ผมมีความเชื่อส่วนตัว (ไม่ทราบว่าถูกหรือผิด) ว่าการเรียนรู้เชิงคุณธรรมจริยธรรมเป็นเรื่องที่ต้องทำตลอดชีวิต เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตลอดชีวิตของผม ผมหมั่นเรียนรู้ฝึกฝนซึมซับวางรากฐานคุณธรรมจริยธรรมของตนเองให้มั่นคง ลึกซึ้ง และเชื่อมโยงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเชื่อว่าไม่มีวันเรียนได้จบ
ผมเชื่อว่าการเรียนรู้สูงสุด ได้จากการปฏิบัติ ได้จากการปฏิบัติซ้ำๆ และทบทวนความหมายความรู้สึกที่เกิดกับตัวเอง ทบทวนกับหลักการหรือทฤษฎีที่ปราชญ์สอนไว้ หรือเขียนไว้ หากมีโอกาสก็เอามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนรอบข้าง รวมทั้งกัลยาณมิตร คือมีการทำ AAR เรื่องคุณธรรมจริยธรรมอยู่เสมอ
ผมเชื่อว่าการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ตามด้วยการใคร่ครวญหรือ AAR จะช่วยให้เครือข่ายใยสมองจัดตัวเองโดยอัตโนมัติ ให้เกิดโครงสร้างที่เอื้อต่อทักษะตามที่เราฝึกฝน
การเรียนรู้คุณธรรมจริยธรรมจะได้สูงสุดตอนที่เราทำแบบฝึกหัดของชีวิต หรือเรียนจากสถานการณ์จริง คือเราเผชิญเหตุการณ์จริง ที่จะต้องเลือก ต้องตัดสินใจว่าจะปฏิบัติอย่างไร โดยผมมีหลักการง่ายๆ ว่าการตัดสินใจนั้นขึ้นกับประโยชน์ของใคร หากยึดเอาประโยชน์ส่วนตัวของผม และสังคมขาดประโยชน์หรือถูกทำร้าย ก็ถือเป็นสิ่งที่ผิดคุณธรรมจริยธรรม
ผมคิดว่า การเรียนรู้เชิงคุณธรรมจริยธรรมขั้นสูงสุดอยู่ที่จิตไร้สำนึก หรือพฤติกรรมอัตโนมัติ ปฏิบัติโดยไม่ต้องคิด ไม่ต้องหาเหตุผล การเรียนรู้แบบนี้ต้องได้จากการปฏิบัติฝึกฝนซึมซับซ้ำๆ
น่าเสียดายที่สังคมของเรา (ทั้งโลก?) ซึมซับคุณธรรมจริยธรรมของผู้คนไปในทางตรงกันข้าม คือในทางกระตุ้นโลภะ โทสะ โมหะ ที่ผมเรียกว่ามิจฉาทิฐิ
การเรียนรู้ฝึกฝนจิตใจให้รู้จักเคารพตนเอง เคารพและไว้วางใจผู้อื่น เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เชิงคุณธรรมจริยธรรม และผมได้ดูวิดีโอ documentary ใน Youtube ชื่อ Children full of Life ซึ่งมี ๕ ตอน ทำให้ได้เห็นวิธีสอนคุณธรรมจริยธรรมแก่เด็กวัย ๑๐ ขวบ ของครูญี่ปุ่นที่สอนชั้น ป. ๔ ที่ผมถือเป็นสุดยอดครูคุณธรรม คือสอนแบบไม่สอน
ยิ่งแก่ตัว ผมก็ยิ่งเชื่อว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ให้ความสุขความเจริญแก่ตัวเอง คือการฝึกฝนด้านคุณธรรมจริยธรรม ในแนวลดละโลภะ โทสะ โมหะ
วิจารณ์ พานิช
๑๘ ก.ค. ๕๓ ปรับปรุง ๒๖ ก.ค. ๕๓
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
