แบบทดสอบภาวะผู้นำ

ข้อสอบวิชาภาวะผู้นำ 5 ข้อ มีดังนี้

1. ถาม  วิธีการในการพัฒนาภาวะผู้นำสามารถทำได้อย่างไรบ้าง

  ตอบ ในการพัฒนาภาวะผู้นำสามารถทำได้อย่างหลากหลาย มีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป  ตามบริบทและปัจจัยที่ต่างกันจึงขอเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเป็นขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 พัฒนาวิสัยทัศน์   (vision) และโฟกัสความคิด      ความสามารถในการมีสภาพที่ชัดเจนในสิ่งที่ คุณต้องการให้บรรลุ ตามเป้า   หมาย  เช่น อับราฮัม ลินคอร์น มีวิสัยทัศน์ของเสรีภาพ สำหรับคนอเมริกันทั้งหลาย ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการ ที่แท้จริงของคนและให้ความเป็นหนึ่งเดียวแก่เขา    โธมัส เอดิสัน มีวิสัยทัศน์ในการให้แสงสว่างโดย การใช้พลังไฟฟ้า วิสัยทัศน์ให้ ทิศทาง ปลายทางที่มีคุณค่า แรงจูงใจ ภาพประกอบ ความกระตือรือร้น ความรู้สึกในผลสัมฤทธิ์ และการตอบ สนองต่อวัตถุประสงค์  

 ขั้นตอนที่ 2 ตั้งเป้าประสงค์ เมื่อมีวิสัยทัศน์แล้ว ให้ตั้งเป้าประสงค์ การตั้งเป้าประสงค์คือกุญแจสู่ความสำเร็จ พัฒนาแผนการ แล้วปฏิบัติตาม

ขั้นตอนที่ 3 พัฒนาความริเริ่ม ตื่นตัวและอดทน เพื่อทำให้เป้าประสงค์ บรรลุความสำเร็จ ให้ริเริ่ม   จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ กล่าวว่า "บางคน มองสิ่งต่าง ๆ ดังที่มันเป็นและถามว่าทำไม แต่บางคนฝัน ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นไปไม่ได้ แล้วพูดว่าทำไมเป็นไปไม่ได้"

ขั้นตอนที่ 4 พัฒนาความมั่นใจในตัวเอง หนทางเดียวที่เราจะได้ความมั่นใจในตัวเองก็คือ การเอาตัวเราเข้าเสี่ยง โดยการเสี่ยงตัวเรา เราจะได้รับ ประสบการณ์   

ขั้นตอนที่ 5 พัฒนาความรับผิดชอบส่วนตัว เราต้องมีความรับผิดชอบส่วนตัวต่อความคิด การ กระทำ และความรู้สึกของเรา ปัญหาพื้นฐานกับสังคมใน ทุกวันนี้ก็คือคนส่วนใหญ่ไม่อยากรับผิดชอบต่อการกระทำ ของตัวเอง ผู้นำเข้าใจสิ่งดังกล่าวและควบคุมจุดหมายปลาย ทางของตัวเอง ถ้าเราตำหนิคนอื่นในความผิดพลาดของเรา เราก็ไม่สามารถดูแลชีวิตของเรา ถ้าเราไม่สามารถดูแลชีวิต ของเรา เราก็ไม่สามารถแสดงออกซึ่งภาวะผู้นำส่วนตัวที่ แท้จริง ถ้าเราทำผิดพลาด เราต้องยอมรับมัน เรายังต้อง เต็มใจที่จะแก้ไขโดยไม่ปกป้องตัวเอง การปกป้องตัวเอง คือสัญญาณของความรู้สึกไม่มั่นคง

ขั้นตอนที่ 6 พัฒนาภาพลักษณ์ตัวตนที่สมบูรณ์  แกรี่ อาร์ ฮิคกิงโบธัม กล่าวว่า "ภาพลักษณ์ตัวตน (self image) คือภาพทางความคิดของบุคคลที่เราคิดว่าคือ เรา" ในชีวิตของเรา มีกฎจำนวนหนึ่งที่ควบคุมผลลัพธ์ของ เรา กฎแห่งความโน้มถ่วงทำงานตลอดเวลาไม่ว่าเราชอบ มันหรือไม่ ในทำนองเดียวกัน กฎภาพลักษณ์ตัวตนก็ทำ งานเช่นเดียวกัน นั่นคือเราจะไม่อยู่เหนือภาพที่เราสร้างขึ้น

