หลังจากที่โชกุลตระกูลโจกูกาวาถูกโคนอำนาจลงใน ปึ ต.ศ. 1867 ระบอบจักรพรรดิญี่ปุ่นได้ถูกรื้อฟ้นขึ้นมาใหม่ จักรพรรดิย้ายที่ประทับจากเกียวโตมายังเอโด และตั้งชื่อใหม่ว่า โตเกียว เรียกช่วงนี้ว่า การกลับคืนสู่อำนาจจักรพรรดิเมอิจิ

             จักรพรรดิมัตสุหิโต เป็นบุคคลที่มีความสามารถ เป็นขวัญกำลังใจใหม่ให้กับคนญี่ปุ่นจนมีผู้ขนานนามช่าวงเวลานี้ว่า “สมัยแห่งแสงสว่าง ปี ค.ศ ทรงยกเลิกระบอบศักดินาสวามิภักดิอย่างเป็นทางการ ที่ดินกลายเป็นของรัฐและถูกจัดแบ่งไปให้ชาวนา เสียภาษีให้แก่รัฐแทนที่จะเสียให้กับเจ้าผู้ครองนครและขุนนาง ส่วนพวกไดเมียวและซามูไรจะได้รับบำนานยังชีพ มีการห้ามพกดาบ แม้จะสร้างความไม่พอใจให้กับพวกซามูไรจนเกิดกบฏซัตซูมา ในปี ค.ศ. 1877 แต่ก็ถูกปราบปรามจบราบคาบในที่สุด

             ญี่ปุ่นดำเนินนโยบายเพื่อทำให้ญี่ปุ่นมีความั่นคงและแข็งแรง โดยเน้นพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงทางการทหาร และแรงพัฒนาประเทศให้เจริญตามแบบอย่างอารยปะเทศ

             -          ด้านเศรษฐกิจ ตั้งโรงงานถลุงเหล็ก ต่อเรือเดินสมุทร การสร้างทางรถไฟ

             -          ด้านการทหาร มีการเกณฑ์ทหารตามแยยมาตรฐานสากล

 

การพัฒนาประชาธิปไตย 

             ในปี 1889 ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้น โดยใช้แนวทางของจักรวรรดิเยอรมัน ฉบับ ค.ศ. 1871 เป็นรัฐธรรมนูญกำหนดโดยสภาไดเอท ประกอบด้วย 2 สภา คือสภาสูงและสภาผู้แทนราษฎร แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะความหวงอำนาจของคณะเมอิจิเองและ

             -          รัฐธรรมนูญ ประกาศใช้ช้ามากนับตั่งแต่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองตั้งแต่ ค.ศ. 1867 สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนหัวก้าวหน้า จนมองว่า คณะเมอิจิหวงอำนาจ

             -          รัฐสภาไม่สามารถควบคุมฝ่ายบริหารได้

             -          คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเน้นเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินและโรงเรือนมาก จนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีเพียง 1% ของประชาชนทั้งประเทศ

             -          เนื้อหาไม่เป็นไปตามหลักสากล  ไม่มีการคานอำนาจกันระหว่างฝ่ายบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ

             -          รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงขึ้นต่อจักรพรรดิ์ไม่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี

             -          กษัตริย์เป็นเพียงหุ่นเชิด ไร้อำนาจกษัตริย์ ถูกรัฐมนตรีอางใช้อำนาจโดยไม่ได้รายงานจริง

 

การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ  

             เนื่องจากญี่ปุ่นเร่งพัฒนาประเทศให้มีความททันสมัย รัฐบาลจึงเข้ามารับภาระการจัดสร้างทางรถไฟ โทรเลข โทรศัพท์ ให้เงินอุดหนุนภาคเอกชนในการพัฒนาอุตสาหกรรม ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เกิดชนชั้นนายทุน และเกิดการผูกขาดทางเศรษฐกิจ (ไซบัสสุ) เช่นบริษัทมิซูบิชิ มิตชุย ทำให้เกิดการไม่กระจายรายได้ แม้จะพัฒนาไผได้อย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหายเช่น การใช้แรงงานหญิงโดยให้ค่าจ้างถูก มีเศรษฐีเงินกู้ ผู้คนเป็นหนี้ ต้องพึ่งการตลาดต่างประเทศเพราะจำเป็นต่อเศรษฐกิจของชาติ 

             นอกจากนี้ลัทธิบุชิโดยังมีส่วนสำคัยในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเพราะสร้างความเป็นชาตินิยมให้กับคนในชาติ ให้เร่งแขงขันสร้างความเป็นหนึ่งของชาติญี่ปุ่น

 

การเปลี่ยนแปลงจากประชาธิไตยไปสู่ลัทธินิยมทหาร 

             การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมเกิดขึ้นจากการปฏิรูปสถาบันเศรษฐกิจและการเมือง โดยดำเนินนโยบายตามแบบอย่างของชาติตะวันตก โดยในปี ค.ศ. 1871 รัฐบาลได้ตั้งกระทรวงศึกาธิการและสร้างโรงเรียนขึ้นมากมายโดยใช้งบของรัฐ ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศแรกในทวีปเอเชียที่มีการศึกษาภาคบังคับ กำหนดหลักสูตรระดับมัถยมและการศึกษาขั้นสูงเอาไว้อย่างเข้มงวด มีการศึกษาวรรณกรรมบราณของจีน ปรัชญาขงจื้อ ภาษาและประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น สิ่งเหล่านี้สร้างความเป็นชาตินิยมให้กับชาวญี่ปุ่น จนนำไปสู่ลัทธินิยมทหารในที่สุด ดังนั้นแนวคิดการสร้างจักรวรรนิยมจึงได้เกิดขึ้น

