มหาวิทยาลัยต้อง “มีชีวิตชีวา” โดยผู้คนเขาดูจากความคึกคักของบรรยากาศ ทั้งในเวลางาน และนอกเวลา ทั้งในวันหยุดราชการ บรรยากาศเช่นนี้จะทำให้ผู้ปกครองอยากส่งลูกหลานเข้าเรียน
มหาวิทยาลัยต้องมีบรรยากาศที่ช่วยให้ นศ. มีความสุข เรียนสนุก และได้เรียนรู้หลากหลายด้าน
ผมประทับใจมากเมื่อได้รับคำวิจารณ์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ผมคุ้นเคยใกล้ชิด ว่าไม่มีบรรยากาศของมหาวิทยาลัย เพราะในวันหยุดอาจารย์ไม่อยู่ในมหาวิทยาลัย กลับบ้านไปหมด และหลายคนกลับกรุงเทพ ทำให้บรรยากาศในวันหยุดคล้ายมหาวิทยาลัยร้าง
ท่านผู้วิจารณ์ ให้ความเห็นว่า เป็นเพราะนโยบายรับอาจารย์ของมหาวิทยาลัยแห่งนั้นไม่เน้นรับคนที่จะมาใช้ชีวิตเต็มเวลาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม/ชุมชนมหาวิทยาลัย จึงมีอาจารย์ประเภทจันทร์มาศุกร์กลับจำนวนมาก ทำให้มหาวิทยาลัยไม่มีบรรยากาศของความเป็นชุมชนที่มีชีวิตชีวา
ผมเคยอยู่ที่ มอ. ช่วงแรกๆ ก็มีสภาพเช่นนี้ แล้วต่อมาเมื่อมหาวิทยาลัยใหญ่ขึ้นและมีอาจารย์ที่ใช้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนมหาวิทยาลัย จำนวนมากขึ้น รวมทั้งมีโรงพยาบาลสงขลานครินทร์เป็นตัวเชื่อมกับสังคม ความคึกคักมีชีวิตชีวาก็เพิ่มขึ้นๆ
ผมกลับมาคิดที่บ้านว่า วิธีคิดเรื่อง “ผู้รับบริการ” จากมหาวิทยาลัย ทุกกลุ่มอายุ และจัดกิจกรรมให้แก่คนวัยทำงานในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ก็น่าจะช่วยสร้างบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาได้มาก
เอา ลปรร. ครับ ไม่ทราบว่าข้อคิดเห็นเหล่านี้จะเป็นจริงแค่ไหน
วิจารณ์ พานิช
๑๘ ก.ค. ๕๓
เล่าสู่กันฟังครับ บางแห่ง เน้นที่งานบริการเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนกันมากเกินไปจนไม่มีเวลา ในการพัฒนาตนเอง หรือ การรวมกลุ่มต่างสาขาวิชา เพราะทุกคนมุ่งงาน จยลืม ตัวตน และ ความเป็น ฅ ฅน ครับ
มีอีกกรณีที่ผมไม่เห็นด้วยมานานแล้ว ที่ทำให้อาจารย์จำนวนหนึ่งไม่อยู่ที่มหาวิทยาลัยในวันหยุด อยากให้ท่านอาจารย์ได้ช่วย
พิจารณา ว่าสกอ. ควรจะได้มีนโยบายช่วยเหลืออย่างไร ก็คือว่าอาจารย์จำนวนมากทีเดียวที่สามีอยู่ที่จังหวัดหนึ่ง ส่วนภรรยา
และลูกอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง ต่างคนก็ติดทุนที่รับทุนไปเรียนปริญญาเอกที่ ต่างประเทศ ในความต้องการของแต่มหาวิทยาลัย
จะโอนย้ายเจ้าสังกัดก็ไม่ยอม ผมว่าเป็นการสูญเสียทรัพยาการบุคคลที่มีความสารมารถอย่างมาก และมีผลเสียต่อสถาบันครอบครัว
เราน่าจะทำอะไรสักยอ่างกับเรื่องนี้