สรุปสาระสำคัญของการวิจัย 

ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม หมวดวิชาพัฒนาทักษะชีวิต 1 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตสำหรับนักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนในทัณฑสถานวัยหนุ่มกลาง

ผู้วิจัย  ปิยะพงษ์ ไสยโสภณ

ปีที่วิจัย  2550

วัตถุประสงค์  เพื่อศึกษาและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม หมวดวิชาพัฒนาทักษะชีวิต 1 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตสำหรับนักศึกษานอกโรงเรียนใน ทัณฑสถานวัยหนุ่มกลาง

วิธีวิจัย

กลุ่มตัวอย่าง  นักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนในทัณฑสถานวัยหนุ่มกลาง ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 36 คน

วิธีการ

1.เชิงสำรวจ 2.เชิงสัมภาษณ์ 3. เชิงประเมิน  4.เชิงสังเกตพฤติกรรม 5.เชิงสอบถามความคิดเห็น

เครื่องมือ
1. แบบสำรวจความต้องการของนักศึกษา
2. แบบสัมภาษณ์ผู้สอน
3. แบบประเมินความสอดคล้องของรูปแบบ
4. แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ
5. แบบสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติงานกลุ่มของนักศึกษา
6. แบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษา

วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยแบ่งเป็น 6 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ขั้นตอนที่ 2 ออกแบบรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 3 สร้างและตรวจสอบรูปแบบ ขั้นตอนที่ 4 ทดลองรูปแบบ ขั้นตอนที่ 5 ประสิทธิผลของ รูปแบบ และ ขั้นตอนที่ 6 การปรับปรุงรูปแบบกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาการศึกษา 

วิธีวิเคราะห์ผล

สถิติพื้นฐาน
-ค่าเฉลี่ย
-ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
-ค่าร้อยละ

สถิติอ้างอิง

t-test Paired Sample
ผลการวิจัยพบว่า   มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงขึ้น และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p < .001 (t = 3.494)

 

ชื่อเรื่อง การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อพัฒนาการเห็นคุณค่าในตนเองและวิธีคิดตามแนวคิดเป็นของนักเรียนโรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองโดยวิธีกระบวนการกลุ่ม

ผู้วิจัย  กัมปนาท บริบูรณ์

ปีที่วิจัย  2550

วัตถุประสงค์  เพื่อสร้างหลักสูตรฝึกอบรมการพัฒนาการเห็นคุณค่าในตนเองและวิธีคิดตามแนวการคิดเป็นโดยวิธีกระบวนการกลุ่มของนักเรียนโรงเรียนวิวัฒน์

วิธีวิจัย

กลุ่มตัวอย่าง  นักเรียนโรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง กองทัพเรือ 1 ปี 2549 รุ่น 2 จำนวน 30 คน

วิธีการ

-เชิงสำรวจ
-เชิงสอบถาม
-เชิงประเมิน

เครื่องมือ
-แบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเอง
-แบบวัดการคิดเป็น
-แบบสอบถามความพึงพอใจในหลักสูตรฝึกอบรม คู่มือฝึกอบรม

วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล  
มี 4 ขั้นตอน
1) การศึกษาการเห็นคุณค่าในตนเอง การคิดเป็นและข้อมูลของโรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2) การสร้างหลักสูตรฝึกอบรม
3) การทดสอบประสิทธิผลของหลักสูตร
4) การปรับปรุงแก้ไขหลักสูตร 

วิธีวิเคราะห์ผล

สถิติพื้นฐาน
1. ค่าเฉลี่ย
2. ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

สถิติอ้างอิง
1. t-test
2.โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS

ผลการวิจัยพบว่า   คุณภาพของหลักสูตรเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด จากผลการประเมินร่างหลักสูตรความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ส่วนประกอบของร่างหลักสูตรคุณภาพของหลักสูตรเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด จากผลการประเมินร่างหลักสูตรความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ส่วนประกอบของร่างหลักสูตร 

 

ชื่อเรื่อง การนำเสนอกลยุทธ์การบริหารการศึกษาสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล

ผู้วิจัย  นางสาว สุกัญญา แช่มช้อย

ปีที่วิจัย  2553

วัตถุประสงค์ 
1. เพื่อวิเคราะห์สภาพและปัญหาการบริหารการศึกษาของสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล
 2. เพื่อนำเสนอกลยุทธ์ในการบริหารการศึกษาสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล 

วิธีวิจัย

กลุ่มตัวอย่าง  สถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 18 โรงเรียน

วิธีการ

1. เชิงสำรวจ 
2. สัมภาษณ์

เครื่องมือ
1. แบบสอบถาม      
2. แบบสัมภาษณ์ 

วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล
1.  การเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยแบบสอบถามในครั้งนี้ ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองและการส่งไปรษณีย์
2. การเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพประกอบด้วย การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (participant observation) การสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ (formal interview) การสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ (Informal interview) การสนทนากลุ่ม (focus group) และการวิเคราะห์เอกสาร (document analysis) 

วิธีวิเคราะห์ผล

สถิติพื้นฐาน
-ค่าเฉลี่ย
-ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
-ค่าร้อยละ

สถิติอ้างอิง

t-test

ผลการวิจัยพบว่า  
1.  ผลการศึกษาสภาพแวดล้อมภายนอกของสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล    ด้านเศรษฐกิจโดยภาพรวมพบว่า เป็นอุปสรรค คิดเป็นร้อยละ 67.3  ด้านสังคมวัฒนธรรมโดยภาพรวมพบว่า เป็นโอกาส คิดเป็นร้อยละ 60.9  ด้านเทคโนโลยีโดยภาพรวมพบว่า เป็นโอกาส คิดเป็นร้อยละ 85.5 ด้านการศึกษาโดยภาพรวมพบว่า เป็นโอกาส คิดเป็นร้อยละ 80.8 ด้านการเมืองและกฎหมายโดยภาพรวมพบว่า เป็นโอกาส คิดเป็นร้อยละ 74.3
2. ผลการศึกษาสภาพแวดล้อมภายในของสถานศึกษาก่อนการถ่ายโอนและหลังการถ่ายโอนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของสภาพแวดล้อมภายในโดยการทดสอบที (t-test)พบว่าทั้ง 4 ด้านมีค่าเฉลี่ยก่อนการถ่ายโอนและหลังการถ่ายโอนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยหลงถ่ายโอนมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าก่อนถ่ายโอน