| บทที่ 1 บทนำ โครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้า ชื่อโครงการ กังหันลมผลิตไฟฟ้า ผู้ร่วมโครงการ นายกฤษฎา ละอองทอง นายจิระพงค์ วงค์ประพันธุ์ นายเฉลิมวุฒิ ผาสุก นายศราวุธ สมพรม หลักการและเหตุผล เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยได้ให้ความสำคัญและสนใจในการพัฒนาด้านพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เพื่อทดแทนการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องซื้อหาจากต่างประเทศ ที่นับวันมีราคาแพงขึ้น การผลิตพลังงานทดแทนอื่นๆ และพลังงานลมเป็นพลังงานทางเลือกหนึ่งในการสนับสนุนพัฒนาให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ เทคโนโลยีกังหันลมจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญ เพื่อการเลือกหาผลิตขึ้นมาใช้งานให้มีความเหมาะสมกับความเร็วลมที่มีอยู่ในพื้นที่ ด้วยประเทศไทยอยู่ใกล้เขตเส้นศูนย์สูตรทำให้ได้รับแรงลมเฉลี่ยทั้งปีต่ำถึงปานกลาง การที่จะพัฒนาพลังงานลมเพื่อใช้ประโยชน์จึงจำเป็นต้องศึกษารูปแบบกังหันลมผลิตไฟฟ้าให้มีความเหมาะสมกับความเร็วลมที่มีอยู่ จึงได้เริ่มดำเนินการวิจัย จัดหา สาธิต การใช้ประโยชน์จากกังหันลมความเร็วลมต่ำ และสามารถผลิตชิ้นส่วนเพื่อประกอบระบบกังหันลมผลิตไฟฟ้าขึ้นมาใช้งานในประเทศ เพื่อลดต้นทุนและสร้างความเชื่อมั่นในการใช้ประโยชน์จากกังหันลมผลิตไฟฟ้า ด้วยแต่ละพื้นที่ ที่มีความเร็วลมแตกต่างกัน หากได้ต้นแบบกังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อน ติดตั้งง่ายและสามารถขยายผลโดยการส่งเสริมให้มีการใช้ในครัวเรือน ชุมชนขนาดเล็ก ผู้ประกอบการ ครัวเรือน ที่ต้องการใช้พลังงานลมในการผลิตไฟฟ้าใช้ในกิจกรรมต่างๆ ของตนเอง เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืน ในการจัดหาพลังงานให้กับตนเอง อีกทั้งจะทำให้กังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กที่ผลิตได้ในประเทศมีราคาถูกลง เป็นการสร้างแรงจูงใจในการเลือกหามาติดตั้งใช้งานในพื้นที่ที่ห่างไกลหรือในพื้นที่บริเวณเกาะของผู้ประกอบการมากขึ้น อีกทั้งยังจะช่วยรักษาสภาพแวดล้อม ไม่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน เนื่องจากเป็นพลังงานจากธรรมชาติ ไม่ต้องซื้อหา และเป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาระบบการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมในอนาคตได้อย่างยั่งยืนและมีความมั่นคงด้านพลังงานได้ในระยะยาว วัตถุประสงค์ของโครงการ 1.เพื่อสร้างกังหันลมผลิตพลังงานไฟฟ้า 2. เพื่อสาธิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม . ขอบเขตของการศึกษา 1.ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการใช้กังหันลม 2.แนวทางการแก้ปัญหาเพื่อลดการใช้พลังงานที่ก่อให้เกิดมลพิษที่เกี่ยวข้องกับกังหันลม 3.พลังงานที่สะอาดไร้มลพิษ ที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ รายการวัสดุและอุปกรณ์ รายการ จำนวนเงิน (บาท) 1.แม่เหล็กแรงสูง 12 คู่ (Neodymiam 40x25x10mm) 6,000 2.Bearing Hub 4,500 3.ลวดทองแดงอาบน้ำยาวานิช 10 ขด ขนาด 13-18 300 4.เรซิ่น (Polyester resin) 300 5.เหล็กฉาก,เหล็กตัวซี,เหล็กกลม 500 6.น็อตตัวเมีย 60 ตัว 180 7.ไดโอดบริดจ์เร็คติฟายด์ 35 A 600 v 2,500 8.อุปกรณ์เชื่อมเหล็ก ตัด เจียร เลื่อย สิ่ว กบ กระดาษทราย วัดระดับ วงเวียน ดินสอ กระดาษเขียนแบบ 500 9.ไม้ขนาด กว้าง 6 นิ้ว ยาว 48 นิ้ว หนา 1.5 นิ้ว จำนวน 3 ชิ้น ( 150 x 1200 x 37 mm ) 1,200 10.ค่าจัดทำคู่มือการใช้งาน (UserManual) 2,000 11.ค่าเอกสาร 2,000 รวมทั้งหมด 20,000 วัตถุประสงค์ 1.เพื่อให้ได้ต้นแบบกังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่สามารถใช้งานได้ดีโดยทั่วไปในประเทศไทย 2.เพื่อให้ได้แบบของกังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กความเร็วลมต่ำ ที่สามารถผลิตและประกอบชิ้นส่วนได้ในประเทศให้มากที่สุด 3.เพื่อให้ได้ผลเปรียบเทียบในการทำงานและประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมต้นแบบความเร็วลมต่ำและกังหันลมที่ใช้งานได้โดยทั่วไป 4.เพื่อจัดทำคู่มือมาตรฐานวัสดุ ชิ้นส่วนและการใช้งานของกังหันลมขนาดเล็ก ขอบเขตการศึกษา 1.ศึกษา รวบรวมข้อมูล รูปแบบ วิธีการผลิต การใช้กังหันลมผลิตไฟฟ้า 2.ศึกษาและนำเสนอรูปแบบ จัดหา เทคโนโลยีกังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก 3.ศึกษาและออกแบบ ระบบการนำพลังงานไฟฟ้าที่ได้ไปใช้ประโยชน์ ทั้งแบบระบบการจัดเก็บไฟฟ้า และการเชื่อมต่อเข้าในระบบสาย 4.จัดหาอุปกรณ์เครื่องมือทางการทดสอบ และติดตาม เก็บข้อมูล วิเคราะห์ผลการผลิตพลังงานของกังหันลม 5.วิเคราะห์ผลการผลิตพลังงานของกังหันลมขนาดเล็ก ขั้นตอนและวิธีการดำเนินการศึกษา 1.ศึกษา รวบรวมข้อมูล รูปแบบ วิธีการผลิต การใช้กังหันลมผลิตไฟฟ้า 2.ศึกษานำเสนอรูปแบบ จัดหา เทคโนโลยีกังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก 3.ออกแบบ สร้างแบบ กังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาด 4.ผลิตและทดสอบพร้อมติดตั้งกังหันลมขนาดเล็ก 5.ทดสอบ และติดตาม เก็บข้อมูล วิเคราะห์ผลการผลิตพลังงานของกังหันลมทั้งหมดเพื่อสรุปและรายงาน บทที่ 2 เนื้อหาที่เกี่ยวกับโครงงาน ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 1.พลังงานลม 2.กังหันลม 3.เครื่องกำเนิด พลังงานลม ลม เป็นการเคลื่อนไหวของอากาศจากบริเวณที่มีความกดอากาศสูงไปสู่บริเวณที่มีความกดอากาศต่ำในแนวนอน โดยลมที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของคนเรานั้นคือ ลมระดับพื้นผิว ซึ่งแบ่งออกเป็นประเภทตามเหตุที่เกิดและบริเวณที่เกิด คือลมประจำปี ลมประจำฤดู ลมประจำเวลา และลมประจำถิ่น ส่วนลมที่จะไม่พูดถึงเลย คือลมพายุก็เป็นลมระดับพื้นผิวด้วยเช่นกัน ซึ่งลมแต่ละประเภทที่จะกล่าวถึงในที่นี้คือ ลมประจำปี เป็นลมที่พัดอยู่เป็นประจำตลอดทั้งปีในส่วนต่างๆ ของโลกแตกต่างกันไปในแต่ละเขตละติจูดของโลกเนื่องจากประเทศไทยอยู่ในบริเวณเขตศูนย์สูตร อิทธิพลของลมประจำปีจึงไม่มีประโยชน์ในการนำมาใช้ ซึงคุณเกียรติชัยถึงกับบ่นเสียดายมาก ลมประจำฤดู เป็นลมที่พัดเปลี่ยนทิศทางตามฤดูกาล เรียกว่า ลมมรสุม เมื่อพูดถึงลมในบทความนี้จะพูดถึงเฉพาะลมพื้นผิวที่ผ่านประเทศไทยเท่านั้น ลมมรสุมที่มีความสำคัญมากก็คือ 1. ลมมรสุมฤดูร้อน พัดในแนวทิศใต้ และตะวันตกเฉียงใต้ ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2. ลมมรสุมฤดูหนาว พัดในแนวทิศเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ลมประจำเวลา เป็นลมที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงความกดอากาศระหว่าง 2 บริเวณในระยะเวลาสั้นๆ ได้แก่ ลมบก ลมทะเล ลมภูเขา และลมหุบเขา บริเวณที่อยู่ตามชายฝั่งอิทธิพลของลมบก