พัฒนาการของสื่อและเทคโนโลยีตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่ามีการใช้สื่อหลากหลายชนิดทั้งสื่อพื้นฐานแบบง่ายๆ และสื่อประเภทเทคโนโลยีระดับสูงเพื่อเสริมศักยภาพของการศึกษาให้มีประสิทธิผลสูงสุด

ประเภทของสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ 

          กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการได้จำแนกประเภทของสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ตามลักษณะของสื่อที่นำไปใช้มี ๕ ประเภท ดังนี้

๑.      สื่อสิ่งพิมพ์  เป็นสื่อที่ใช้ระบบการพิมพ์ เช่น  หนังสือการเรียน  คู่มือหนังสือเสริมประสบการณ์  ใบความรู้  

ใบงาน  แผ่นพับ  แผ่นภาพ  แบบฝึก  วารสารวิชาการ  นิตยสาร  จุลสาร ฯลฯ

๒.    สื่อวัสดุอุปกรณ์ เป็นสื่อสิ่งของต่างๆ เช่น ของจริง  หุ่นจำลอง  แผนภูมิ  แผนที่  ตาราง  สถิติ  กราฟ ฯลฯ

๓.     สื่อโสตทัศนูปกรณ์  เป็นสื่อที่นำเสนอด้วยเครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ เช่น ภาพเลื่อน (Slide)  แถบเสียง  คอมพิวเตอร์  อาทิ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนอิเล็กทรอนิกส์  และสื่อผสม ฯลฯ

๔.     สื่อกิจกรรม เป็นสื่อประเภทวิธีการที่ใช้ในการฝึกปฏิบัติ   ฝึกทักษะ  ซึ่งต้องใช้กระบวนการคิด  การปฏิบัติ  การเผชิญสถานการณ์  และการประยุกติ์ความรู้ของผู้เรียน  เช่น  เกม  เพลง บทบาทสมมุติ  การสาธิต สถานการณ์จำลอง  การแสดงละครออการจัดนิทรรศการและแสดงผลงานทัศนศึกษา การทำโครงงาน ฯลฯ

๕.     สื่อบริบท  เป็นสื่อที่ส่งเสริมการเรียนการสอน  ได้แก่  สภาพแวดล้อมและสภาวการณ์ต่างๆ  เช่น  ห้องเรียน  ห้องปฏิบัติการ  แหล่งวิทยบริการ  หรือแหล่งเรียนรู้อื่นๆ  อาทิ  บุคคล  ห้องสมุด  ชุมชน  สังคม  วัฒนธรรม  เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

นักการศึกษาท่านต่าง ๆ ได้จำแนกสื่อการสอนตามประเภท  ลักษณะ  และวิธีการใช้  ดังนี้ 

เดอ คีฟเฟอร์ (De Kieffer)

                เดอ คีฟเฟอร์  ได้แบ่งสื่อออกเป็น ๓ ประเภทตามลักษณะที่ใช้  เรียกว่า  “โสตทัศนูปกรณ์”  (Audio-Visual Aids)  ได้แก่

                ๑.  สื่อประเภทใช้เครื่องฉาย  (Projected Aids)  เช่น  เครื่องฉายสไลด์  เครื่องฉายแผ่นโปร่งใส  เป็นต้น

                ๒.  สื่อประเภทไม่ใช้เครื่องฉาย (Nonprojected Aids)  เช่น  รูปภาพ  แผ่นสถิติ  ของจริง  ของจำลอง  เป็นต้น

                ๓.  สื่อประเภทเครื่องฉาย (Audio Aids)  เช่น  เทปเสียง  แผ่นซีดี  เครื่องบันทึกเสียง  วิทยุ  เป็นต้น

                เอดการ์ เดล (Edgar Dale)

                เอดการ์ เดลได้จัดแบ่งสื่อการสอนเพื่อเป็นแนวทางในการอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างสื่อโสตทัศนูปกรณ์ต่าง ๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงขั้นตอนของประสบการณ์การเรียนรู้และการใช้สื่อแต่ละประเภทในกระบวนการเรียนรู้ด้วย  โดยพัฒนาความคิดของบรุนเนอร์ (Bruner) ซึ่งเป็นนักจิตวิทยา  นำมาสร้างเป็น  “กรวยประสบการณ์”  (Cone of Experiences)  โดยการแบ่งเป็นขั้นตอนดังนี้

๑.       ประสบการณ์ตรง  เป็นประสบการณ์ขั้นที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดโดยการให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์โดยตรงจากของจริง  สถานการณ์จริง  หรือด้วยการกระทำของตนเอง  เช่น  การจับต้องและการเห็น เป็นต้น

๒.     ประสบการณ์รอง  เป็นการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนเรียนจากสิ่งที่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด  ซึ่งอาจเป็นของจำลองหรือการจำลองก็ได้

๓.  ประสบการณ์นาฏกรรมหรือการแสดง  เป็นการแสดงบทบาทสมมติหรือการแสดงละคร  เพื่อเป็นการจัดประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียนในเรื่องที่มีข้อจำกัดด้วยยุคสมัยเวลาและสถานที่  เช่น  เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวที่เป็นนามธรรม  เป็นต้น

๔.  การสาธิต  เป็นการแสดงหรือกระทำประกอบคำอธิบายเพื่อให้เห็นลำดับขั้นตอนของการกระทำนั้น

๕.  การศึกษานอกสถานที่  เป็นการให้ผู้เรียนได้รับและเรียนรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ ภายนอกสถานที่เรียน  อาจเป็นการเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ การสัมภาษณ์บุคคลต่าง ๆ ฯลฯ  เป็นต้น

๖.  นิทรรศการ  เป็นการจัดแสดงสิ่งของต่าง ๆ การจัดป้านนิเทศ  ฯลฯ  เพื่อให้สารประโยชน์และความรู้แก่ผู้ชม  เป็นการให้ประสบการแก่ผู้ชมโดยการนำประสบการณ์หลายอย่างผสมผสานกันมากที่สุด

.  โทรทัศน์  โดยการใช้โทรทัศน์การศึกษาและโทรทัศน์การสอนเพื่อให้ข้อมูลความรู้แก่ผู้เรียนหรือผู้ชมที่อยู่ในห้องเรียนหรืออยู่ทางบ้าน  และใช้ส่งได้ทั้งในระบบวงจรเปิดและวงจรปิด  การสอนอาจจะเป็นการสอนสดหรือบันทึกลงในวีดีโอก็ได้

.  ภาพยนตร์  เป็นภาพที่บันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ลงบนฟิล์มเพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ทั้งภาพและเสียงโดยใช้ประสาทตาและหู

.  การบันทึกเสียง  วิทยุ  ภาพนิ่ง  การบันทึกเสียงอาจเป็นทั้งในรูปของแผ่นเสียงหรือเทปบันทึกเสียง  วิทยุเป็นสื่อที่ให้เฉพาะเสียง  ส่วนภาพนิ่งอาจเป็นรูปภาพ  สไลด์  โดยเป็นภาพวาด  ภาพล้อ  โดยมีภาพเหมือนจริงก็ได้  ข้อมูลที่อยู่ในสื่อขั้นนี้จะให้ประสบการณ์แก่ผู้เรียนที่ถึงแม้จะอ่านหนังสือไม่ออกแต่ก็จะสามารถเข้าใจเนื้อหาเรื่องราวที่สอนได้  เนื่องจากเป็นการฟังหรือการดูภาพเท่านั้นไม่จำเป็นต้องอ่าน

o.  ทัศนสัญลักษณ์  เช่น  แผนที่  แผนภูมิ  แผนสถิติ  หรือเครื่องหมายต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นจริงของสิ่งต่าง ๆ หรือข้อมูลที่ต้องการให้เรียนรู้

๑๑.  วจนสัญลักษณ์  เป็นประสบการณ์ขั้นที่เป็นนามธรรมมากที่สุด  ได้แก่  ตัวหนังสือในภาษาเขียนและเสียงของคำพูดในภาษาพูด

                การใช้กรวยประสบการณ์ของเดลจะเริ่มต้นด้วยการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์    หรือการกระทำจริงเพื่อให้ผู้เรียนจริงมีประสบการณ์ตรงเกิดขึ้นก่อน  แล้วจึงเรียนรู้โดยการเฝ้าสังเกตในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นขั้นต่อไปของการได้รับประสบการณ์รอง  ต่อจากนั้นจึงเป็นการเรียนรู้ด้วยการรับประสบการณ์โดยผ่านสื่อต่าง ๆ  และท้ายที่สุดเป็นการให้ผู้เรียนเรียนจากสัญลักษณ์ซึ่งเป็นเสมือยตัวแทนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

