น้อมระลึกถึงแม่ ยกมือไหว้และถ่ายรูปเก็บอีก 2-3 รูป ก่อนเดินกลับบ้านด้วยความรู้สึกเบาสบาย ทั้งกาย-ใจ

    เมื่อวานนี้ (3 สค. 53) เวลา 7 น.เศษ หิ้วปิ่นโตไปวัดสุทธาวาส วัดที่เคยอุปสมบทที่นั่น ก่อนไปจำพรรษาที่สวนโมกข์ และเป็นวัดที่แม่พาไปด้วยตอนเข้าวัดทำบุญวันพระและวันสำคัญทางศาสนา  คนเยอะเกือบเต็มศาลา ร่วมรับศีล ฟังธรรมจากท่านเจ้าอาวาสคือพระครูเกษมธรรมรังษี ที่อดีตเราเคยเรียกท่านอย่างคุ้นเคยว่า “พี่หลวงดำ

    

        ที่วัดสุทธาวาสบ้านเรา ชาวบ้านใช้บทสวดที่มีคำแปลไทยหลังกล่าวคำบาลี ทำให้ได้รู้ความหมายไปด้วย  และตอนกล่าวถวายภัตตาหาร ชาวบ้านก็ว่าพร้อมๆกันได้อย่างถูกต้องทั้งบาลีและคำแปลไทยโดยไม่ต้องมีใครกล่าวนำ  

       ก่อนพระท่านจะฉันอาหารก็มีการสวดและมีบทแปลไทยในการพิจารณาอาหารว่าขบฉันไปทำไม เพื่ออะไร เช่นไม่ใช่เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลินในรสอาหารเป็นต้น

      พอพระเริ่มฉัน ก็มีอุบาสิกาคือพี่สำรวย ศรีสมัย เป็นคนกล่าวนำสวดมต์ทำวัตรเช้าแปลไทย  พี่สำรวยเป็นลูกสาวคุณครูปัติ ศรีสมัย ผู้ที่เคยเป็นครูสอนท่านอาจารย์พุทธทาสในระดับประถมศึกษา  และท่านอาจารย์พุทธทาสเคยฝากผ้าไตรให้ผมนำไปร่วมงานศพของคุณครูปัติเมื่อปี พศ.2531

      เสร็จพิธีราว 9 โมงก็หิ้วปิ่นโตเดินกลับบ้านซึ่งอยู่ห่างวัดไปทางตะวันตกเพียงประมาณ 200 เมตร  เสียดายที่ไม่อาจนั่งล้อมวงทานข้าวกับหมู่ญาติและชาวบ้านบนศาลาแบบที่เคยไปกับแม่ตอนสมัยเด็กๆได้ เพราะมีคนรออยู่ที่บ้าน และต้องรีบไปเปิดร้าน

     เดินมาถึงประตูกำแพงวัดมองเห็นเจดีย์ขาวบรรจุอัฐิของแม่อยู่ริมกำแพงด้านขวามือ ก็วางปิ่นโตลงกับพื้น น้อมระลึกถึงแม่ ยกมือไหว้และถ่ายรูปเก็บอีก 2-3 รูป ก่อนเดินกลับบ้านด้วยความรู้สึกเบาสบาย ทั้งกาย-ใจ

                                  

         จบข่าวแบบชาวบ้าน ชาวบ้าน

      อิ อิ อิ