บทความนี้บอกเราว่า เมื่อเราอ่านหรือทำกิจกรรมใดๆ กิจกรรมเหล่านั้นจะเปลี่ยนสมองของเราด้วย หากทำซ้ำๆ สมองของเราก็จะเปลี่ยนแบบถาวรหรือกึ่งถาวร การฝึกฝนให้เป็นคนใจเปิด ประพฤติปฏิบัติการเปิดใจ อยู่เป็นเนืองนิตย์ จึงเท่ากับเป็นการฝึกสมองของเรา
ผมมีหนังสือ Malle, B.F., Hodges, S.D. (eds.). Other Minds – How Humans Bridge the Divide between Self and Others. New York : The Guilford Press, 2005. อยู่ใน iPad โดย download ได้ฟรีจากที่นี่
หนังสือเล่มนี้เป็นวิชาการว่าด้วยการทายใจ หรืออ่านใจคนอื่น ผมอ่านผ่านๆ แล้วก็บอกตัวเองว่า ความสามารถในการทายใจ ยังสู้ความสามารถในการเปิดใจไม่ได้ และจริงๆ แล้วในชีวิตประจำวัน สองสิ่งนี้มันอยู่ด้วยกัน หรืออาจกล่าวว่า เป็นสิ่งเดียวกัน
การทายใจ มีลักษณะ egocentric เอา “ตัวกู” เป็นที่ตั้ง เจือความเห็นแก่ตัวเป็นองค์ประกอบหลัก แต่การเปิดใจ มีลักษณะ เอาชุมชน หรือทีมงานเป็นที่ตั้ง เจือความเห็นแก่ผู้อื่นเป็นองค์ประกอบหลัก พื้นฐานจิตใจต่างกันคนละขั้ว
ผมมีข้อสังเกตว่า การอ่านใจเป็นของยาก เมื่อทำโดยไม่เปิดใจต่อกัน หรือทำในท่ามกลางจิตใจที่มุ่งปิดบังซ่อนเร้นต่อกัน แต่เมื่อทำในบรรยากาศของการเปิดใจ การชื่นชมยินดี การอ่านใจต่อกันและกันเป็นของง่าย เป็นธรรมชาติ และเมื่อทำจนเป็นกิจวัตรประจำวัน ทักษะในการอ่านใจก็จะมาเอง เป็นวิธีการฝึกที่ง่าย และเจือความสุข ในขณะที่การฝึกอ่านใจล้วนๆ เป็นการฝึกที่ยาก และเจือความเครียด
บทความนี้บอกเราว่า เมื่อเราอ่านหรือทำกิจกรรมใดๆ กิจกรรมเหล่านั้นจะเปลี่ยนสมองของเราด้วย หากทำซ้ำๆ สมองของเราก็จะเปลี่ยนแบบถาวรหรือกึ่งถาวร การฝึกฝนให้เป็นคนใจเปิด ประพฤติปฏิบัติการเปิดใจ อยู่เป็นเนืองนิตย์ จึงเท่ากับเป็นการฝึกสมองของเรา
KM จึงไม่ใช่เป็นแค่ “การจัดการความรู้” แต่เป็นการจัดระบบในสมอง หรือจัดโครงสร้างในสมองของเราด้วย
วิจารณ์ พานิช
๑๐ ก.ค. ๕๓