ดร.อำพน  กิตติอำพน  ได้นำเสนอความเป็นมาและสรุปสาระสำคัญของแผนพัฒนาฯ11 เพื่อนำไปสู่การอภิปรายในหัวข้อ “ทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯฉบับ 11”  ความโดยย่อว่า
         เราทำแผนพัฒนาฯกันมาฉบับละ 5 ปี  สมัย ดร.สิปปนนท์ เป็นเลขาธิการฯ เคยทำวิสัยทัศน์ 20 ปี  มาจนถึง ปี 2560  และเรามาเริ่มทำวิสัยทัศน์ยาวๆกันอีกครั้ง เมื่อปี 2551  โดยทำวิสัยทัศน์ปี 70  ที่ว่า “สังคมแห่งความอยู่เย็นเป็นสุขอย่างยั่งยืน โดยเน้นการมีส่วนร่วม”  จากนั้น สศช.ได้สังเคราะห์ความคิดเห็นของประชาชนที่มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนทั่วประเทศ   มาปรับปรุงเป็นร่างทิศทางของแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11  นำเข้าที่ประชุมประจำปีครั้งนี้
         สิ่งที่วิเคราะห์จากความเห็นพ้องต้องกันของประชาชนทั่วประเทศ  พบความเสี่ยงของประเทศ 5 ประการด้วยกัน คือ
       1. การบริหารภาครัฐที่อ่อนแอ
       2.โครงสร้างทางเศรษฐกิจไม่สามารถรองรับการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน
       3.โครงสร้างประชากรไม่สมดุล
       4. ค่านิยมที่ดีงามของไทยเสื่อมถอย
       5. ฐานทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมของประเทศมีแนวโน้มเสื่อมโทรมรุนแรง
       สศช.ได้สังเคราะห์ ภูมิคุ้มกันที่จำเป็นต่อประเทศ  6 ประการ คือ
       1. ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
       2. ภาคเกษตรเป็นฐานรายได้หลักและความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ
       3.การพัฒนาประเทศให้อยู่บนฐานความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย
       4.สังคมไทยมีค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีงาม
       5. ชุมชนเป็นกลไกที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ  มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และเชื่อมโยงกันเป็นสังคมสวัสดิการ
       6. ประเทศไทยมีศักดิ์ศรีความเป็นเอกราช และเป็นมิตรกับนานาประเทศ
      สศช.จึงร่างทิศทางแผนฯฉบับที่ 11  ภายใต้วิสัยทัศน์  “สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค  เป็นธรรม  และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง”  โดยมียุทธศาสตร์การพัฒนา  6 ยุทธศาสตร์  คือ
       1. การสร้างความเป็นธรรมในสังคม
       2. การพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน
       3. การสร้างความสมดุลและมั่นคงของอาหารและพลังงาน
       4. การสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้และการสร้างปัจจัยแวดล้อม
       5. การสร้างความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในภูมิภาค
       6. การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน