่นด้วย ด้วยวัยที่ยังเล็กลูกชายเขาจึงไม่ยอมฟังคำปฎิเสธของพ่อเขา ด้วยความหงุดหงิดพ่อเขามองไปรอบตัวเห็นรูปโลกติดอยู่ข้างฝาผนัง เขาจึงคิดหาทางออกได้ในฉับพลัน เขาดึงเอารูปโลกมาฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยคล้ายจิ๊กซอร์รูปโลก แล้วบอกลูกชายเขาว่าให้เอารูปโลกนี้ไปประติดประต่อมาให้เสร็จก่อน แล้วพ่อจะเล่นเกมส์ด้วย ลูกชายเขารับเศษกระดาษเหล่านั้นไปด้วยดี เขานึกในใจว่าเขาคงมีช่วงเวลาแห่งความสงบสุขดูรายการทีวีจนจบ
ไม่ถึง 5 นาทีให้หลัง ลูกชายเขานำรูปภาพของโลกที่ประติดประต่อมายื่นให้ ด้วยความฉงนใจเขาถามลูกชายว่าทำอย่างไรจึงต่อรูปโลกได้ไวเหลือเกิน ลูกชายเขาตอบว่า ข้างหลังรูปโลกมีภาพใบหน้าของคนอยู่ ทันทีที่เขาต่อรูปคนอีกด้านเสร็จ รูปโลกก็เข้าที่เข้าทางเอง "หากเราจัดการตัวเราเองได้ สภาพแวดล้อม และโลกใบนี้ก็จะมีระเบียบเอง"
แล้วเราจะเริ่มเมื่อไหร่ละคะ เมื่อไหร่เราจะเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลง เมื่อไหร่เราจะเริ่มจัดการกับชีวิตเราเองให้ดีขึ้น เมื่อไหร่เราจะเริ่มใช้ชีวิตอยู่โดยที่จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายในยามที่เหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่... มีคนบอกว่าวันเวลาที่ดีที่สุดที่ควรปลูกต้นไม้คือเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว เพราะป่านนี้มันก็จะออกดอกออกผลให้เราชื่นชมได้ แต่หากยังไม่ได้ปลูกวันเวลาที่ดีที่สุดรองลงมาที่จะลงมือปลูกคือ...วันนี้ค่ะ...
สวัสดีครับ ผมก็ชอบประโยคที่ว่า"มีผู้คนมากมายที่ไม่อาจรู้วิธีการใช้ชีวิตจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ช่างเป็นเรื่องทีน่าเสียดายเหลือเกิน คนส่วนใหญ่ปล่อยเวลาที่มีค่าในชีวิตให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้นคนบางคนตายไปตั้งแต่อายุยี่สิบสามสิบปี แต่ลงหลุมฝังจริงๆก็ตอนอายุแปดสิบ"
เวลานาทีมีความสำคัญ ขอบคุณที่แบ่งปันครับ
สวัสดีค่ะคุณธนา ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเยียนและฝากความเห็นไว้ค่ะ ขอให้มีความสุขในการจัดการเวลาอันมีค่าที่เรามีนะคะ
เปลี่ยนจากผู้หลับ เป็นผู็็้ตื่น ด้วยการมีสติเฉพาะหน้า
ไม่ต้องกังวลอดีต
ฝันถึงอนาคต
ก็แค่ปัจจุบัน
ขอบคุณ คุณปิริมารจ ที่ไปเยี่ยมเยือนครับ...
มีคนบอกว่าวันเวลาที่ดีที่สุดที่ควรปลูกต้นไม้คือเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว เพราะป่านนี้มันก็จะออกดอกออกผลให้เราชื่นชมได้ แต่หากยังไม่ได้ปลูกวันเวลาที่ดีที่สุดรองลงมาที่จะลงมือปลูกคือ...วันนี้ค่ะ...
ชมชอบประโยคนี้มากค่ะ
เวลาเริ่มต้นปลูกต้นไม้ประสาเรา คือปลูกจากต้นเล็ก ๆ หรือจากเมล็ด
คนใกล้ตัวชอบบอกว่า ไปล้อมต้นใหญ่มาดีกว่า โธ่ ขนาดปลูกกับมือ จากกล้า หรือกิ่งทาบ หรือเมล็ด ลมพัดแรง ๆ บางต้นยังทนทานไม่ไหว หัก ฉีกขาด จขนหัวใจคนปลูกจี๊ด
ถ้าเป็นไม้ล้อม คงเสียทั้งเงินและต้นไม้
บ่นทั้งที่ไม่เกี่ยวกับนัยเรื่องนี้
เอาเป็นว่า ลงมือปลูกเสียตั้งแต่บัดนี้ ดีที่สุด
ฝึกตนก็เช่นกัน เดี๋ยวนี้ ดีที่สุด
คุณ Phornphon สบายดีนะคะ...
คุณภูสุภา ต้องขอบอกว่าคนใกล้ตัวของคุณมีความคิดสร้างสรรค์ที่น่ารักนะคะ... ดีใจที่คุณชอบประโยคนี้ค่ะ ฉันก็ชอบเช่นกัน.. สวัสดีค่ะ