ทั้งคืน ฉันไม่สามารถข่มตาหลับลงได้ ฉันนับเวลารอให้ถึงเช้าเพื่อที่จะโทรศัพท์

     ทั้ง ๆ ที่เติบโตมาในครอบครัวชาวพุทธ ย่า ยายพาเข้าวัด สวดมนต์ ไหว้พระมาแต่เด็ก แต่นั่นก็เหมือนเป็นกิจกรรม พิธีกรรมที่ฉันเพียงจดจำ ทำตามอย่างเพื่อให้ได้คำชมและการยอมรับ แล้วฉันก็ประสบความสำเร็จตามนั้นมาตลอด(น่าสงสัยว่าจะมีคนแบบที่ฉันเป็น อยู่ในสังคมชาวพุทธสักกี่มากน้อย..) แต่ลึก ๆ แล้วฉันสงสัยเสมอว่าศาสนาจะช่วยเราได้จริงหรือ? ยิ่งเมื่อโตขึ้น เข้าร่วมการเคลื่อนไหวกับขบวนการนักศึกษา จนกระทั่งเข้าป่า หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาฯ ๑๙ ยิ่งแทบจะปฏิเสธศาสนาไปเลย (แต่ยังคงปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาร่วมกับครอบครัวตามปกติ เพื่อความสบายใจของพ่อแม่และคนใน ครอบครัว)

     ชีวิตที่ผ่านความยากลำบาก ผ่านปัญหาอุปสรรคมามากมาย ทำให้ฉันดูเหมือนยิ่งเชื่อมั่นในตัวเอง คิดว่าพึ่งตัวเองได้ มีปัญหาชีวิตถึงหย่าร้างก็สามารถเลี้ยงดูลูกตามลำพัง ให้เขาเป็นเด็กดีและประสบความสำเร็จทั้งคู่ จนฉันคิดว่าไม่มีใครมาบงการชีวิตของฉันได้นอกจากตัวฉันเอง

     แต่แล้วก็มีคนที่เข้ามาทำให้ฉันผิดหวัง สูญเสียและเจ็บปวดอย่างที่สุดในชีวิต ในวันที่ถูกทำร้ายจิตใจอย่างสาหัส ในวันที่ต้องยอมรับความสูญเสีย ในวันทีต้องยอมรับความจริงอันเจ็บปวดนั้น ทั้งคืนฉันไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ ฉันเวลารอให้ถึงเช้าเพื่อที่จะโทรศัพท์หาพี่คนหนึ่งที่รักนับถึือและไว้วางใจมานานกว่า ๓๐ ปี

     พี่..น้องกำลังแย่ แย่จริง ๆ นะ ...จากนั้นก็พรั่งพรู..ฟูมฟาย...เป็นบ้า สติแตก....พี่เขาก็ฟัง..ฟัง...แล้วก็ถามเหมือนช่วยเตือนช่วยบอกว่าไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เขาอยู่ที่นี่และกำลังฟัง..ไม่เป็นไรนะ..เขาไม่ได้พูดอย่างนี้ แต่เขาสื่อให้ฉันรู้สึกได้อย่างนี้  แปลก! จนฉันได้สติ และถามว่า อะไรทำให้เขานิ่งและฟัง และทำให้ฉันสัมผัสได้ว่าเขา"นิ่ง"

คำตอบที่ได้ก็คือ "พระพุทธศาสนา"ช่วยได้ ไม่เป็นไรนะ หยุด แล้วค่อย ๆคิด