ทีมของพวกเรายังคงคุยกันต่อ  เพราะเมื่อลองอ่าน proposal ของทุกหน่วยงานแล้ว  ปัญหาสำคัญที่พบ  พบว่าคิดงานไกลตัว  แทนที่จะคิดจากหน้างานที่ทำ  งานประจำที่ทำ  เรื่องที่จะทำมันใหญ่เกินไป  ทำให้ฉันมั่นใจว่า  พวกเรายังไม่เข้าใจ R2R  ซึ่งไม่แปลกและไม่ผิดเลยกับบริบทขององค์กรในขณะนี้   proposal ที่เขียนมาพบว่าร้อยละ ๙๒  เขียนไม่ถูกต้อง  เมื่อให้ร้อยละ ๘  มาเล่าและอธิบายให้ร้อยละ ๙๒  ฟัง  ก็ยังไม่เก๊ท  ทำไงดีล่ะ  กลวิธีของพวกเราจะทำอย่างไร  เมื่อให้ทีม(คุณอำนวย) ของพวกเราเองลงมือเป็นนักสอนบ้าง  ก็โอนะ  แต่ยังไม่เวิร์คเท่าที่ควร  ซึ่งวิธีของพวกเราก็ยังติดเรื่อง Methodology อยู่  รู้เองแต่อาจถ่ายทอดให้คนฟังไม่รู้เรื่อง  นี่หรือเปล่าที่เขาเรียกว่า  ตกหลุมพราง
        วันหนึ่งเมื่อ ผอก.ถามว่า R2R เป็นอย่างไรบ้าง   ประตูได้เปิดทางให้ฉันแล้วจึงได้โอกาสอธิบายให้เจ้านายฟังความเป็นมาและเป็นไปถึงเรื่อง ไม่เก๊ท  ไม่เวิร์ค  และยังไม่โอ
        “มันไม่น่ายากนะ”  เสียงเจ้านายว่า
        “โหเจ้านายคิดได้งัยเนี่ย  ฉันเครียดนะ”  ฉันเถียงเจ้านายในใจ  ยังนึกต่อว่าทำไมเจ้านายไม่ลงมือสอนเองเลยล่ะเอาแบบว่า  ไม่ยากของเจ้านายน่ะ  ได้แต่คิดในใจถ้าคิดนอกใจสงสัยอาจไม่เป็นผลดีกับตัวฉันเองเดี๋ยวหาว่าเถียงคำไม่ตกฟาก  เฮ้อ!
         “เออ  ผมรู้จัก อ.จรวยพร  ที่ สวรส.งั้นให้คุณลองติดต่อให้อาจารย์มาเล่าให้ฟังว่า  การทำ R2R อย่างง่ายๆสำหรับคนหน้างานทำอย่างไร”  เจ้านายให้โอกาสได้รู้จักกับอาจารย์อีกแล้ว  
         หลังติดต่ออาจารย์และพูดคุยถึงบริบทขององค์กรเราให้อาจารย์ฟังแล้ว  อาจารย์ได้กำหนดวันที่จะมาพูดคุยให้กับโรงพยาบาลเราฟัง  ปรากฏว่าวันนั้นฉันก็พลาดโอกาสในการรับฟังอาจารย์อีก  เผื่อจะสรุปและเก็บตกและช่วยกันหาแนวทางที่ง่ายๆบ้างเนื่องจากติดร่วมประชุมนักวิจัยในโครงการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลอย่างยั่งยืนกับ สรพ.ที่มีวิทยากรที่เป็น  The Star อย่าง อ.โกมาตร  จึงเสถียรทรัพย์  เมื่อกลับจากประชุมฟังเสียงสะท้อนจากที่ อ.จรวยพร  มาพูดคุยและอ่าน proposal ของทุกหน่วยงานอาจารย์ก็ชมหลายหน่วยงานนะ  และได้เสนอแนะกับบางหน่วยงาน   เนื่องจากมีเวลาน้อยเพียงแค่หนึ่งวันอาจารย์อาจให้ความเห็นได้ไม่มาก 
        เมื่อกลับมาทบทวนหรือทีมคุณอำนวยของพวกเรา  หรือว่าพวกเราจะติดกรอบหรือติดกับดักอะไรบางอย่างที่มากเกินไปหรือเปล่านะถึงมองว่า  proposal ที่เขียนมามันไม่เข้าท่า งั้นเราให้ทุกหน่วยงานลงมือทำเลยตามที่หน่วยงานเขียนมาเลย  หากเราจะเทียบงานวิจัยชิ้นแรกของเรากับงานวิจัยที่เขาลงตีพิมพ์มันคงต่างกัน  ทำอย่างไรนะที่จะให้คนหน้างานมีความสุขกับงานที่ทำ  และทำงานวิจัยอย่างสนุก  มันเป็นโจทย์ที่ยากส์มากๆ
           ฉันยังจำข้อความของ  อ.ปภังกร  วงศ์ชิดวรรณ   ที่กล่าวว่า 
คนหน้างานถูกจองจำมานานนะ ซึ่งเป็นการจองจำที่สร้างความทุกข์อย่างแสนสาหัส เพราะเป็น "การจองจำทางความคิด" 
คนหน้างานถูกสั่งให้ทำ ทำ ทำแล้วก็ทำ แต่ "ห้ามคิด" 
คนหน้างานมักถูกมองเสมอ ๆ ว่า มีความรู้น้อยกว่า ปัญญาน้อยกว่า หรือเรียกง่าย ๆ ว่า "โง่กว่า" นักวิชาการทั้งหลายที่ลงไปบรรยายหรือส่งเอกสารลงไปกำกับงาน 
ดังนั้น ถ้าหากเราต้องการจะให้คนทำงานพัฒนางานของเขาจริง ๆ เราต้องปลดเปลื้องห่วงโซ่อันเป็นพันธนาการที่ผูกรัดข้อมือและข้อเท้าของคนหน้างานออกให้หมด ...  ปลดปล่อยเพื่อให้อิสระภาพแก่คนหน้างานได้คิด ได้ทำ ได้สร้างสรรค์งานของเขาด้วยตัวของเขาเอง 
พวกเรานักวิชาการทั้งหลาย ต้องเลิกไปชี้ว่าสิ่งนั้นผิด สิ่งนี้ถูก สิ่งนี้ไม่ใช่ทฤษฎี สิ่งนี้ไม่ใช่ "การวิจัย"  เมื่อเราปล่อยเขาออกจากกรอบ ก็เหมือนกับเราปล่อยเขาออกจากที่จองจำแห่งความคิด  
เมื่อเราไม่ Fix เขาด้วยมาตรฐานของเรา ก็เท่ากับเรามอบโอกาสให้เขาให้สามารถ "จินตนาการ" ได้อย่างไร้ขอบเขต 
        
        ๑๔-๑๖ กรกฎาคม  ๒๕๕๓  โรงพยาบาลได้เชิญชวนให้ผู้สนใจเข้าร่วมงานเข้าร่วมประชุม  R2R   ครั้งที่ ๓  พบว่าผู้ที่สมัครเข้าร่วมประชุมมีแต่รายชื่อคุณอำนวยเท่านั้น  จน ผอก.ต้องกลับมาถามย้ำว่ามีไปกันแค่นี้หรือ   จึงประกาศรับสมัครผู้สนใจรอบที่  ๒  อีกครั้ง  ปรากฏว่ามีผู้กล้าทั้งสิ้น ๑๑ คน สิ่งที่ฉันปลื้มใจที่สุดเมื่อได้ยินคำพูดหลังสิ้นสุดการประชุม  R2R  ดังนี้ค่ะ
        “เออ!  ใช่อย่างนี้พวกเราก็ทำกันนี่”
         “อย่างนี้ก็เป็นงานวิจัย  งั้นพวกเราก็ทำงานวิจัยกันได้หลายชิ้นเลยนะ”
        “พี่รู้แล้วล่ะ  ไม่ต้องคิดอะไรมาก  ให้เรารู้ว่าทำไมเราถึงเลือกทำเรื่องนี้   เราอยากเห็นอะไร/อยากรู้อะไร   และทำแล้วผลมันเป็นอย่างไร  แค่นี้  ที่เหลือเดี๋ยวทีมเค้าช่วยเราเอง”
         อืมม์  คำตอบสุดท้ายนี่ฉันฟังแล้วปลื้มสุดๆ  เพราะสิ่งที่ฉันหวังที่สุดคือ  อยากให้ทุกคนรู้สึกว่างานวิจัยเป็นเรื่องไม่ยาก  เริ่มจากชิ้นเล็กที่หน้างานของเราเอง  ไม่ได้มาจากสิ่งที่ไกลตัวเลย  และเป็นสิ่งที่เขาอยากทำเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนางานของเขาเอง
 
 
        ท้ายนี้ฉันยังเชื่อว่า ความสำเร็จหรืออุปสรรคอยู่ที่ ผู้บริหารถ้าผู้บริหารไม่สนับสนุนและไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ  งานวิจัยที่เราทำก็ไม่มีความสำคัญอะไร  หากผู้บริหารมองว่าเป็นแค่งานนโยบาย  งานวิจัยก็จะเป็นแค่ผลงานตามนโยบายที่มี KPI เป็นตัวจับ  อย่าหวังว่าจะเห็นความยั่งยืนในงานวิจัย  อย่าหวังว่าจะได้ความจริงใจจากคนหน้างาน