                นักจิตวิทยาท่านหนึ่ง คือ เจโรม  บรุนเนอร์ (Jerome Bruner) ได้นออกแบบโครงสร้างของกิจกรรมการสอนไว้รูปแบบหนึ่ง  โดยประกอบด้วยมโนทัศน์ด้านการกระทำโดยตรง (Enactive) การเรียนรูด้วยภาพ (Iconic) และการเรียนรู้ด้วยนามธรรม (Abstract) เมื่อเปรียบเทียบกรวยประสบการณ์ของเดลกับลักษณะสำคัญ 3 ประการของการเรียนรู้ของบรุนเนอร์แล้วจะเห็นได้ว่ามีลักษณะที่ใกล้เคียงและเป็นคู่ขนานกัน  เมื่อพิจารณาจากกรวยประสบการณ์ของเดลแล้วจากฐานของกรวยขึ้นไป 6 ขั้นตอน  จะเป็นการที่ผู้เรียนเรียนโดยการได้ประสบการณ์ด้วยตนเองจากการกระทำ  การมีส่วนร่วมในรูปแบบต่าง ๆ ของประสบการณ์ที่เป็นจริง  และการสังเกตจากของจริงหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  ซึ่งเปรียบเทียบได้กับการเรียนรู้ด้วยการกระทำ  ในขั้นตอนที่ 7-9 เป็นการที่ผู้เรียนสังเกตเหตุการณ์หรือรับประสบการณ์จากการถ่ายทอดโดยสื่อประเภทภาพและเสียง  เช่น จากโทรทัศน์และวิทยุ เป็นต้น  เสมือนเป็นการเรียนรู้ด้วยภาพ  และใน 2 ขั้นตอนสุดท้าย  เป็นขั้นตอนของการที่ผู้เรียนได้รับประสบการณ์จากสัญลักษณ์ในรูปแบบของตัวอักษร  เครื่องหมายหรือคำพูด  ซึ่งมีลักษณะเป็นนามธรรมมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม การแบ่งขั้นตอนของกรวยประสบการณ์มิใช่การแบ่งตามลำดับความยากง่าย  แต่เป็นการแบ่งลำดับขั้นความแตกต่างของประสบการซึ่งมีความเกี่ยวข้องกัน  ตัวอย่างเช่น  ในรายการโทรทัศน์เพื่อการสอน  ซึ่งเป็นขั้นตอนของการจัดประสบการณ์ภาพและเสียงให้แก่ผู้เรียน  รายการโทรทัศน์ที่จัดขึ้นจะประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ หลายอย่าง  เช่น  วจนสัญลักษณ์  ทัศนสัญลักษณ์  ประสบการณ์รอง   การสาธิต  ฯลฯ อยู่มนรายการนั้นด้วย  ดังนี้เป็นต้น

 

เดลได้จำแนกสื่อการสอนออกเป็น 3 ประเภท  คือ

                .  สื่อประเภทวัสดุ (Software) หมายถึง  สื่อที่เก็บความรู้อยู่ในตัวเองซึ่งจำแนกย่อยได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

                                ๑.๑  วัสดุประเภทที่สามารถถ่ายทอดความรู้ได้ด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์อื่นช่วย  เช่น  แผนที่  ลูกโลก  รูปภาพ  หุ่นจำลอง  ฯลฯ

๑.๒  วัสดุประเภทที่ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ได้ด้วยตัวเออจำเป็นจะต้องอาศัยอุปกรณ์อื่นช่วย  เช่น  แผ่นซีดี  ฟิล์มภาพยนตร์  สไลด์  ฯลฯ

.  สื่อประเภทอุปกรณ์ (Hardware) หมายถึง  สิ่งที่เป็นตัวกลางหรือตัวผ่านทำให้ข้อมูลหรือความรู้ที่บันทึกในวัสดุสามารถถ่ายทอดออกมาให้เห็นหรือได้ยิน  เช่น  เครื่องฉายแผ่นโปร่งใส  เครื่องฉายสไลด์  เครื่องฉายภาพยนตร์  เครื่องเล่นแผ่นซีดี  เป็นต้น

.  สื่อประเภทเทคนิคและวิธีการ (Techniques and Methods) หมายถึงสื่อที่มีลักษณะเป็นแนวความคิดหรือรูปแบบขั้นตอนในการเรียนการสอน  โดนสามารถนำสื่อวัสดุและอุปกรณ์มาใช้ในการสอนได้  เช่น  เกมและการจำลอง  การสอนแบบจุลภาค  การสาธิต  เป็นต้น

อีลี (Ely)

                อีลีได้จำแนกสื่อการสอนตามทรัพยากรการเรียนรู้ (Learning Resources) เป็น 5 รูปแบบ  โดยแบ่งได้เป็นสื่อที่ออกแบบขึ้นเพื่อจุดมุ่งหมายทางการศึกษา (by design)  และสื่อที่มีอยู่ทั่วไปแล้วนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน (by utilization) ได้แก่

                ๑.  คน (People)  ในทางการศึกษาโดยตรงนั้น  หมายความถึง  บุคลากรที่อยู่ในระบบของโรงเรียน  ได้แก่  ครู  ผู้บริหาร  ผู้แนะแนวการศึกษา  ผู้ช่วยสอน  หรือผู้ที่อำนวยความสะดวกด้านต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้  ส่วน  “คน”  ตามความหมายของการประยุกต์ใช้นั้นได้แก่  คนที่ทำงานหรือมีความชำนาญงานในแต่ละสาขาซึ่งมีอยู่ในวงสังคมทั่วไป  คนเหล่านี้นับเป็น  “ผู้เชี่ยวชาญ” ซึ่งถึงแม้จะมิใช่นักการศึกษา  แต่ก็สามารถจะช่วยอำนวยความสะดวกหรือเชิญมาเป็นวิทยากรเพื่อเสริมการเรียนรู้ได้ในการให้ความรู้แต่ละด้าน  อาทิเช่น  ศิลปิน  นักการเมือง  นักธุรกิจ  ช่างซ่อม  รถยนต์  เหล่านี้เป็นต้น

๒.  วัสดุ (Materials)  วัสดุในการศึกษาโดยตรงจะเป็นประเภทที่บรรจุเนื้อหาบทเรียนโดยรูปแบบของวัสดุมิใช่สิ่งสำคัญที่จะต้องคำนึงถึง เช่น หนังสือ สไลด์ แผนที่ แผ่นซีดี เป็นต้น หรือสื่อต่างๆ ที่เป็นทรัพยากรในโรงเรียนและได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอน ส่วนวัสดุที่นำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนนั้นจะมีลักษณะเช่นเดียวกับวัสดุที่ใช้ในการศึกษาดังกล่าวข้างต้น เพียงแต่ว่าเนื้อหาที่บรรจุอยู่ในวัสดุนั้นส่วนมากจะอยู่ในรูปของการให้ความบันเทิงเช่น เกมคอมพิวเตอร์หรือภาพยนตร์สารคดีชีวิตสัตว์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้มักถูกมองไปในรูปของความบันเทิงแต่ก็สามารถให้ความรู้ได้เช่นกัน

๓.  อาคารสถานที่ (Settings)  หมายถึง ตัวตึกที่ว่างสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ซึ่งมีผลเกี่ยวข้องกับทรัพยากรรูปแบบอื่นๆที่กล่าวมาแล้วและกับผู้เรียนด้วยเพราะสถานที่สำคัญในการศึกษาได้แก่ ตึกเรียนและสถานที่อื่นๆที่ออกแบบมาเพื่อการเรียนการสอนโดยส่วนรวม เช่น ห้องสมุดหอประชุม สนามเด็กเล่น เป็นต้น ส่วนสถานที่ต่างๆในชุมชนก็สามารถประยุกต์ใช้เป็นทรัพยากรสื่อการเรียนได้เช่นกัน เช่น โรงงาน ตลาด สถานที่ทางประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ เป็นต้น

๔.  เครื่องมือและอุปกรณ์ (Tools and Equipment)  เป็นทรัพยากรทางการเรียนรู้เพื่อช่วยในการผลิตหรือใช้ร่วมกับทรัพยากรอื่นส่วนมากมักเป็นเครื่องมือด้านโสตทัศนูปกรณ์หรือเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่ตะปู ไขควง เหล่านี้ เป็นต้น