ลมทะเลมีสูงมาก ยังจำกันได้ไหมว่าลมบกพัดจากบกสู่ทะเลในตอนกลางคืน ส่วนลมทะเลพัดจากทะเลเข้าหาฝั่งในตอนกลางวัน พลังงานลม เป็นพลังงานธรรมชาติที่สะอาดและบริสุทธิ์ ใช้แล้วไม่มีวันหมดสิ้นไปจากโลก จึงทำให้พลังงานลมได้รับความสนใจในการศึกษาและพัฒนาให้เกิดประโยชน์กันอย่างกว้างขวาง ในขณะเดียวกัน กังหันลม ก็เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งทีสามารถนำพลังงานลมมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้โดยเฉพาะในการผลิตกระแสไฟฟ้าและการสูบน้ำ ซึ่งมีการใช้งานกันมาแล้วอย่างแพร่หลายในอดีตที่ผ่านมา ในประเทศไทย หน่วยงานที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากพลังงานลมยังมีไม่มากนัก ซึ่งอาจเนื่องมาจากอัตราความเร็วลมในประเทศที่ไม่สูงนัก รวมทั้งมีข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ อย่างไรก็ดี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ติดตามศึกษาเรื่องนี้มาตลอดระยะเวลากว่า 17 ปี ผลที่ได้ในขณะนี้นับว่าประสบความสำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว คือสามารถจ่ายไฟฟ้าจากพลังงานลมที่ผลิตได้ไปใช้งานจริง แม้ว่าจะมีกำลังผลิตน้อยเมื่อเทียบกับพลังงานชนิดอื่น ๆ แต่ กฟผ. ก็ได้ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาพลังงานชนิดนี้ต่อไปให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในขอบเขตศักยภาพของพลังงานลมที่มีอยู่ในประเทศ เทคโนโลยีกังหันลม พลังงานลม เป็นพลังงานจากธรรมชาติที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ ได้ โดยอาศัยเครื่องมือที่เรียกว่า “ กังหันลม ” เป็นตัวสกัดกั้นพลังงานจลน์ของกระแสลม แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานกล จากนั้นจึงนำพลังงานกลที่ได้ไปใช้ประโยชน์ เช่น สูบน้ำ หรือใช้ผลิตไฟฟ้า เป็นต้น กังหันลมที่ใช้กันมากในประเทศไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ได้แก่ กังหันลมแบบใบกังหันไม้ ใช้สำหรับวิดน้ำเข้านาข้าวบริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา กังหันใบเสื่อลำแพนใช้วิดน้ำเค็มเข้านาเกลือบริเวณจังหวัดสมุทรสงคราม และกังหันลมแบบใบกังหันหลายใบทำด้วยแผ่นเหล็กใช้สำหรับสูบน้ำลึก เช่น น้ำบาดาล น้ำบ่อ ขึ้นไปเก็บในถังกักเก็บ ชนิดของกังหันลม การจำแนกชนิดของกังหันลม มี 2 วิธี กล่าวคือ 1.การจำแนกตามลักษณะแนวแกนหมุนของกังหัน จำแนกได้ 2 ประเภท ได้แก่ กังหันลมที่มีแกนหมุนในแนวแกนนอน และกังหันลมที่มีแกนหมุนใน แกนแนวตั้ง 2.การจำแนกตามลักษณะแรงขับที่กระแสลมกระทำต่อใบกังหัน มี 2 แบบ คือ การขับด้วยแรงยก (Lift force) และ การขับด้วยแรงฉุดหรือแรงหน่วง (Drag force) กังหันลมแนวแกนนอน (Horizontal Axis Wind Turbine) เป็นกังหันลมที่มีแกนหมุนขนานกับทิศทางของลมโดยมีใบพัดเป็นตัวตั้งฉากรับแรงลม มีอุปกรณ์ควบคุมกังหันให้หันไปตามทิศทางของกระแสลม เรียกว่า หางเสือ และมีอุปกรณ์ป้องกันกังหันชำรุดเสียหายขณะเกิดลมพัดแรง เช่น ลมพายุและตั้งอยู่บนเสาที่แข็งแรง กังหันลมแบบแกนนอน ได้แก่ กังหันลมวินด์มิลล์ ( Windmills) กังหันลมใบเสื่อลำแพน นิยมใช้กับเครื่องฉุดน้ำ กังหันลมแบบกงล้อจักรยาน กังหันลมสำหรับผลิตไฟฟ้าแบบพรอบเพลเลอร์ (Propeller) กังหันลมแนวแกนตั้ง (Vertical Axis Wind Turbine) เป็นกังหันลมที่มีแกนหมุนและใบพัดตั้งฉากกับการเคลื่อนที่ของลมในแนวราบ ซึ่งทำให้สามารถรับลมในแนวราบได้ทุกทิศทาง การจำแนกตามลักษณะตามแนวแกนหมุนนิยมมากเพราะเด่นชัดที่สุด และเข้าใจได้ง่าย ส่วนการจำแนกตามลักษณะแรงขับของกระแสลมนั้นต้องใช้ความรู้ทางอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamic) กังหันลมแบบแนวแกนนอนเป็นแบบที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ส่วนมากออกแบบให้เป็นชนิดที่ขับใบกังหันด้วยแรงยก แต่อย่างไรก็ตาม กังหันลมแบบแนวแกนตั้ง ซึ่งได้รับการพัฒนามากในระยะหลังก็ได้รับความสนใจมากขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้เนื่องจากข้อดีกว่าแบบแนวแกนนอนคือ ในแบบแนวแกนตั้งนั้นไม่ว่าลมจะเข้ามาทิศไหนก็ยังหมุนได้ โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์ควบคุมให้กังหันหันหน้าเข้าหาลม นอกจากนี้แล้วแบบแนวแกนตั้งนั้น เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและระบบการส่งกำลังวางไว้ใกล้พื้นดินมากกว่าแบบแกนนอน เวลาเกิดปัญหาแก้ไขง่ายกว่าแบบแกนนอนที่ติดอยู่บนหอคอยสูง ชนิดของกังหันลมผลิตไฟฟ้า 1.กังหันลมชนิดแกนหมุนแนวตั้ง (Vertical Axis Wind Turbine) เป็นกังหันลมที่มีแกนหมุนตั้งฉากกับพื้นราบหรือตั้งฉากรับทิศทางการเคลื่อนที่ของลม โดยมีใบพัดยึดติดขนานกับแกนหมุน ทำหน้าที่รับแรงลมที่เคลื่อนตัวมากระทบทำให้เกิดการหมุนของใบพัด โดยสามารถรับแรงลมในแนวนอนได้ทุกทิศทาง อย่างไรก็ดีกังหันลมชนิดนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยมีการใช้งานอยู่ประมาณร้อยละ 25 ของกังหันลมที่มีใช้งานอยู่ในปัจจุบัน 2.กังหันลมชนิดแกนหมุนแนวนอน (Horizontal Axis Wind Turbine) เป็นกังหันลมที่มีแกนหมุนขนานกับพื้นราบหรือขนานกับทิศทางการเคลื่อนที่ของลม โดยมีใบพัดยึดติดตั้งฉากกับแกนหมุน ทำหน้าที่รับแรงลมที่เคลื่อนตัวมากระทบทำให้เกิดการหมุนของใบพัด โดยกังหันลมชนิดแกนหมุนแนวนอนแบบสามใบพัดซึ่งมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เป็นกังหันลมที่ได้รับความนิยมใช้งานในเชิงพาณิชย์อย่างแพร่มากที่สุดถึงร้อยละ 75 ของกังหันลมที่มีการใช้งานในปัจจุบัน รูปแสดงองค์ประกอบของกังหันลมแกนหมุนแนวนอน 1.ชุดแกนหมุนใบพัด (Rotor Blade) [หมายเลข 2] เป็นส่วนแรกของกังหันลมผลิตไฟฟ้าที่ทำหน้าที่รับหรือปะทะกับแรงลม โดยประกอบด้วยชิ้นส่วนต่าง ๆ ดังนี้ - ดุมแกนหมุน (Nose Cone) เป็นตัวครอบแกนหมุนที่อยู่ส่วนหน้าสุด มีรูปร่างเป็นวงรีคล้ายไข่ เพื่อการลู่ลมและมองดูสวยงาม - ใบพัด (Blade) [หมายเลข 1] เป็นส่วนที่ยึดติดกับแกนหมุน (Rotor Hub) ทำหน้าที่รับพลังงานจลน์ (Kinetic Energy) จากการเคลื่อนที่ของลม และหมุนแกนหมุนเพื่อส่งถ่ายกำลังไปยังเพลาแกนหมุนหลัก ถูกออกแบบโดยใช้หลักการทางพลศาสตร์ของอากาศ เพื่อให้มีน้ำหนักเบาพอเหมาะและเหนียวทนทานรับกับแรงลมได้ดี ใบกังหันลมถือเป็นหัวใจของกังหันลมผลิตไฟฟ้าและมีความละเอียดสูงในการออกแบบ เพราะหากสามารถออกแบบให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูง ก็จะทำให้กังหันลมสามารถทำงานได้เป็นอย่างดีที่ความเร็วเปลี่ยนไป - จุดปรับหมุนใบพัด (Pitch Drive) [หมายเลข 3] อยู่ระหว่างช่วงรอยต่อระหว่างใบพัดกับแกนหมุน ทำหน้าที่ในการปรับใบพัดให้มีความพร้อมและเหมาะสมเมื่อเริ่มรับแรงลมต่ำ ๆ เพื่อการเริ่มหมุนใบพัด (Cut In) และปรับใบพัดให้ลู่ลมโดยอัตโนมัติเพื่อช่วยในการหยุดหมุนของแกนหมุนเมื่อได้รับแรงลมเกินพิกัด (Cut Out) หรือกรณีซ่อมบำรุงรักษา - ชุดปรับยึดแกนหมุน (Rotor Lock) เป็นจานหมุนที่ยึดติดส่วนท้ายของแกนหมุน มีระบบยึดแน่นไม่ให้แกนหมุนมีการขับเคลื่อนหมุนเมื่อได้รับแรงลมเกินพิกัดหรือกรณีซ่อมบำรุงรักษา 2.ชุดห้องเครื่อง (Nacelle) [หมายเลข 11] เป็นส่วนที่สำคัญของกังหันลมเพราะมีองค์ประกอบย่อยมากที่สุด ถูกออกแบบมาให้มีความเหมาะสมเพื่อเป็นตัวป้องกันสภาพอากาศภายนอกให้กับอุปกรณ์ที่อยู่ภายใน และมีพื้นที่ภายในเพียงพอสำหรับการขึ้นไปติดตั้งและบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ องค์ประกอบย่อยที่ติดตั้งอยู่ภายในชุดห้องเครื่องมีดังนี้ - เพลาแกนหมุนหลัก (Main Shaft) [หมายเลข 5] ทำหน้าที่รับแรงจากแกนหมุนใบพัด และส่งผ่านเข้าสู่ห้องปรับเปลี่ยนทดรอบกำลัง (Gear Box) - ห้องทดรอบกำลัง (Gear Box) [หมายเลข 6] ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมปรับเปลี่ยนทดรอบการหมุนและถ่ายแรงของเพลาแกนหมุนหลักที่มีความเร็วรอบต่ำ ไปยังเพลาแกนหมุนเล็ก (Small Shaft) ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อให้มีความเร็วรอบที่สูงขึ้นและมีความเร็วสม่ำเสมอในการหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า - เบรก (Brake) [หมายเลข 4] เป็นระบบกลไกเพื่อใช้ควบคุมและยึดการหยุดหมุนอย่างสิ้นเชิงของใบพัดและเพลาแกนหมุนของกังหันลม - เพลาแกนหมุนเล็ก (Small Shaft) [หมายเลข 12] ทำหน้าที่รับแรงที่มีความเร็วรอบสูงจากห้องทดรอบกำลัง (Gear Box) เพื่อหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า - เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) [หมายเลข 7] ทำหน้าที่แปลงพลังงานกลที่ได้รับเป็นพลังงานไฟฟ้า มีใช้ 2 ประเภท คือ Synchronous Generator เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่หมุนด้วยความเร็วคงที่ คือความเร็ว Synchronous Speed (50 Hz) พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จะมีความถี่และแรงดันไฟฟ้าเท่ากับความถี่และแรงดันไฟฟ้าของระบบสายส่ง Induction Generator เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่มีโครงสร้างเหมือน Induction Motor โดยป้อนไฟฟ้ากระแสสลับเข้าที่ชุดสเลเตอร์ ทำให้เกิดฟลักซ์เป็นขั้วแม่เหล็กหมุนตามสภาวะกระแสสลับ ไปเหนี่ยวนำแกนโรเตอร์ให้หมุนตามในตอนเริ่มต้น และเมื่อมีแรงมาขับโรเตอร์ให้หมุนเกินกว่า Synchronous Speed จะเกิดการเหนี่ยวนำย้อนกลับ ทำให้เกิดกระแสไหลออกจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจ่ายย้อนกลับเข้าระบบสายส่ง -ระบบควบคุมไฟฟ้า (Controller System) [หมายเลข 8] เป็นระบบควบคุมการทำงานและการจ่ายกระแสไฟฟ้าออกสู่ระบบด้วยระบบคอมพิวเตอร์ -ระบบระบายความร้อน (Cooling) เป็นระบบเพื่อใช้ระบายความร้อนจากการทำงานของกลไกภายในห้องทดรอบกำลังและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่มีการทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา -เครื่องวัดความเร็วและทิศทางลม (Anemometer and Wind Vane) [หมายเลข 9, 10] เป็นส่วนที่ติดตั้งอยู่ภายนอกห้องเครื่อง โดยเชื่อมต่อสายสัญญาณเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์สำหรับเป็นตัวชี้วัดปริมาณความเร็วและทิศทางลม เพื่อที่คอมพิวเตอร์จะได้ควบคุมกลไกการทำงานอื่น ๆ ของกังหันลมได้อย่างถูกต้อง รูปแสดงเครื่องวัดความเร็วและทิศทางลม 3.