 ขั้นตอนที่ 7 พัฒนาการจัดระเบียบตัวเอง  การจัดระเบียบตัวเอง คุณต้องรู้ว่าจะทำอะไร ต่อไปเพื่อให้บรรลุผลเป้าประสงค์  เช่น บันทึกทุกสิ่งทุกอย่าง สุภาษิตโบราณของจีน กล่าวไว้ว่า "ดินสอที่สั้นที่สุดยังดีกว่าการจดจำที่ยาวที่สุด" ใช้ระบบอนุทินประจำวันที่ดี ใช้รูปแบบที่ดีที่สุด สำหรับคุณ ครูหลายคนชอบปฏิทินที่ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ  ทำรายการที่ต้องทำประจำวัน ทำรายการภารกิจ ที่จะทำในวันต่อมา เมื่อทำเสร็จแล้ว ให้เรียงตามลำดับก่อน หลัง ใช้ทักษะการบริหารเวลา ถ้าคุณต้องการให้ทำ บางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จ ให้คนที่ไม่ว่างทำทำไมละ เพราะ เขารู้วิธีจัดลำดับก่อนหลังและเอาชนะอุปนิสัยการผัดวัน ประกันพรุ่ง วางแผนภารกิจเป็นสัปดาห์และทำตามที่คุณ ได้วางแผน มีเป้าประสงค์ระยะสั้นและระยาว แล้วคุณจะ พบว่ามันง่ายในการตัดสินที่จะทำเป็นรายวัน

ขั้นตอนที่ 8 กำจัดการผัดวันประกันพรุ่ง  คือ แนวโน้มในการเลื่อนภารกิจ แทนที่จะลงมือปฏิบัติเดี๋ยวนี้ เพื่อเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่ง ให้พัฒนาอุปนิสัยเชิงสร้างสรรค์เพื่อทดแทนอุปนิสัยที่ไม่สร้างสรรค์ แกรี่ อาร์ ฮิคกิงโบธัม เสนอแนะสี่แนวทางในการเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่ง

1) ยอมรับว่าคุณเลื่อนการทำสิ่งต่าง ๆ การยอมรับสิ่งดังกล่าวคือพันธะที่จะแก้ไขมัน

2) เรียนรู้เกี่ยวกับการผัดวันประกันพรุ่ง ให้เข้าใจว่าทำไมคุณจึงทำสิ่งดังกล่าว เหตุผลสำคัญที่คนเลื่อนการทำสิ่งต่าง ๆ ได้แก่

- ความไม่มั่นคง (กลัวต่อผลสัมฤทธิ์)

- ความสับสน (ตัดสินใจไม่ได้ว่าทำอะไรต่อไป)

- การลืม (ความจำไม่ดี)

- ไม่รับผิดชอบส่วนตัว

- กลัวการเปลี่ยนแปลง (ชอบอยู่ในโซนสบาย)

- กังวล (กลัวผลในอนาคต)

- ความซ้ำซาก (เมื่อเขาเห็นว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ เขาก็จะผัดวันประกันพรุ่ง)

- ความเมื่อยล้าทางจิตใจ (ทำงานมากเกินไป สมองมีเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ)

3) เลือกแผนปฏิบัติการที่แน่นอน ทำรายการขั้นตอนที่คุณตั้งใจจะนำออกใช้เพื่อให้ได้การตอบสนองที่พึงประสงค์

4) นำแผนปฏิบัติการออกใช้ ทำตัวให้เป็นบุคคลที่ทำเดี๋ยวนี้

ขั้นตอนที่ 9 ศึกษา  คนที่ต้องการเก่งในงานต้องศึกษา ถ้าคุณต้องการ เป็นนักศึกษาที่ดี คุณต้องศึกษา ถ้าคุณต้องการเป็นหมอที่ ดีคุณต้องศึกษาการแพทย์ ถ้าคุณต้องการเป็นพ่อแม่ที่ดี คุณต้องศึกษาศิลปะการเป็นพ่อแม่ ถ้าคุณต้องการเป็นผู้นำ ที่ดีของตัวคุณเองและของคนอื่น คุณต้องศึกษาภาวะผู้นำ สิ่งดังกล่าวหมายความว่า การพูดคุยกับคนที่ประสบความ สำเร็จและถามเขาว่าเขาประสบความสำเร็จในผลลัพธ์อย่าง ไร อีกทั้งยังหมายถึงการอ่านหนังสือเกี่ยวกับภาวะผู้นำและ ความสำเร็จ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้ประสบความ สำเร็จในชีวิตคือนักศึกษาที่กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้มากขึ้น

ขั้นตอนที่ 10 เพิ่มจุดแข็ง  ขั้นตอนแรกสู่ความสำเร็จก็คือการระบุจุดแข็งด้าน ภาวะผู้นำของคุณเอง ถามตัวคุณเองว่าคุณสมบัติส่วนตัว หรือจุดแข็งที่คุณมี มีอะไรบ้างที่สามารถเปลี่ยนเป็น คุณสมบัติทางภาวะผู้นำ อะไรที่เป็นความเฉลียวฉลาดที่ คุณมีอยู่ ใช้มันให้เป็นประโยชน์กับคุณ

เดล คาร์เนกี้กล่าวว่า ไม่ว่าคุณจะมีจุดแข็งอะไร ความอดทน จินตนาการที่ยอดเยี่ยม เจตคติในทางบวก หรือความรู้สึกที่หนักแน่นต่อคุณค่า ให้มันงอกงามสู่ภาวะ ผู้นำ จงจำไว้ว่า การกระทำมีพลังเหนือกว่าคำพูด

ข้อ 2 ทฤษฎี 3 มิติ ของเรดดิน ประกอบด้วยอะไรบ้างและผู้นำที่มีประสิทธิภาพสูงสุดได้แก่แบบใดบ้าง

ทฤษฎี 3 มิติของเรดดิน ( 3 – D  Leadership  Effective  Model )

                ทฤษฎี 3 มิติของเรดดิน William J. Reddin     เป็นทฤษฎีที่ศึกษาเกี่ยวกับภาวะผู้นํ าและแบบของผู้นำทางการบริหาร   ทฤษฎีนี้เชื่อว่า มนุษย์ทุกคนล้วนแต่มีลักษณะความเป็นผู้นำและแบบของผู้นำอยู่ด้วยกันทั้งนั้นจะต่างกันก็เพียงแต่ว่าแบบของผู้นำแต่ละคนไม่เหมือนกันและลักษณะความเป็นผู้นำมีมากน้อยต่างกัน  บางคนอาจยึดมั่นแบบผู้นำแบบใดแบบหนึ่งตลอดไป   แต่บางคนอาจจะเปลี่ยนแบบผู้นำไปตามเวลา  สถานการณ์  สิ่งแวดล้อมและตำแหน่งหน้าที่การงานที่รับผิดชอบ

          วิลเลียม  เจ.เรดดิน ( William  J. Reddin )  พัฒนารูปแบบตามทฤษฎี 3 มิติ จากการวิจัยที่มหาวิทยาลัยโอไฮโอ ( Ohio  University )   โดยมีสมมติฐานคล้ายกับแบบพฤติกรรมผู้นำสถานการณ์ของ Fiedler  บนพื้นฐานแนวคิดการศึกษาภาวะผู้นำของเรดดิน  แบ่งออกเป็น  3 มิติ  คือ

1. มิติมุ่งงานหรือกิจสัมพันธ์   (Task Orientation)  เป็นพฤติกรรมมุ่งให้ผู้ร่วมงานหรือผู้ตามปฏิบัติงานอย่างได้ผล  โดยผู้นำริเริ่มจัดการและอำนวยการ

                2. มิติมุ่งสัมพันธ์ภาพ หรือ มิตรสัมพันธ์ (Relation Orientation)  เป็นพฤติกรรมของผู้นำที่แสดงให้เห็นความเห็นอกเห็นใจ  ไว้วางใจ  และให้กำลังใจในการปฏิบัติงาน

3. มิติมุ่งประสิทธิผล (Effectiveness  Orientation )

 

 ผู้นำที่มีประสิทธิภาพสูงสุดได้แก่แบบใดบ้าง

          ตอบ  ผู้แบบผู้ผสมผสาน (Integrated)   สูงทั้งงานและคนได้อย่างผสมผสาน  เป็นผู้ที่สามารถที่จะอิงอำนาจหน้าที่ของตนไว้กับวัตถุประสงค์ นโยบาย ตลอดจนความมุ่งหมายหรืออุดมคติที่มีอยู่ เป็นผู้ที่พยายามจะรวบรวมผู้ปฏิบัติงานกับองค์การให้เข้ากัน  ต้องการให้ลูกน้องเข้ามาส่วนร่วมไม่แสดงความแตกต่างในเรื่องอำนาจหน้าที่มากนัก  เป็นผู้ที่ชอบการมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน หรือมีการรับผิดชอบร่วมกัน สนใจในเทคนิคการจูงใจลูกน้อง

