ขบถหรือนักคิดนักเขียน

  ผู้สร้างผลงานศิลปะในท้องถิ่น

                  เกษม คนไว

  เป็นศิลปินที่สร้างสรรค์งานศิลปะสาขาทัศนศิลป์

ประเภทวรรณกรรม

  ประวัติส่วนตัว

                ชื่อ นายเกษม คนไว

อายุ 35 ปี เกิด 9 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2518

               การศึกษา ชั้นประถม    โรงเรียนบ้านนาสะเม็ง             

                                ชั้นมัธยม      โรงเรียนดอนตาลวิทยา           

                                อุดมศึกษา    มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

                                     ปัจจุบัน     ทำงาน อบต. นาสะเม็ง

                               ตำแหน่งเจ้า   หน้าที่วิเคราะห์นะโยบายและแผน

     - ช่วงแรกที่ได้รับแรงบันดานใจในการเขียนวรรณกรรม ?

                ตอบ เริ่มตอนที่เข้ามาเรียน ม.ราชภัฏสกลนครปี ๑ ได้ซึมซับจากการอ่านหนังสือรับน้องของ ม.ธรรมศาสตร์ ชื่อว่า “ปะ ทุ”   เป็นหนังสือที่ว่าด้วยอุดมคติ เช่นจิตรภูมิศักดิ์

แล้วเกิดการตั้งคำถามรอบข้าง สังคมของเรา ว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

            - แล้วเกิดอะไรตามมาจากการตั้งคำถาม ?

                 ตอบ เริ่มต้นเกิดการรวมกันกับเพื่อนนักศึกษาตั้งกลุ่มวรรณกรรมชื่อ “กลุ่มวรรณกรรมห้วยทราย”อยู่ที่ คณะมนุษยฯ

            -แนวความคิดช่วงแรกกับงานเขียน ?

                 ตอบ สะท้อนชีวิต สังคมความเป็นอยู่ การศึกษาในมหาลัยเป็นการตั้งคำถาม  กับการศึกษาในเรื่องระบบการเรียนการสอน ช่วงแรกใช้นามปากกาว่า ? ศ.สภา

เส้นขนานที่บรรจบของท้องทุ่ง

“รวงเอ๋ยรวงทองเมื่อยามมองรองเรืองเหลืองอร่าม

ลมพัดพลิ้วหวิวไหวไกวรวงตาม

ใต้ฟ้าครามเมื่อฝนเลิกหล่นพราว

อีกไม่นานเพลงเดียวจะเกี่ยวแล้ว

ปี่ตอซังดังเจื้อยแจ้วแผ่วลมหนาว

ส่งสำเนียงเว้าวอนอ้อนดวงดาว

ชวนหนุ่มสาวมาจับเคียวเกี่ยวรวงเอย”

                                                     ขัวญชรินทร์ ขวัญนคร

            - เขียนงานเพื่อจะบอกอะไรกับสังคมช่วงนั้น ?

                 ตอบ ช่วงแรกได้งานเขียนชื่อว่า “ไม่อยากเป็นควาย”คือการศึกษาเหมือนควายกินหญ้า  ครูเหมือผู้จูงควาย ผู้จูงจะพาไปไหน จะให้กินหญ้าตรงไหนแล้วล่ามเอาไว้ให้กินตรงนั้น จัดพิมพ์แผ่นพับแจก

 “ท่านพุทธทาสมองการศึกษาของไทยว่าเป็นแบบหมาหางด้วน แต่ผมมองว่าการศึกษาในสถาบันราชภัฏสกลนครเป็นแบบควายกินหญ้า คือมีครูเป็นผู้จูงควายออกไปหาหญ้า โดยที่ควายไม่มีอิสระในการหาแหล่งหญ้า ถ้าควายไหนดื้อดึงก็จะถูกผู้จูงตวาดด่า ถูกเฆี่ยนตี ต่อให้ควายไปกินหญ้าตามที่ครูจูงไปครบทุกแห่งก็ไม่สามารถทำให้ควายรู้จักแหล่งหญ้ามากไปกว่าครูผู้จูง จะมีควายสักกี่ตัวที่กล้าขวิต ครูผู้จูงเพื่อไปหาแหล่งหญ้าด้วยตัวเอง”

ส่วนหนึ่งของงานเขียน“ไม่อยากเป็นควาย”

พิมพ์ครั้งแรก “จุลสารของคนบ้าสภาปริทรรศ์2538”

              - เสียงสะท้อนกับมาเป็นอย่างไร ?

                 ตอบ มีการตอบรับอย่างมากมายมีทั้งเสียงของนักศึกษาและอาจารย์ บ้างก็ว่าไม่เคารพครู บ้างก็เห็นด้วย หึๆๆ -วารสารออกตามมาอีกไหม ? ก็ออกตามมาอีกเทอมละ ๒ ฉบับครับ -แบบเดิมรึเปล่า ? ก็เป็นการตั้งคำถามเหมือนเดิม เช่นปรัชญาในแก้วเหล้า สถาบันราชภัฏสกลนครโบราณสถานที่รอการบูรณะ

              - จุดเปลี่ยนของงานเขียน ?