ชุดเสา (Tower) [หมายเลข 15] เป็นตัวแบกรับส่วนที่เป็นชุดแกนหมุนใบพัดและตัวห้องเครื่องที่อยู่ข้างบน ปัจจุบันมีใช้งาน 2 แบบ คือ แบบเสากลมกลวง (Tubular) และเสาโครงถัก (Lattice) โดยปัจจุบันนิยมใช้เสาแบบกลมกลวงมากกว่า ทั้งนี้ชุดเสาดังกล่าวจะต้องมีการออกแบบในเชิงวิศวกรรมมาเป็นอย่างดีก่อนการติดตั้ง เพื่อให้สามารถรับน้ำหนักและแรงปะทะของลมต่อพื้นที่กวาดใบพัด ขณะที่ความสูงของเสาจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับระยะความสูงในการรับแรงลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใบพัด และขนาดของกังหันลม องค์ประกอบย่อยของชุดเสามีดังนี้ - แกนคอหมุนรับทิศทางลม (Yaw Drive) [หมายเลข 13] เป็นตัวขับเคลื่อนหมุนแกนหมุนใบพัด เพื่อให้ใบพัดรับแรงลมตามทิศทางการเคลื่อนที่ของลม - ระบบควบคุมการหมุน (Yaw Motor หรือ Hydraulic System) [หมายเลข 14] เป็นตัวบังคับและควบคุมกลไกการขับเคลื่อนหมุนเพื่อให้ใบพัดรับแรงลมตามทิศทางการเคลื่อนที่ของลม และชะลอการหมุนและหยุดหมุนของใบพัด รูปแสดงแกนคอหมุนและระบบควบคุมการหมุนเพื่อรับแรงลมตามทิศทางลม - บันไดหรือลิฟต์ (Stair or Lift) ใช้ในการขึ้นลงสำหรับการตรวจหรือซ่อมบำรุงรักษาอุปกรณ์ที่อยู่ด้านบนเสา - ระบบอุปกรณ์ควบคุมและจอภาพ ติดตั้งอยู่ด้านล่างสุดของเสาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้ในการติดต่อ ตรวจสอบ และตรวจดูข้อมูลระบบการทำงานต่าง ๆ ของกังหันลมผลิตไฟฟ้า 4.ฐานราก (Foundation) เป็นส่วนที่รับน้ำหนักทั้งหมดของชุดกังหันลม ทำเป็นฐานคอนกรีตเสริมเหล็กตั้งอยู่บนเสาเข็มที่ได้รับการคำนวณออกแบบ และทำการก่อสร้างอย่างถูกวิธีตามหลักวิศวกรรมโยธา ขนาดของกังหันลมผลิตไฟฟ้า ขนาดของกังหันลมผลิตไฟฟ้าถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้มีความสามารถในการผลิตไฟฟ้าได้ตามความต้องการใช้งาน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับขนาดกำลังผลิตไฟฟ้า (Capacity) เส้นผ่านศูนย์กลางใบพัด (Rotor Diameter) และพื้นที่กวาดของใบพัด (Swept Area) ของกังหันลมผลิตไฟฟ้ารุ่นนั้น 1.กังหันลมขนาดจิ๋ว (Micro Wind Turbine) มีขนาดกำลังผลิตไฟฟ้าน้อยกว่า 1.5 กิโลวัตต์ เหมาะสำหรับติดตั้งผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกลเพื่อจัดเก็บกระแสไฟฟ้าลงในแบตเตอรี่ และมีภาระทางไฟฟ้าไม่มากนัก เช่น การใช้กับเครื่องมือสื่อสาร หรือแสงสว่างในบางเวลา 2.กังหันลมขนาดเล็ก (Small Wind Turbine) มีขนาดกำลังผลิตไฟฟ้าอยู่ระหว่าง 1.5-20 กิโลวัตต์ เหมาะสำหรับติดตั้งผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกลเพื่อจัดเก็บกระแสไฟฟ้าลงในแบตเตอรี่ และมีภาระทางไฟฟ้าไม่มากนัก เช่น ใช้ตามครัวเรือนหรือสำนักงานขนาดเล็กที่อยู่ห่างไกล 3.กังหันลมขนาดกลาง (Medium Wind Turbine) มีขนาดกำลังผลิตไฟฟ้าอยู่ระหว่าง 20-200 กิโลวัตต์ เหมาะสำหรับติดตั้งผลิตไฟฟ้าในระบบผสมผสานกับการผลิตไฟฟ้าชนิดอื่น เช่น ระบบผสมผสานดีเซล-เซลล์แสงอาทิตย์-กังหันลม เพื่อใช้ในระบบ Minigrid ตามชุมชนห่างไกล 4.กังหันลมขนาดใหญ่ (Large Wind Turbine) มีขนาดกำลังผลิตไฟฟ้าอยู่ระหว่าง 200-1,500 กิโลวัตต์ เหมาะสำหรับติดตั้งผลิตไฟฟ้าแบบทุ่งกังหันลมบนฝั่ง เพื่อเชื่อมต่อไฟฟ้าเข้ากับระบบสายส่ง (Grid Connection) 5.กังหันลมขนาดใหญ่มาก (Very Large Wind Turbine) มีขนาดกำลังผลิตมากกว่า 1,500 กิโลวัตต์ เหมาะสำหรับติดตั้งผลิตไฟฟ้าแบบทุ่งกังหันลมบนฝั่งและนอกชายฝั่ง เพื่อเชื่อมต่อไฟฟ้าเข้ากับระบบสายส่ง (Grid Connection) เครื่องกำเนิดไฟฟ้า หลักการเบื้องต้นของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) หรือ ไดนาโม (Dynamo) เป็นเครื่องกลไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานกลเป็นพลังงานไฟฟ้า แรงเคลื่อนไฟฟ้า แรงเคลื่อนไฟฟ้า คือแรงดันไฟฟ้าเหนึ่ยวนำ (Induced Emf.) ที่เกิดขึ้นจากการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า ด้วยการทำให้เส้นแรงแม่เหล็กเกิดการเปลี่ยนค่าในหนึ่งหน่วยตามสมการไฟฟ้าต่อไปนี้ ดังนั้นถ้าทำให้เส้นแรงแม่เหล็ก จำนวน 1 เวเบอร์ เกิดการเปลี่ยนค่าในเวลา 1 นาที จะให้กำเนิดแรงเคลื่อนไฟฟ้า 1 โวลต์ การเปลี่ยนค่าสนามแม่เหล็ก ด้วยการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า (Electro Magnetec Induction) นั้น กระทำได้ 2 วิธี คือ ให้ขดลวดในสนามแม่เหล็ก (Moving Coil) และสนามแม่เหล็กหมุนในขดลวด (Rotating Field หรือ Moving Field) ขดลวดหมุนในสนามแม่เหล็ก ตัวนำเคลื่อนที่ในสนามแม่เหล็ก จะให้กำเนิดแรงเคลื่อนไฟฟ้า ตามกฎมือขวาของเฟลมมิง 1 วางตัวนำในสนามแม่เหล็ก N - S 2 ทำให้ตัวเคลื่อนที่ในสนามแม่เหล็กจะให้กำเนิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าบนตัวนำ มีทิศทางเป็นไปตามกฏมือขวาของเฟลมมิง และ 3 แสดงให้เห็นถึงการให้กำเนิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าบนตัวนำ เมื่อให้ตัวนำเคลื่อนที่ตัดสนามแม่เหล็ก ขณะเดียวกันจะให้กำเนิดแรงผลักตัวนำเล็กน้อย ตามกฎมือซ้ายของเฟลมมิงในทิศทางตรงกันข้าม การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าลักษณะนี้ เป็นหลักการเบื้องต้นของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งกระแสตรง (D.C Genertator) และกระแสสลับ (A.C Tenerator : Alternator) ขนาดเล็กให้กำเนิดแรงดันและกำลังค่อนข้างต่ำ สนามแม่เหล็กหมุนในขดลวด ให้ขดลวดอยู่กับที่ ต่อปลายทั้งสองเข้ากับขั้วของกัลวานอมิเตอร์ เมื่อทำให้แท่งแม่เหล็กเคลื่อนที่กลับไปกลับมาภายในขดลวด จะพบว่าเข็มของกัลวานอมิเตอร์แกว่ง (กระดิก) กลับไปกลับมาเช่นเดียวกันแสดงว่ามีกระแสสลับเกิดขึ้นนแล้วบนขดลวด การเหนี่ยวนำแม่เหล็กด้วยวิธีนี้ตรงกันข้ามกับวิธีแรก (ขดลวดหมุน) คือขดลวดอยู่กับที่ ให้สนามแม่เหล็กเป็นตัวหมุนตัดขดลวด แรงเคลื่อนไฟฟ้ากระแสสลับจะเกิดขึ้นบนขดลวดซึ่งอยู่กับที่ การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าลักษณะนี้ เป็นหลักการเบื้องต้นของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternator) ขนาดใหญ่ที่ให้กำเนิดแรงดัน (Voltage) และกำลังไฟฟ้าสูง พลังงานไฟฟ้าที่มีใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายในโลกปัจจุบัน ให้กำเนินจาการเหนี่ยวนำแม่เหล็ก หมุนในขดลวด (Rotating Field หรือ Moving Field) วิธีนี้ทั้งนั้น ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ ระบบไฟ 3 - เฟส ชนิดสนามแม่เหล็กหมุน เครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรง เป็นหลักการเบื้องต้นของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรงที่ประกอบด้วยขดลวดเพียงขดเดียว (2 - ตัวนำ) ซึ่งปลายทั้งสองต่อเข้ากับซี่ทองแดงของคอมมิวเตเตอร์ เมื่อทำให้หมุนในสนามแม่เหล็ก