ยลโฉมสถาปัตยกรรมย้อนยุค 100 ปี "วังบางขุนพรหม"

 การตกแต่งฉบับนี้ขอพาผู้อ่านย้อนยุคไปสัมผัสอารมณ์และความรู้สึกของสถาปัตยกรรมล้ำค่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา "วังบางขุนพรหม" อีกหนึ่งความภูมิใจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือที่เรียกกันติดปากว่า "แบงก์ชาติ" เพราะความงาม ความประณีตของงานก่อสร้างล้วนมีที่มา... กล่าวกันว่า ก่อนสร้าง "วังบางขุนพรหม" เดิมพื้นที่ในบริเวณนี้เคยเป็นสวนผลไม้และป่าละเมาะริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งต่อเนื่องกับชุมชนดั้งเดิมที่เรียกกันว่า "บ้านลาน" โดยเป็นชุมชนเชื้อสายมอญที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในสมัยกรุงธนบุรี และมีอาชีพผลิตสินค้าที่ทำจากใบลาน ใกล้เคียงกับชุมชนเป็นที่ตั้งของวัดขุนพรหม (ปัจจุบันคือวัดสามพระยา) ซึ่งสร้างเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับขุนพรหม (สาร์ท) ขุนนางเชื้อสายมอญในสมัยรัชกาลที่ 1 อันเป็นที่มาของชื่อย่านบางขุนพรหมในปัจจุบัน วังบางขุนพรหมเป็นวังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างขึ้นด้วยเงินพระคลังข้างที่ เพื่อพระราชทานแก่สมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระราชโอรสในพระองค์และสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ภายหลังจากที่ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการทหารบกจากประเทศเยอรมนี วังบางขุนพรหมก่อสร้างในระหว่างปี พ.ศ.2445-2449 ได้มีการมงคลขึ้นตำหนักในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2449 ในวาระครบ "100 ปี วังบางขุนพรหม" ในปี 2549 นี้ ทาง ธปท.เตรียมจะจัดงานเฉลิมฉลองในวาระสำคัญนี้อย่างยิ่งใหญ่ ลักษณะสถาปัตยกรรมของตำหนักใหญ่ "วังบางขุนพรหม" เป็นแบบนีโอบาโรก (neo-Baroque) ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ได้รับความนิยมในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีลักษณะเด่นคือหลังคาทรงมังซาร์ด (Mansard roof) ที่มุขหน้าต่างหลังคา (dormer) เป็นระยะ มีเสาอิง (pilaster) ที่ตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น การเน้นผนังโค้งบริเวณส่วนสำคัญของอาคาร พร้อมประดับลวดลายปูนปั้นทั้งภายนอกและภายใน สถาปนิกและวิศวกรที่รับผิดชอบการออกแบบและก่อสร้างตำหนักใหญ่ วังบางขุนพรหม ในช่วง พ.ศ.2442-2444 ได้แก่ นายคาร์ล ซันเดรสกี (Carl Sandreczki) ชาวเยอรมัน และนาย พี.เรมิดิ (P. Remidi) ชาวอิตาเลียน ส่วนวิศวกรโครงสร้าง ได้แก่ นายคาร์โล อัลเลกรี (Carlo Allegri) ชาวอิตาเลียน การก่อสร้างตำหนักใหญ่เริ่มขึ้นใน พ.ศ.2445 โดยสถาปนิกได้เปลี่ยนมาเป็นนายมาริโอ ตามาญโย (Mario Tamagno) ชาวอิตาเลียน ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งแทน นายซันเดรสกีที่ย้ายไปออกแบบและควบคุมการก่อสร้างพระที่นั่งอัมพรสถาน ทางฝ่ายวิศวกรได้เพิ่มนาย อี.โรแบร์ติ (E. Roberti) ชาวอิตาเลียน เข้ามาเป็นวิศวกรผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง ต่อมาในห้วงปี 2454-2456 ได้มีการต่อเติมตำหนักใหญ่ ผู้ที่ออกแบบและควบคุมการสร้างคือ นายคาร์ล ดอห์ริ่ง (Karl Dohring) ชาวเยอรมัน ตลอดสมัยที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตประทับนั้น วังแห่งนี้เป็นมหาสถานอันก้าวทันยุคสมัย เป็นหน้าตาของประเทศในการรับแขกบ้านแขกเมือง ขณะเดียวกันก็เป็นที่ทรงงานและจัดประชุมสำคัญอีกด้วย นอกจากนี้ วังบางขุนพรหมยังเป็นสถานศึกษานอกระบบโรงเรียนในนาม "บางขุนพรหมยูนิเวอร์ ซิตี้" ศูนย์กลางด้านศิลปวัฒนธรรมไม่ว่าจะเป็นดนตรีไทย-สากล ภาพยนตร์ ละคร อาหารฝรั่ง-ไทย งานร้อยดอกไม้ สถานที่ชุมนุมของผู้รักงานอดิเรก กีฬา และงานสะสม อันได้แก่ กล้วยไม้ ไม้ดัด กอล์ฟ โครเกต์ ศิลปวัตถุ เครื่องลายคราม เครื่องมุก "วังบางขุนพรหม" จึงเป็นที่เชิดหน้าชูตาของแผ่นดินนับแต่แรกสร้างตราบจนปัจจุบัน ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 ส.ค.2549