นึกถึงเมื่อยังเล็ก เป็นเด็ก ในหมู่บ้านห้องแถวเรือนไม้บ้านพักทหารอากาศ ที่ครูอ้อยเติบโตมา 

เวลาใครมาใครไป จะพากันรู้หมด และพากันมาชื่นชม  อย่างเช่น  ครูอ้อยมาเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่  คนในละแวกบ้าน ก็จะพากันมา นั่งดู เวลามีขนมมาแจก ก็แบ่งปันกันไป.....อบอุ่นกันดีจัง  

แต่พอมาถึงยุคนี้ ต่างคนต่างอยู่  คนชราจึงต้องเหงาหงอย  เพราะ  การติดต่อสื่อสาร พร้อมทั้งการคมนาคม สะดวกรวดเร็ว  ลูกหลานคิดว่า.....โทรศัพท์มาหา ได้ยินเสียงก็พอแล้ว.....ก็มี

ครูอ้อยไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่คราวนี้ ได้ถามท่านถึง โทรทัศน์เครื่องเก่า ขาว-ดำ ที่มีขายืน 4ขานั้นยังอยู่ไหม 

ถามไปมา  จึงย้อนความหลังว่า  เวลาคุณพ่อเปิดทีวีทีไร  ลูกหลานเด็กเล็ก จะพากันวิ่งมาดู ที่หน้าจอ คอตั้งหน้าสลอน.....คิดแล้ว สมัยนั้น อบอุ่นดีจัง  ไม่มีขโมย ให้ปวดหัวห่วงหน้าพะวงหลัง เหมือนในสมัยนี้ 

คุณแม่บอกว่า ...พาครูอ้อยไปหัดรำไทย  ตัวเท่านี้ แล้วก็ชี้เด็กเล็กที่รำถวายพระพรในทีวีอยู่ว่า.....ร้องแบบไหนลูก  ครูอ้อยเอื้อนว่า.....เชิญซิคะท่านเชิญ เชิญมาชมดอกไม้.....เท่านี้ คุณแม่ก็ชมว่า....ความจำของครูอ้อยยังดีอยู่ 

ครูอ้อยถามว่า คุณพ่อคุณแม่ ยังบริหารร่างกายอยู่เสมอ และบริหารสมองบ้างไหม  คุณพ่อบอกว่า เป็นอย่างไร  เรื่องนี้ลูกสาวคนเล็ก....อธิบาย  เธอทำได้ทุกอย่าง ทุกท่า แต่ครูอ้อยทำได้บางท่า ส่วนคุณพ่อคุณแม่ ทำไม่ได้เลย.....เป็นแบบนี้ เหมือนวัฏจักร วงจร ซึ่งเมื่อก่อนนี้ คุณแม่ทำได้  ครูอ้อยทำได้หมดเลย.....

ครูอ้อยขอตัวกลับก่อน  เพราะมีงานที่ต้องทำมากมาย และต้องรีบเร่งให้เสร็จก่อน ที่พรุ่งนี้ 3 วัน  จะไปโคราชอีกล่ะ...ชีพจรลงเท้าก่อนกลับ กอดคุณแม่ แน่นๆ 

แต่คุณแม่ก็เล่าเรื่องต่างๆ พร้อมกับเก็บลูกมะกรูดในสวนน้อยๆให้ลูกสาว.....ครูอ้อยเลยขอตัวกลับจริงๆ