๕.  กิจกรรม (Activities)  โดยทั่วไปแล้วกิจกรรมที่กล่าวถึงมักเป็นกานดำเนินงานที่จัดขึ้นเพื่อกระทำร่วมกับทรัพยากรอื่นๆหรือเป็นเทคนิควิธีการพิเศษเพื่อการเรียนการสอน เช่น การสอนแบบโปรแกรม เกม และการจำลอง การจัดทัศนศึกษา ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้มักมีวัตถุประสงค์เฉพาะที่ตั้งขึ้นมีการวัสดุการเรียนเฉพาะแต่ละวิชา หรือมีวิธีการพิเศษในการเรียนการสอน

กิดานันท์ มลิทอง (๒๕๔๔ , หน้า ๓-๖) ได้จำแนกประเภทสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ไว้ดังนี้

สื่อโสตทัศนูปกรณ์

                สื่อโสตทัศนูปกรณ์เป็นสื่อประเภทวัสดุและอุปกรณ์ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภทตามลักษณะการใช้งาน (De Kieffer, ๑๙๖๕) ได้แก่

                ๑.สื่อประเภทใช้เครื่องฉาย เช่น สไลด์กับเครื่องฉายสไลด์ และแผ่นโปรงใสกับเครื่องฉายข้ามศีรษะ เป็นต้น

                ๒.สื่อประเภทไม่ใช้เครื่องฉาย เช่น รูปภาพ แผนภูมิ แผนสถิติของจริง ของจำลอง เป็นต้น

                ๓.สื่อประเภทเครื่องเสียง เช่น เทปเสียง แผ่นซีดี วิทยุ เป็นต้น

สื่อตามประสบการณ์การเรียนรู้

                สื่อตามประสบการณ์การเรียนรู้เป็นการแบ่งสื่อการเรียนการสอนเพื่อเป็นแนวทางในการอธิบายถึงความสำคัญระหว่างสื่อโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงขั้นตอนของประสบการณ์การเรียนรู้และการใช้สื่อแต่ละประเภทในกระบวนการเรียนรู้ด้วย โดยเอดการ์ เดล (Edgar Dale, ๑๙๖๕) ได้พัฒนาความคิดของบรุนเนอร์ (Brunner)     ซึ่งเป็นนักจิตวิทยานำมาสร้างเป็น “กรวยประสบการณ์” โดยแบ่งเป็นขั้นตอนดังนี้

                ๑.ประสบการณ์ตรง เป็นประสบการณ์ขั้นที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดโดยการที่ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงจากของจริง สถานการณ์จริง หรือด้วยการกระทำของตนเอง

                ๒.ประสบการณ์รอง เป็นการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนเรียนจากสิ่งที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุดซึ่งอาจเป็นของจำลองหรือการจำลองก็ได้

                ๓.ประสบการณ์นาฏกรรมหรือการแสดง เป็นการแสดงบทบาทสมมติหรือการสแดงละครเพื่อเป็นการจัดประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียนในเรื่องที่มีข้อจำกัดด้วยยุคสมัยและสถานที่

                ๔.การสาธิต เป็นการแสดงหรือการกระทำประกอบการอธิบายเพื่อให้เห็นลำดับขั้นตอนของการกระทำนั้น

                ๕.การศึกษานอกสถานที่ เป็นการให้ผู้เรียนได้รับและเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ ภายนอกสถานที่เรียน อาจเป็นการเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ        การสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ เป็นต้น

                ๖.นิทรรศการ เป็นการจัดแสดงสิ่งของต่างๆ การจัดป้ายนิเทศ ฯลฯ เพื่อให้สารประโยชน์ความรู้แก่ผู้ชมโดยการนำเสนอประสบการณ์หลายอย่างผสมผสานกันมากที่สุด

                ๗.โทรทัศน์ เพื่อให้ข้อมูลความรู้แก่ผู้เรียนที่อยู่ในห้องเรียนหรือทางบ้าน

                ๘.ภาพยนตร์ เป็นภาพที่บันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ลงบนฟิล์มเพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ทั้งภาพและเสียง