N - S จะให้กำเนิดแรงเคลื่อนไฟฟ้ากระแสสลับบนตัวนำทั้งสองของขดลวด ตามกฎมือขวาของเฟลมมิง และจะเปลี่ยนเป็นกระแสตรงเมื่อต่อผ่านซี่ทองแดงของคอมิวเตอร์ หลักการเบื้องต้นของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรง เครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ ลักษณะเดียวกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรง ต่างกันตรงที่ปลายสายทั้งสองของขดลวดต่อเข้ากับแหวนทองแดง หรือสลิปริง (Slip Ring) จึงนำกระแสสลับที่ให้กำเนิดบนตัวนำไปใช้งานโดยตรง ด้วยการต่อผ่านสลิปริง หลักการเบื้องต้นของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ โครงสร้างและส่วนประกอบของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรง 1.โครง(เปลือกหุ้ม) (Yoke) มีรูปร่างเป็นรูปทรงกระบอกกลวง ทำด้วยเหล็กมีขนาดและรูปร่างตามที่ต้องการ ภายในมีขั้วแม่เหล็กติดอยู่ หน้าที่หลักของเปลือกหุ้มหรือโครง คือ ให้เป็นทางเดินของเส้นแรงแม่เหล็กหรือให้เป็นส่วนหนึ่งของวงจรแม่เหล็ก 2.ขดลวดสนามแม่เหล็ก(Field Windings) เป็นขดลวดทองแดงท่พันบนแกนขั้วแม่เหล็ก เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน จะสร้างขั้วแม่เหล็กให้เกิดขึ้นบนแกนขั้วแม่เหล็ก มีขั้วเหนือและขั้วใต้เพื่อให้เส้นแรงแม่เหล็กออกจากขั้วแม่เหล็กผ่านช่องว่างอากาศไปยังขั้วใต้ผ่านเปลือกหุ้มหรือโครงแล้วย้อนกลับมายังขั้วเหนือ 3.แกนขั้วแม่เหล็ก(Pole shoes) ทำด้วยแผ่นเหล็กไฟฟ้าแผ่นบางๆชนิดที่เคลือบผิวทั้งสองด้านด้วยวัสดุฉนวน แต่ล่ะแผ่นปั้มให้เป็นรูปและมีขนาดตามที่ต้องการ ใช้หลายๆแผ่นมาเรียงซ้อนกัน(เพื่อลดความสูญเสียในแกนเหล็กให้น้อยลง) ให้ได้ขนาดของความหนาหรือความยาวตามต้องการ หน้าที่หลักของแกนขั้วแม่เหล็ก คือ ให้กำเนิดเส้นแรงแม่เหล็ก ไหลจากขั้วเหนือผ่านช่องอากาศไปยังขั้วใต้ ผ่านเปลือกหุ้มหรือโครงแล้วย้อนกลับมายังขั้วเหนือ 4.อาร์เมเจอร์(Armature) ทำด้วยแผ่นเหล็กไฟฟ้าแผ่นบางๆ ที่วางเรียงซ้อนกันกับแกนขั้วแม่เหล็ก มีขนาดและรูปร่างเป็นทรงกระบอกตัน รอบๆเซาะเป็นร่องสล็อต สำหรับใส่ตัวนำที่ต้องการให้เกิดพลังงานไฟฟ้า เมื่ออาเมเจอร์หมุนในสนามแม่เหล็ก อาร์เมเจอร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เรียกว่า ดรัมอาร์เมเจอร์ หรือ อาร์เมเจอร์แบบกลอง 5.คอมมิวเตเตอร์(Commutator) เป็นส่วนที่รองรับปลายสายทั้งหมดของขดลวดอาร์เมเจอร์ ประกอบด้วย แท่งทองแดงหลายๆแท่ง แต่ล่ะแท่งเรียกว่า ซี่ทองแดง อัดรวมกันอยู่บนแกนเดียวกันระหว่างซี่ต่อซี่ทองแดง คั่นด้วยฉนวน โดยทั่วไปใช้แผ่น ไมก้า มีหน้าที่หลัก คือ เปลี่ยนกระแสไฟฟ้าสลับที่เกิดขึ้นบนขดลวดอาร์เมเจอร์ให้กลายเป็นไฟฟ้ากระแสตรง 6.แปรงถ่าน(Brushes) ทำด้วยแท่งคาร์บอน ปกติวางให้สัมผัสอยู่กับหน้าสัมผัสของซี่ทองแดงของคอมมิวเตเตอร์หรือหน้าสัมผัสของสลิปริง เพื่อนำกระแสออกไปจ่ายโหลด หรือนำกลับเข้าไปยังขดลวดของอาร์เมเจอร์ 7.ฝาปิดครอบท้าย ใช้สำหรับปิดท้ายและยึดอกนอาร์เมเจอร์ให้อยู่กับที่ พร้อมทั้งป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในตัวเครื่องกำเนิดไฟฟ้า |
20:14:00 | โดย จิระพงค์ วงค์ประพันธุ์ | ลบ |
สุดยอดมากคร๊^^
มันแพงไปไหมคับ
แต่ก็ดีมากเลย
สุดยอดเลยครับ
อยากเห็นรูปอะคับ พอจะมีรูปไหมคับ
ขอบคุณมากครับกำลังจะทำโปรเจคนี้อยู่พอดีเลย ^ ^
ตอนนี้น้องๆทำงานด้านนี้หรือเปล่าครับ