ขณะที่เด็กบ้านเราเริ่มคุ้นเคยกับคำว่า Problem based learning สิ่งที่ฉันเริ่มสังเกตจาก Academic environment ในอเมริกานี้คือ "Product based learning"
ในชั่วโมงแรกของ Building career in clinical research มีถ้อยคำน่าสนใจ เช่น
- ในช่วงเป็น Fellow เป็นโอกาสดีที่จะหาตัวเองว่าจะอยู่ใน Academic ไหม และถ้าจะอยู่ใน Academic จะเป็น
Clinician educator (Teaching> service > research) หรือ
Clinical researcher ( Research>teaching>service)
เอ..แล้ว Service > teaching > research นี้จะเข้าประเภทไหนหนอ ^.^
- การมีดีกรีเสริม MPH, MS, M.ed เป็นการช่วยเพิ่ม qualify ในการสมัครงาน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าอื่นใด ยิ่งกว่าดีกรีเพิ่มเติม ยิ่งกว่าจบที่ไหนคือ Product ได้แก่
1.Publication
2.Grants
- Product ที่ต้องเกิดในการ train fellow ที่นี่ คือ PUBLISHED ORIGINAL RESEARCH
(ย้ำแทบทุก slide ก็ว่าได้)
งานวิจัยในระดับ Fellow ที่เหมาะสมคือ Observational study
" งานวิจัยที่ methodology ถูกต้อง แม้ผลออกมา negative ยังใช้ประโยชน์ได้ แต่งานวิจัยที่ methodology ผิด หรือ ไม่ได้ตีพิมพ์ ไม่มีประโยชน์ใดๆ" (ตรงนี้ฉันเถียงในใจนิดนึงว่า อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้ไง)
- แนะนำให้ทำสิ่งต่อไปนี้
1. เข้าร่วม journal club ของภาควิชา. อันนี้เรื่องจริง การอ่านเอง จะไม่ได้ความคิดเห็นที่หลากหลายและลุ่มลึกเท่า journal club
2. เข้า conference ใน field ที่เราสนใจ เพื่อดูว่า เขากำลังสนใจเรื่องอะไร ใครมีอะไรบ้าง
3. วางแผนแต่เนิ่นๆ ว่า งานวิจัยของเราน่าจะตีพิมพ์ในวารสารวิชาการไหน ให้เข้าไปดูว่า "Trend" ของบรรณาธิการนั้นเป็นอย่างไร
4. สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับ Mentor"s" มี Mentor หลายๆ ท่านยิ่งดี ไม่จำเป็นต้อง Professor ในสาขาเราเท่านั้น นักสถิติ นักวิเคราะห์ ล้วนมีศักยภาพให้คำแนะนำได้ในบางประเด็น..เรื่องจริงเช่นกัน เพราะ Professor มักยุ่ง ตารางนัดแน่น ไม่ค่อยอยู่ใน office จะนึกอะไรออกแล้วเคาะประตูขอปรึกษาอย่างบ้านเราไม่ได้ แล้วเขาก็จะไม่มาจ้ำจี้จำไชเราด้วย
PRO- A ในการเข้าหา Mentor
Proactive : นัดอาจารย์อย่ารอให้อาจารย์นัด และให้เวลาอาจารย์ล่วงหน้าในการอ่าน
เพราะเขาจะไม่สบายใจ ถ้าให้คำแนะนำแบบขาดคุณภาพ โดยทั่วไป
1 สัปดาห์สำหรับการตรวจทาน abstract
2 สัปดาห์ สำหรับ Letter of recomendation ( ควรร่างมาก่อนด้วย)
3 สัปดาห์ สำหรับ long grant proporsal
Responsive : เมื่ออาจารย์แนะนำอะไร อย่าเพิกเฉย แม้ไม่เห็นด้วยก็แย้งได้
Organized : ควรมี Agenda ก่อนเข้าพบ เพื่อใช้เวลาท่านให้เกิดประโยชน์ที่สุด จะถามเรื่องอะไร เขียนเป็นข้อๆ ให้ตรงประเด็น ส่งอีเมล์ให้ท่านก่อนสัก 1-2 วัน
..ฉันก็กำลังหัดอยู่ บางทีการเป็นคนขี้ "เกรงใจ" ทำให้ดูเป็นคนอ้อมค้อม
Appreciate : การแสดงความขอบคุณ..ไม่ว่าชาติไหน ภาษาไหน สิ่งนี้ก็สำคัญ
- ไม่แนะนำให้สิ่งต่อไปนี้
1. อ่านแต่ Textbook เพราะอาจล้าสมัยไปแล้ว
2. เขียนแต่ Review เพราะไม่ได้เครดิตใดๆ
3. เอาแต่ attend course work คอร์สที่ไม่ช่วยให้เกิดงานวิจัย "Don't wast time with unpublished homework "
3. ทำงานหรือหมกมุ่นกับงานวิจัยตลอดเวลา เพราะ ความคิดดีๆ มาจากสมองดีๆ ต้องใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาวะ
- การจะเป็น Researcher ไม่จำเป็นต้องเป็นหนอนหนังสือ หรือเป็น Mania
แต่คนที่เหมาะเป็น Researcher มักประกอบด้วย 3 C
1. Curosity/Creative ช่างสงสัย ตั้งคำถามอยู่เสมอว่า ที่ปฎิบัติอยู่นี้ Evidence หรือ Traditional คิดแบบทวนน้ำ (upstream) บ้าง
2. Communication โดยเฉพาะการเขียน
3. Clarity of tough การคิดวิเคราะห์ แยกแยะประเด็น
สุดท้าย สิ่งที่ฉันประทับใจที่สุด
Good mentor..Always put your interests above their ego.
Dr.Whooley ซึ่งเป็นนักวิจัยที่มีงานตีพิมพ์มากมาย ให้ดูสไลด์ภาพ ตู้เอกสารเรียนงเป็นตับที่เก็บงานวิจัยที่ถูก reject..
Reference: