การกำหนดสถานะบุคคล คืออะไร สำคัญอย่างไร ทำไมต้องมีการกำหนดสถานะบุคคล มีใครตอบได้บ้าง

การปฏิบัติงานการกำหนดสถานะบุคคล จะต้องอาศัยองค์ประกอบใดบ้าง มีใครเกี่ยวข้องบ้าง มีปัจจัยใดที่จะสนับสนุนบ้าง มีหลักการ เทคนิค วิธีการใดบ้าง และเมื่อจำเป็นจะต้องอาศัยกระบวนการของศาล จะดำเนินการอย่างไร
จากประสบการณ์ที่คร่ำหวอดอยู่กับงานนี้มากกว่า 20 ปี พบกับพัฒนาการและมีสิ่งที่จะต้องถ่ายทอดออกมาเป็นองค์ความรู้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับสังคมในทุกภาคส่วน เพื่อให้มีข้อมูลที่สามารถเรียนรู้และเข้าถึงได้เท่าเทียมกัน เมื่อมีข้อมูลที่เข้าใจตรงกันแล้ว การปฏิบัติงานทั้งในส่วนของผู้มีอำนาจตามกฎหมาย คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ จะมีบทบัญญัติใดที่มอบมาให้ใช้อำนาจบ้าง ส่วนของประชาชนผู้ที่ต้องการจะให้เจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจพิจารณาข้อมูลและออกคำสั่งทางปกครอง เพื่อในการรับรองสิทธิที่กฎหมายบัญญัติไว้ ก็จะต้องทราบเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมจะมีส่วนสนับสนุนและเพิ่มพลังให้กับภาครัฐและภาคประชาชนให้เข้มแข็งอย่างไร อันจะทำให้การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี แก้ไขข้อขัดข้องที่มีให้สำเร็จลุล่วง และจะเป็นผู้ติดตามตรวจสอบที่ดีอย่างไรได้บ้าง
เรื่องราวที่จะนำมาเสนอเป็นลำดับ เปรียบเสมือนหนังเรื่องยาว ที่ต้องติดตาม และในระหว่างการเรียบเรียง ก็จะพยายามใช้ภาษากฎหมายและแนวทางปฏิบัติให้เข้าใจง่ายๆ พร้อมทัังยกข้อขัดข้องและตัวอย่างของความสำเร็จมาให้ได้เรียนรู้ ซึ่งใครจะนำไปใช้เป็นประโยชน์ก็ไม่ขัดข้อง และควรตรวจสอบกับเนื้อหาจากผู้มีประสบการณ์ส่วนอื่นๆ ด้วย อย่าเพิ่งนำข้อมูลที่กระพ๊มนำเสนอแต่ฝ่ายเดียว และควรพิจารณาอย่างรอบคอบเสมอ...เรียนเชิญท่านติดตาม...ตอนต่อไปว่า หัวใจของฅนทำงานการกำหนดสถานะบุคคลจะต้องมีอะไรบ้าง เจ้าหน้าที่รัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและภาคประชาชน ต้องเปิดใจ ใส่ใจและร่วมมือกันอย่างจริงจัง จะทำอย่างไร
การกำหนดสถานะบุคคล คืออะไร นั่นคือคำถามแรกที่จั่วหัวไว้ มีใครตอบได้รึยังครับ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาการเรียนรู้ มาเฉลยคำถามแรกกันก่อนเลยดีกว่า
คงต้องเริ่มกันที่ ความหมายก่อน สิ่งแรกที่ตรวจสอบ ก็คือ ตรวจสอบจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน (แบบอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2542) ไม่มีความหมายที่กำหนดไว้โดยตรง จึงต้องแยกคำ ในการหาความหมายกัน ดังนี้
คำแรก "สถานะ" เป็นคำนาม หมายถึง ความเป็นไป, ความเป็นอยู่ เช่น เขาอยู่ในสถานะยากไร้
คำที่สอง "บุคคล" เป็นคำนาม หมายถึง คน(เฉพาะตัว), (กฎ) คนซึ่งสามารถมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย เรียกว่า บุคคลธรรมดา. กลุ่มบุคคล หรือองค์กร ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เป็นบุคคลอีกประเภทหนึ่ง ที่ไม่ใช่บุคคลธรรมดา และให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย เรียกว่า นิติบุคคล
สำหรับคำในภาษาไทยไม่มีกำหนดไว้เฉพาะ ลองมาดูคำในภาษาอังกฤษ ถ้าจะใช้คำว่า "Human Status" เพื่อนำสองคำมารวมกัน ภาษาอังกฤษก็ไม่มีกำหนดไว้เฉพาะเช่นกัน แต่เมื่อแปลความแล้ว ก็จะได้ความหมายที่ไม่ต่างกัน
เมื่อนำสองคำมารวมกันก็น่าจะได้ความหมายว่า "ความเป็นฅนที่สามารถมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย"
นั่นคือ ความหมายของตัวอักษรตามที่มีผู้อธิบายและให้ความหมายไว้ ในเรื่องนี้มีกระบวนการที่กลุ่มฅนทำงานด้านนี้ พยายามจะสรรหาถ้อยคำที่สามารถจะยอมรับได้ร่วมกัน ในที่สุดก็มาสรุปในคำนี้ คือ "การกำหนดสถานะบุคคล" โดยมีความหมายที่เข้าใจกันในลักษณะเป็นกระบวนการที่จะทำให้มีการบันทึกรายการ ชื่อและข้อมูลต่างๆ ได้แก่ วัน เดือน ปีที่เกิด ใครเป็นผู้ให้กำเนิด สถานที่เกิด รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ที่น่าจะเป็นประโยชน์เกี่ยวกับสุขภาพของ"ฅน"หรือ"มนุษย์"ไว้ ซึ่งต้องมีข้อมูลอย่างน้อยตามที่มีการบัญญัติไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ก็คือ "มนุษย์ต้องมีชื่อและสัญชาติ" แล้วถ้าไม่มีการบันทึกชื่อและรายการบุคคลของใครฅนใดฅนหนึ่งไว้ จะขอใช้คำว่า เขาฅนนั้นตกเป็น"ฅนไร้รัฐ" เนื่องจากยังไม่มีรัฐใดบันทึกรายการของฅนคนนั้นไว้ ต่อมาเมื่อ"ฅนไร้รัฐ"ได้รับการบันทึกและยอมรับให้มีชื่อและข้อมูลไว้ในฐานข้อมูลของรัฐแล้ว เขาฅนนั้นจะพ้นสภาพเป็น"ฅนไร้รัฐ" และเมื่อยังไม่สามารถมีพยานหลักฐานใดๆ มาแสดงให้ผู้รักษาการตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ได้ เขาฅนนั้นจะอยู่ในสถานะความเป็น"ฅนไร้สัญชาติ" ส่วนการบันทึกความเป็นฅนและอยู่ในฐานะ"ประชากร"ของประเทศ แต่ยังคงต้องรอการยกระดับความเป็น"พลเมือง" จนกว่าจะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดไว้
เมื่อมีชื่อและข้อมูลพื้นฐานที่ได้รับการบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นทางการ หรือมีการบันทึกไว้อย่างมีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้แล้ว การกำหนดสถานะบุคคลตามกฎหมาย น่าจะเริ่มที่ การวิเคราะห์ข้อมูลที่จะให้ได้มาซึ่งสถานะการอยู่อาศัยของผู้ให้กำเนิดในแต่ละประเทศว่า มีกฎหมายบัญญัติไว้อย่างไร
ตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ได้แก่
1. กรณีที่เป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ ที่มิได้มีการดำเนินการแจ้งการเกิดหรือการที่ต้องมีชื่อ รายการบุคคลไว้ตามที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อมีการกำหนดนโยบายให้ทำการสำรวจหรือมีกฎหมายให้รับข้อมูลของแต่ละบุคคลไว้แล้ว ผู้ที่เป็นเจ้าของข้อมูลจะต้องนำเสนอตัวตนพร้อมด้วยข้อมูลที่มีทั้งหมด ให้เพียงพอต่อการพิจารณาของผู้มีอำนาจตามกฎหมาย
2. เมื่อมีชื่อและรายการบุคคลในฐานข้อมูลแล้ว ก็จะต้องนำเสนอพยานหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นวัน เดือน ปีเกิด สถานที่เกิด ใครเป็นผู้ทำให้กำเนิดมาและผู้ให้กำเนิดมีสถานะการอยู่ในประเทศอย่างไร
ทั้งสองข้อจะเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งจะขอนำเสนอเป็นลำดับต่อจาก หัวข้อความสำคัญ และ ทำไมต้องมีการกำหนดสถานะบุคคล
สตรีใด…….ไหนเล่า………..เท่าเธอนี้
เป็นผู้ที่ …………..ลูกทุกคน………บ่นรู้จัก
เป็นผู้ที่ ……………มีพระคุณ………การุณนัก
เป็นผู้ที่ …………..สร้างความรัก…..สอนความดี
เป็นผู้ที่……………คอยสั่งสอน…….เอาใจใส่
คอยห่วงใย….……เราทุกคน………จนวันนี้
เปรียบแสงทอง……สว่างล้ำ……….นำชีวี
เธอคนนี้…………..คือ ” แม่ ”……..ของเราเอง
ความเป็นคนที่มีสิทธิ์และหน้าที่ตามกฎหมาย
สิทธิประโยชน์คนไข้ เป็นสิทธิของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ ที่ต้องได้รับรู้สิทธิของคน คนในองค์กรสาธารณสุขมีหน้าที่ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิประโยชน์ ไม่ต้องไปกลัวการฟ้องร้อง...หากเราทำตามหน้าที่
ด้วยความขอบคุณที่นำประเด็นสถานะบุคคลมาให้เรียนรู้ครับ
กำลังรอวิชาสถานะบุคลและสิทธิบุคคล จากอาจารย์ มาครับ