2. แบบมิตรสัมพันธ์ (Related)   เป็นแบบที่เน้นให้ความสำคัญมากในด้านที่เกี่ยวกับคนแต่เน้นให้ความสำคัญน้อยในด้านที่เกี่ยวกับงาน  เชื่อว่าคนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่สุด จะต้องมาก่อนเรื่องงาน จะเน้นในเรื่องการพัฒนาบุคคลเป็นสำคัญ  เป็นคนแบบกันเอง เงียบๆ ไม่เป็นที่สังเกตของใคร ชอบสนทนาวิสาสะ เห็นอกเห็นใจคน  ยอมรับเห็นด้วยกับผู้ร่วมงาน มีอัธยาศัยเป็นมิตร

ชอบสร้างบรรยากาศของความอบอุ่น ปลอดภัย มั่นคงในหน่วยงาน

3. แบบผู้แยกตัว (Separated)   ผู้นำแบบนี้ไม่เอาทั้งคนและงาน  เป็นแบบผู้ที่มีนิสัยระมัดระวัง  เป็นผู้ชอบเก็บตัว ไม่ชอบเป็นผู้กว้างขวาง จะให้ความสำคัญในด้านตัวคน และตัวงานในระดับต่ำ  นักบริหารที่มีลักษณะเช่นนี้จะได้ผลงานน้อย  น้อยครั้งที่จะให้ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ไม่คิดอ่านแบบสร้างสรรค์ ชอบขัดขวางผู้อื่น ชอบขัดแย้งกับผู้อื่นหรือทำให้งานยากขึ้นโดยไม่เข้าเรื่อง มักจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลง  ไม่ค่อยร่วมมือกับใคร

4. แบบผู้เสียสละ (Dedicated)  เน้นด้านงานสูงมาก ส่วนคนให้ความสํ าคัญต่ำ จะมีลักษณะของการมุ่งที่จะเอาอะไรก็จะเอาให้ได้  เป็นคนที่ออกจะกล้าทำ บางครั้งก็ถึงขั้นก้าวร้าวไปบ้าง มีความมั่นใจในตัวเองอยู่มาก ปกติเป็นชอบริเริ่มงาน มักจะกำหนดงานการให้ลูกน้อง  งานจะต้องมาก่อนเรื่องอื่นเสมอ

 

คำถาม จากการศึกษาของ Blakeและmouton ได้ผู้นำกี่แบบอะไรบ้าง
          
       จากการศึกษาของ Blake และ Mouton ในเรื่องของภาวะผู้นำ โดยจัดผู้นำออกเป็น 81 แบบ                                                                 ตามกรอบของ Managerial Grid

 

       ตามกรอบของ Managerial Grid ของ Blake กับ Mouton สามารถอธิบายผู้นำแบบหลักๆ ได้ 5 แบบ ดังนี้
              1) 1,1 เป็นผู้นำแบบปล่อยตามสบาย ไม่มุ่งทั้งคนและงาน งานไม่ประสบความสำเร็จ ผู้ใต้บังคับบัญชาขาดขวัญและกำลังใจ
              2) 5,5 เป็นผู้นำแบบประชาธิปไตย อยู่ในระดับกลาง
              3) 1,9 เป็นผู้นำแบบมุ่งคน เน้นการสร้างขวัญและกำลังใจเพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้รับความสุข แต่ขาดประสิทธิภาพของงาน งานไม่บรรลุเป้าหมาย
              4) 9,1 เป็นผู้นำแบบมุ่งงาน เน้นผลสำเร็จของงานเป็นหลัก ขาดการบำรุงขวัญและกำลังใจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา
              5) 9,9 เป็นผู้นำแบบที่มุ่งงานและมุ่งคน เน้นผลสำเร็จของงานและยังสามารถสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถทำงานให้สำเร็จได้อย่างมีความสุข
       หากพิจารณาตามหลักพื้นฐานอย่างง่าย เราก็จะมองการเป็นผู้นำที่เก่งและดีจากความรู้ความสามารถในเรื่องของคนและงาน หมายความว่า ผู้นำต้องสามารถนำทีมงานให้สามารถทำงานได้สำเร็จบรรลุตามเป้าหมายขององค์การ และสามารถสร้างสายสัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้นได้ระหว่างสมาชิกในทีมงาน ทำความเข้าใจง่ายๆ ก็คือ ทุกคนในทีมงานทั้งตัวผู้นำและผู้ตาม สามารถทำงานร่วมกันให้ประสบความสำเร็จได้อย่างเป็นสุขนั่นเอง
 

เอกสารอ้างอิง จาก  สิริลักษณ์สุวรรณบดี  มหาวิทยาลัยหาดใหญ่