                ๙.การบันทึกเสียง วิทยุ ภาพนิ่ง เพื่อให้ประสบการณ์แก่          

ลักษณะของการสื่อสารผู้เรียนถึงแม้ว่าจะอ่านหนังสือไม่ออกแต่ก็สามารถจะเข้าใจเนื้อหาที่สอนได้

                ๑๐.ทัศนสัญลักษณ์ เช่น แผนที่ แผนภูมิ แผนสถิติ หรือเครื่องหมายต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นจริงของสิ่งต่างๆหรือข้อมูลที่ต้องการให้เรียนรู้

                ๑๑.วจนสัญลักษณ์ เป็นประสบการณ์ที่เป็นนามธรรมมากที่สุด ได้แก่ ตัวหนังสือในภาษาเขียนและเสียงของคำพูดในภาษาพูด

เดลได้จำแนกสื่อการสอนออกเป็น ๓ ประเภท คือ

                ๑.สื่อประเภทวัสดุ (software) หมายถึง สื่อที่เก็บความรู้อยู่ในตัวเองซึ่งจำแนกย่อยได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ

                                ๑.๑ วัสดุประเภทที่สามารถถ่ายถอดความรู้ได้ด้วยตนเองด้วยไม่จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์อื่นช่วย เช่น แผนที่ ลูกโลก รูปภาพ หุ่นจำลอง ฯลฯ

                                ๑.๒ วัสดุประเภทที่ไม่สามารถถ่ายถอดความรู้ได้ด้วยตัวเองจำเป็นจำเป็นจะต้องอาศัยอุปกรณ์อื่นช่วย เช่น แผ่นซีดี ฟิล์มภาพยนตร์ สไลด์ ฯลฯ

                ๒.สื่อประเภทอุปกรณ์(hardware) หมายถึง สิ่งที่เป็นตัวการหรือตัวผ่านให้ข้อมูลหรือความรู้ที่บันทึกไว้ในวัสดุสามารถถ่ายถอดออกมาให้เห็นหรือได้ยิน เช่น เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ เครื่องฉายสไลด์ เครื่องฉายภาพยนตร์ เครื่องเล่นแผ่นซีดี เป็นต้น

                ๓.สื่อประเภทเทคนิคและวิธีการ (techniques and methods) หมายถึง สื่อที่มีลักษณะเป็นแนวความคิดหรือรูปแบบขั้นตอนในการเรียนการสอน โดยสามารถนำสื่อวัสดุและอุปกรณ์มาช่วยในการสอนได้ เช่น เกมและสถานการณ์จำลอง การสอนแบบจุลภาค การสาธิต เป็นต้น

สื่อแบ่งตามลักษณะการใช้งาน

                การแบ่งสื่อตามลักษณะการใช้งานเป็นการแบ่งสื่อวัสดุและอุปกรณ์ตามลักษณะการใช้งานรวมถึงเทคนิควิธีการในการนำเสนอสื่อ (Haney and Ullmer, ๑๙๘๐) ได้แก่

                ๑.สื่อเพื่อการนำเสนอ เป็นสื่อที่ใช้แสดงข้อมูลภาพและเสียงโดยการนำเสนอเนื้อหาจากวัสดุที่สามารถถ่ายทอดเนื้อหาได้ด้วยตัวเอง หรือวัสดุที่ถ่ายทอดเนื้อหาได้ด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รวมถึงอุปกรณ์ในการส่งข้อมูลทางไกล แบ่งออกเป็น ๗ ประเภทได้แก่

                                ๑.๑ วัสดุสิ่งพิมพ์และกราฟิก สื่อประเภทนี้เป็นสื่อที่บรรจุข้อมูลตัวอักขระ ภาพกราฟิกและลายเส้น และภาพถ่าย โดยสิ่งพิมพ์เป็นสื่อที่ได้จากกระบวนการพิมพ์ ส่วนภาพกราฟิก เป็นสื่อที่ได้จากการวาดภาพและการถ่ายภาพ

                                ๑.๒ สื่อฉายภาพนิ่ง เป็นกลุ่มของวัสดุและอุปกรณ์ในการนำเสนอภาพนิ่ง เนื่องจากสื่อวัสดุเหล่านี้ไม่สามารถถ่ายทอดเนื้อหาได้ด้วยตัวเองจึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยในการนำเสนอเนื้อหา

