ปอบ
ด้วยความที่น้องชายเป็นคนหล่อเหลาเอาการ ผมจึงตกที่นั่งลำบาก ที่ต้องทำความรู้จักกับน้องสะใภ้หลายคนเปลี่ยนไปประมาณ 2 ปีต่อคน หรือเพราะอาจเป็นไปได้ที่ว่าน้องชายทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่มีสตรีเพศมากก็เป็นได้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ
ล่าสุดก่อนที่เขียนเรื่องนี้ เพิ่งกลับมาจากบ้านที่ต่างจังหวัด ในคราวนี้ได้ยินน้องสะใภ้ถามสามีหรือน้องผมเรื่องปอบข้างบ้าน ซึ่งน้องชายของผมคงจะตอบไม่ได้ เลยชิ่งส่งลูกให้แม่ตอบ
แม่บอกว่า
เมื่อก่อนนี้ตอนที่พ่อกับแม่ ปลูกผักขาย ต้องไปตลาดกันแต่ดึกเพื่อเอาผักไปส่งให้กับร้านขายผักในตลาดในเมือง โดยใช้จักรยานบรรทุกผักไปส่ง
จักรยานของพ่อเป็นจักรยานแสตนดาร์ด คันใหญ่จะบรรทุกได้ 60-100 กิโลกรัม ส่วนของแม่คันเล็กจะบรรทุกได้ 20-40 กิโลกรัมเท่านั้น อีกอย่างก็คือ แม่ขี่จักรยานไม่ค่อยแข็งด้วยนั่นเอง
พอผ่านหน้าบ้านมัน (บ้านที่คิดว่าเป็นปอบ) บางทีจะเห็นหมาดำตัวใหญ่มากวิ่งเข้าไปในบ้าน ทั้งๆ ที่บ้านมันก็ไม่ได้เลี้ยงหมา
ครั้งหนึ่งญาติๆ เคยไปตามหมอผีมาจับผี ปากคนที่ปอบสิงอยู่ก็พูดว่า “กูไม่ได้เป็นอะไร” พวกมึงไปตามมันมาทำไม มันเป็นหมอผีนะ มันกำลังมาแล้ว
รู้ได้ยังไงนะ? ทั้งๆ ที่ไม่มีใครบอกซักหน่อย
หมอผีทำพิธีอยู่พักใหญ่
ทั้งพรมน้ำมนต์
ทั้งปัดรังควาญ
ไม่ได้ผล
พอหมอผีกลับมันก็หัวเราะ แล้วก็ว่า มันไม่มีปัญญาทำอะไรกูได้หรอก มันโง่
น้าน! หมอผีโง่ซะแล้ว
เมื่อคราวแต่งงานลูกยายแถม เขาก็ตั้งโรงครัวข้างล่างเพราะบ้านเล็กเอาขึ้นมาทำบนบ้านไม่ได้ บรรดาเนื้อต่างๆ ที่ซื้อมาก็เอาใส่ถังแช่น้ำแข็ง ไว้
ยายแถมก็รู้ อุตส่าห์ระวังแล้วเชียว เผลองีบไปหน่อย ประมาณตีสามกว่าๆ ไปดูอีกที หายไปกว่าครึ่ง เศษเลือด เศษของหยดเป็นทางไปทางบ้านของผีปอบหลังนั้น เพราะอยู่กันไม่ไกลมากนัก และยังเป็นญาติๆ กันอีก
ยายแถมด่าซะไม่มี แบบเขียนลงไม่ได้เพราะแกด่าเป็นเนื้อเป็นหนังเลยทีเดียว
ทุกวันนี้มันก็ยังสืบทอดกันอยู่ จากรุ่นพ่อแม่ สู่รุ่นลูกแล้ว ไม่ยอมไปไหน สิงอยู่ที่บ้านนั้นนั่นแหละ ไม่ค่อยมีใครไปใกล้ เพราะกลัว แล้วก็ไม่ค่อยมีใคร
sekpornsawan boonpetch