                 ตอบ ช่วงเรียนอยู่ปี ๓ ได้ หันมาอ่านหนังสือการเมือง การปกครอง เศษฐกิจสังคม เริ่มมีการอ้างอิงเป็นในลักษณะวิชาการมากกว่าช่วงแรก คือช่วงแรกจะเขียนเป็นลักษณะพรรณนา ใช้จินตนาการความเป็นอุดมคติในการเขียน มาเขียนบทความทางวัฒนธรรม มีการอ้างอิงเชิงวิชาการ และส่งงานเขียนเข้าร่วมประกวดของมูลนิธิร่วมจิตรน้อมเกล้าได้รางวัลที่สาม ระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ

               เรียนจบวิถีชีวิตเปลี่ยนไปเริ่มห่างไกลกองหนังสือ หันมาเขียนเรื่องสั้น บทบันทึกจากชีวิตตัวเอง โดยได้รับแรงกดดันจากคนรอบข้างที่ตั้งคำถามกับตัวเรา"ทำไมเรียนจบแล้วถึงไม่ไปทำงานในเมือง ไปสอบเป็นครูเป็นเจ้าเป็นนาย ทำงานในเมืองกรุงส่งเงินให้ทางบ้านสร้างบ้านหลังโตๆนาก็จ้างคนมาทำ"

                เป็นงานเขียนเป็นบทบันทึกมากกว่า

                ทำเป็นอาชีพ มีคือเขียนให้กับหนังสือกรุงเทพธุรกิจรายสัปดาห์ สยามรัฐ นิตยาสารผู้หญิงไทย

                ทำสำนักพิมพ์ ช่วงหลังเคยทำหนังสือทำมือขายแล้วร่วมหุ้นกับเพื่อนนัเขียน ประกาศิต คมไว ทำสำนักพิมพ์นาสะเม๊งปัจจุบันออกหนังสือแล้ว 2 เล่มคือ ธันวาคมลมหนาวแห่งความคิถึงและคมความคิด พ่อเล็กกุดวงศ์แก้ว

ผีเป็นธรรมนูญชุมชน

ธรรมนูญชุมชนนั้นคนสมัยก่อนเรียกว่า “ผี” ถ้าทำผิดธรรมนูญก็คือผิดผี บทลงโทษก็คือผีจะหักคอ คือทำให้เสียชีวิตหรือทำให้เจ็บป่วยเพราะฉะนั้นธรรมนูญชุมชนจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาก เพราะทุกคนกลัวผีมาก

  • กฎหมายบอกว่าถ้าตัดต้นไม้จะผิดกฎหมาย แต่คนที่ใช้กฎหมายคือตำรวจ

 ถ้าตำรวจเห็นก็ถูกจับแต่ถ้าตำรวจไม่เห็นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่ถ้าเป็นเรื่อง “ผี” ถ้าบอกว่าตัดไม้ตรงนี้ผีจะหักคอชาวบ้านจะไม่ตัดเลยเพราะกลัวผีหักคอ นี่คือ ความศักดิ์สิทธิ์ของผี เป็นภูมิปัญญาของผู้เฒ่าผู้แก่ สมัยก่อนที่เขาอาศัยบุคคลที่สามคือ “ผี”มาเป็นตัวควบคุมพฤติกรรมของคนในชุมชน

มุมมองและแนวคิดด้านศิลปะ

“ผมมองว่างานศิลปะของไทยในปัจจุบันนี้ยังอยู่ในวงแคบๆ เฉพาะผู้ชอบงานศิลปะเท่านั้นงานศิลปะยังไม่มีพลังดึงดูดให้คนส่วนใหญ่ในสังคมหันมาให้ความสนใจได้”

ทั้งนี้ก็ไม่ได้โทษคนทำงานศิลปกรรมว่าไม่สามารถสร้างงานที่ดึงดูดคนส่วนใหญ่ได้ นั่นเป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตที่เคร่งเครียดขึ้น เร่งรีบทำงานไม่มีเวลาให้ชีวิตหาความสุนทรีย์ แต่มักจะเข้าสถานบันเทิง เพราะเสพความสุขทางโลกได้ง่ายกว่า รวมถึงการเรียนการสอนก็ให้นิยมบูชาฝรั่ง และที่แสดงผลงานศิลปะมีแต่ในส่วนกลางคือในเมืองหลวง ตามต่างจังหวัดจะไม่มี หอศิลป์ประจำจังหวัดหรือประจำอำเภอน่าจะมีทุกๆอำเภอและมีงานแสดงเป็นประจำ ตรงนี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาวหรือเด็กๆได้สร้างผลงานศิลปะดีๆเก็บไว้ที่หอศิลป์ประจำอำเภอ ผมว่าส่วนนี้ภาครัฐต้องจัดให้เป็นวาระแห่งชาติ

“ อย่างงานศิลปกรรมแห่งชาติ ผลงานที่ได้รับรางวัลหรือที่ได้ร่วมแสดง เก็บไว้ทำไมงานดีๆเสียหมด น่าจะกะจาย สู่ต่างจังหวัดจัดแสดงตามสวนสาธารณะ ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดหรือมอบให้สถานศึกษา ให้ประชาชนและคนที่สนใจได้ศึกษาเรียนรู้ ไม่รู้จะเก็บไว้ในหอคอยงาช้างทำไม”