                                ๑.๓ สื่อเสียง เป็นสื่อวัสดุและอุปกรณ์ที่นำเสนอข้อมูลเสียง ได้แก่ วิทยุเทปบันทึกเสียงและม้วนเทป แผ่นซีดีและเครื่องเล่นแผ่นซีดี

                                ๑.๔ สื่อเสียงรวมกับสื่อภาพนิ่ง เป็นการรวมการใช้และนำเสนอสื่อเสียงร่วมกับภาพนิ่ง ได้แก่ การใช้เครื่องฉายสไลด์ในระบบซิงโครไนซ์

                                ๑.๕ ภาพยนตร์ เป็นการเสนอภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียงด้วยการบันทึกภาพและเสียงลงบนฟิล์มในปัจจุบันมีการใช้แถบวีดิทัศน์ แผ่นวีซีดี และแผ่นดีวีดี ในการบันทึกและนำเสนอเนื้อหาแทนการใช้ภาพยนตร์แล้วเป็นส่วนมาก

                                ๑.๖ โทรทัศน์ เป็นการเสนอเนื้อหาภาพเคลื่อนไหว เสียง ตัวอักขระ โดยการนำเสนอข้อมูลจากสถานีส่งโดยการใช้การถ่ายทอดสัญญาณระยะไกล

                                ๑.๗ สื่อประสม เป็นการนำเสนอสื่อประเภทต่างๆมาใช้ร่วมกัน เช่น การใช้เทปบันทึกเสียงพร้อมกับภาพถ่าย หรือการใช้แถบวีดิทัศน์ภายหลังการอ่านหนังสือเรียน เป็นต้น โดยการนำเสนอสื่อต่างๆมาใช้อย่างเป็นระบบและขั้นตอนตามการเสนอเนื้อหา เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้เนื้อหาในเรื่องนั้นจากสื่อต่างๆได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

                ๒. สื่อวัตถุ เป็นสื่อที่มีลักษณะแตกต่างไปจากสื่อเพื่อการนำเสนอ เนื่องจากสื่อวัตถุจะมีโครงสร้างทางขนาด น้ำหนัก พื้นผิว สี ฯลฯ ที่ประมวลกันเป็นวัสดุ ๓ มิติ สื่อวัตถุแบ่งออกเป็น ๓ ประเภทได้แก่

                                ๒.๑ วัตถุตามธรรมชาติ เป็นวัตถุเคลื่อนไหวได้ ตัวอย่างเช่น สัตว์ต่างๆ จำพวกแมลง กบ นก ฯลฯ และวัตถุที่เคลื่อนไหวไม่ได้ เช่น หิน ต้นไม้ ฯลฯ

                                ๒.๒ วัตถุจากการประดิษฐ์ขึ้น เป็นวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นมาใช้งาน เช่น อุปกรณ์เครื่องฉาย เป็นต้น

                                ๒.๓ วัตถุเรียนแบบของจริง เป็นวัตถุที่ประดิษฐ์ขึ้นมาให้มีลักษณะคล้ายของจริง หรือจำลองระบบการทำงานเรียกว่าโมเดล

                ๓. สื่อเชิงโต้ตอบ เป็นสื่อที่มีการนำเสนอเนื้อหาเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยมีการโต้ตอบกับสื่อนั้นแบ่งออกเป็น

                                ๓.๑ การโต้ตอบกับบทเรียนโปรแกรมในหนังสือเรียน หรือการใช้บทเรียนแบบโปรแกรมประกอบสื่ออื่นๆ

                                ๓.๒ การโต้ตอบกับสื่ออุปกรณ์ เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการทางภาษา

                                ๓.๓ การโต้ตอบระหว่างการเรียนด้วยเกมหรือสถานการณ์จำลอง

 

 

อ้างอิง

กิดานันท์ มลิทอง. (๒๕๔๓). เทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรม. พิมพ์ครั้งที่ ๒.

                      กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

                      . (๒๕๔๔). สื่อการสอนและการฝึกอบรม : จากสื่อพื้นฐานถึงสื่อ

                      ดิจิทัล. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

                      . (๒๕๔๘). เทคโนโลยีและการสื่อสารเพื่อการศึกษา. กรุงเทพฯ :

                      จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (๒๕๔๕). คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการ

                     เรียนรู้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ.