อุปาทาน : การยึดถือ

ไฉน
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
เมื่อมีคนมาด่า เรามีอัตตาเป็นตัวรองรับคำด่า เราจะรู้สึกไม่ชอบ ไม่พอใจ โกรธ

       ทุกคนเคยถือสิ่งของ หรือหิ้วสิ่งของ หากสิ่งของเบาก็ถือหรือหิ้วได้นานหน่อย เมื่อเมื่อยก็วาง  หากเป็นของหนักก็ถือได้ไม่นาน รู้ตัวเองว่าไม่ไหวก็วาง หากยังดื้อถือต่อก็ทั้งเมื่อยและหนัก ร่างกายก็จะทานไม่ไหว เกิดอันตรายกับร่างกายได้

       ส่วนทางใจ การยึดถือนั้น คือการยึดถือสังขารร่างกายนี้ว่าเป็น “เรา” (อหังการ) ซึ่งก็คืออัตตาหรือตน  และว่าเป็น “ของเรา” (มมังการ) ซึ่งเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอัตตา ทั้งสองประการนี้จะมาด้วยกันเสมอ เพราะเมื่อมีอัตตา ก็ต้องมีสมบัติของอัตตาประกอบด้วย เช่น แฟนของฉัน รถของฉัน บ้านของฉันเป็นต้น หลวงพ่อพุทธทาสท่านกล่าวการยึดถือนี้ว่า ตัวกู  และ ของกู

       เมื่อมีความรู้สึกกับสังขารร่างกายนี้ว่า เป็นอัตตา ตัวตนของเรา ความรู้สึกก็จะแปรสภาพไปต่างๆ นาๆ ตามเหตุปัจจัยที่เข้ามากระทบ  เช่น เมื่อมีคนมาด่า เรามีอัตตาเป็นตัวรองรับคำด่า เราจะรู้สึกไม่ชอบ ไม่พอใจ โกรธ เป็นต้น ถ้าไม่มีอัตตาเป็นเครื่องรองรับคำด่า คำด่านั้นก็ผ่านเลยหายไป ไร้ความหมาย กลายเป็นว่า คำด่าก็ไม่มีเช่นกัน ดังนิทานเซ็นที่ว่า "เมื่อไม่มีกระจกฝุ่นจะเกาะอะไร" หรือนิทาน "ลิงกำถั่ว"  สลัดอุปาทานออกจากตัวตนได้ก็อยู่สบาย ตัวตนที่เราเห็นกันอยู่เป็นเพียงตัวตนภายนอก เพื่อการทำหน้าที่ที่ถูกต้องเท่านั้นเอง หน้าที่นั้นคือกำจัดความทุกข์มิใช่มีไว้รองรับความทุกข์

       อุปาทานนี้เป็นพี่ใหญ่อีกตัวหนึ่งของกลุ่มสมุทัย หากจะเปรียบเทียบกับที่ผ่านมามีอวิชชาเป็นพ่อ ตัณหาเป็นแม่ อุปาทานก็ต้องเป็นลูกคนแรก ซึ่งก็คือพี่ใหญ่ตัวจริง

       อุปาทานมี ๔ ประการ คือ

       ๑.  กามุปาทาน การยึดมั่นถือมั่นในกาม

       ๒.  ทิฎฐุปาทาน การยึดมั่นถือมั่นในทิฎฐิ

       ๓.  สีลัพพะตุปาทาน การยึดมั่นถือมั่นในศีลข้อวัตรปฏิบัติ

       ๔.  อัตตะวาทุปาทาน การยึดมั่นถือมั่นในวาทะว่าตน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เพิงชุมพวง



ความเห็น (0)