กระผมก็มีความคิดเห็นคล้ายๆท่านอาจารย์หมอครับผม กระผมก็จินตนาการเพิ่มเติมให้เห็นชัดเจน หากคุณธรรมเปรียบเหมือนอาคาร 4 ชั้น กระผมขอเปรียบเปรยให้เห็นภาพ เพราะคิดว่าสภาวะสิ่งเหล่านี้ไม่มีลักษณะเป็นเชิงกายภาพโดยเนื้อแท้ เมื่อเราขึ้นชั้น 2 เราก็มองเห็นความเป็นไปของชั้นที่ 1 แต่ชั้นที่สูงกว่านั้น เราได้แต่จินตนาการเอา น่าจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ สภาวะจิตที่อิสระขึ้นหน่อย เราก็จะเข้าใจว่า ความเป็นไปแห่งปุถุชน ที่โดน อาสวะกิเลส มันหลอกล่อได้มากมายแค่ไหน ดังกรงขังทางจิตวิญญาณ จึงเป็นทาส โทสะ โมหะและ โลภะ อย่างมากมาย เราก็จะเข้าใจว่า มนุษย์หรือปุถุชนเราๆท่านๆต้องการความมั่นคงเป็นพื้นฐานชีวิต ความไม่รู้ก็ทำให้เรากลัวและสร้างความมีที่พึ่งทั้งกายและใจ บางครั้งทางกายภาพมีมากมาย แต่ทางใจกลับขาดแคลน กระผมมองว่าการมี คุณธรรมต้องมีในระดับที่ “ทำให้มันออนไลน์ในจิต”หากมองให้เป็นระบบมันก็คือ พฤติกรรมของระบบหรือผลลัพธ์ของระบบ (System behavior or system output) เมื่อมันมีเสถียรภาพสูง มันไม่หวั่นไหวมาก แม้มีก็ไม่ทำให้ตกต่ำเกิน กระผมมองว่า ศีล สมาธิและปัญญา มันมีลำดับชั้นของมัน คนที่รู้เท่าทัน มายาจิต ที่มีผลในเชิงลบต่อวิถีชีวิต สติปัญญาจะเข้ากำกับได้ทันเสมอ กล่าวง่ายๆคนที่ฝึกดีแล้ว สิ่งเหล่านี้จะ “ออนไลน์ในจิตและค่อนข้างมั่นคง”หรือเรียกว่า มันมีทั้งถาวรภาพและความยั่งยืน (Stability and sustainability) และฟื้นคืนกลับได้เร็วคือความสามารถในการ recovering นั้น ทำได้เร็วกว่าปุถุชนธรรมดา เพราะมันมี self-awareness ที่ดีครับผม กระผมมองว่า คนที่ฝึกฝนมาดีระดับหนึ่ง มายาจิต หลอกล่อก็คงทำได้ไม่มาก แต่ถ้าบุคคลที่ฝึกฝนดีแล้วคงเป็นเพียงฝุ่นผงกระทบร่างกาย จึงเป็นคนสำรวมและปฏิสัมพันธ์เต็มไปด้วยความมีวิจารญาณ ความรักความเมตตา และ นอบน้อมถ่อมตน เนื่องสภาวะจิตจึงมั่นคง ไม่ตั้งอยู่ในความประมาทที่สูงนี้ สามารถไตร่ตรอง มีปัญญามองเห็นรอบด้านขึ้น กระผมมองว่าตราบได้เรายังไม่หลุดพ้นจากอาสวะกิเลส อย่างสิ้นเชิง สภาวะจิตนี้จะยังเลื่อนขึ้นสูงต่ำได้ เพียงแต่การอยู่ในสภาวะอิสระมันจะสูงกว่า เบาสบายใจ ผ่องใสกว่า จะพบในผู้ที่ฝึกจิตมาดี เพราะมีหัวใจที่บรรจุความรักความเมตตาได้กว้างขวางและใหญ่ขึ้นจึงไม่คับแคบด้วย “อัตตา”
หากสภาวะจิตระดับสูงขึ้นไปเรื่อยเราอาจจะได้สัมผัสพลังงานที่เป็นแหล่งใหญ่ที่มีในทุกคนแต่เราไม่สามารถดึงพลังแฝงเร้นออกมาได้ (Big source of energy or Divine energy) ซึ่งสภาวะนี้ก็ไม่อยู่ในมิติของการรับรู้เพียงแค่โลกๆเท่านั้น.........กล่าวได้ว่า เราได้รับรู้บางสิ่งบางอย่างในชีวิตเราเกิน material world แล้ว แต่เราก็ไม่ลืมตัวว่า สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ในชีวิตเราคืออะไร กระผมเชื่อว่าอย่างนั้นครับผม
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต
รักแท้ด้วยเมตตาตามหลักพุทธ
เป็นที่สุดแห่งความสุขไม่ทุกข์หนอ
มีแต่ให้ไม่รอรับเพราะเพียงพอ
เพียงจิตขอเธอหลุดพ้นจากวังวน
เกิดเป็นคนมีธรรมะวิเศษสุด มันช่วยหยุดความใฝ่ต่ำอย่างดีหนอ
เกิดเป็นคนควรรู้จักความเพียงพอ ช่วยเสริมต่อความเป็นคนสมบรูณ์เอย