 

การสร้างจักรวรรดิของญี่ปุ่น  

             ตั้งแต่ ค.ศ. 1871 – 1945 แผนการสร้างจักรวรรดิได้รับการสนับสนุนจากชนทุกชั้นของญี่ปุ่น ถึงจะมีเสียงทักท้วงอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับปัญหาจากภายในประเทศและภายนอกประเทศรุมเร้าแล้ว ญี่ปุ่นจึงต้องตัดสินใจเดินหน้าในการสร้างจักรวรรดิ การเร่งสร้างจักรวรรดินับว่าเป็นการทำงานที่เกินแรงของญี่ปุ่นเองและวิกฤติการณ์การเมืองโลก ทำให้ญี่ปุ่นตกอยู่ในภาวะไม่แน่นนอน ญี่ปุ่นมองเกาหลีเป็นชาติแรกในการขยายอำนาจ

 

เหตุผลของการสร้างจักรวรรดิญี่ปุ่น 

             - ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ญี่ปุ่นเคยปกครองเกาหลีใต้มาก่อน และในประวัติศาสตร์อันยาวนาน ไม่มีชาติใดเคยตีญี่ปุ่นได้แม้แต่ชนชาติมองโกลที่ยิ่งใหญ่ก็ไม่สามารถเข้ามารุกราณญี่ปุ่นได้

             -  สภาพทางภูมิศาสตร์ ทั้งประเทศรัสเซีย จีน และญี่ปุ่นเองก็มองเกาหลีว่าเป็นประเทศที่มีลักษณะสำคัญทางยุทธศาสตร์  เกาหลีเป็นดั่งรัฐกันชน เป็นที่ตั้งสำหรับรบรุกและตั้งรับ  

             - การสร้างจักรวรรดิเป็นบ่อเกิดแห่งโภคทรัพย์ และอำนาจ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของญี่ปุ่น  การจะกอบกู้หน้าประเทศจากที่เคยถูกชาติตะวันตกย้ำยีได้นั้นญี่ปุ่นต้องสร้างจักรวรรดิเท่านั้น

             - ชาวญี่ปุ่นผู้รักชาติต้องการจะเห็นชาติของตนเองเป็นชาติมหาอำนาจ และต้องการสร้างอำนาจของญี่ปุ่นให้เป็นจักรวรรดิ   เกิดความคลั่งชาติ

             - การสร้างจักรวรรดินิยมคือหนึ่งหนทางในการแก้ปัญหาประชากร ปัญหาที่ดิน ปัญหาปากท้องได้อย่างดี

 

วิธีการสร้างจักรวรรดิของญี่ปุ่น  

             - การพัฒนาประเทศให้เข็มแข็ง การเสริมกำลังกองทัพให้แข็งแรง ตามแบบอย่างเยอรมัน พัฒนาทางด้านกฎหมายและการทูตเพื่อแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม (สิทธิสภาพนอกอาณาเขต อัตราพิกัดทางศุลกากร) โดยการส่งผู้มีความรู้ความสามารถออกไปเจรจา

             -  การใช้สันติวิธีทางการทูต การเจรจากับประเทศที่เกี่ยวข้องโดยการประสานผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น ส่งทูตออกไปเจราให้เกาหลีเปิดประเทศ

             -  ถ้าหากการเจรจาไม่ได้ผล ญี่ปุ่นจะใช้แสนยานุภาพทางการทหาร บีบบังคับ เข้ายึดครองประเทศ

             เป้าหมายของการสร้างจักรวรรดิคือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ก็มีอุปสรรคสำคัญคือ สหรัฐอเมริกาและรัสเซีย

 

ผลของการพัฒนาประเทศภายใต้ลัทธินิยมทหาร

             - ยึดเกาหลี ในปี ค.ศ 1871เพื่อเป็นรัฐกันชน ตั้งรับ และรบรุก โดยใช้วิธีการที่ทำให้โลกเห็นว่า เกาหลีเป็นประเทศเอกราชการไม่มีชาติใดปกครอง

             - รบกับจีนซึ่งผลก็คือญี่ปุ่นเป็นฝ่ายชนะ หลังจากนั้นญี่ปุ่นก็รบชนะรัสเซีย ในปี ค.ศ. 1905 รัสเซียยอมรับว่าญี่ปุ่นมีอำนาจสูงสุดในเกาหลี รัสเซียโอนเขตเช่าของตนในคาบสมุทรเลียวตุง กิจการรถไฟสายแมนจูเลียใต้และอภิสิทธิในแมนจูเลียใต้ให้กับญี่ปุ่น ตลอดจนยกเกาะแซคาลินตอนใต้ให้แก่ญี่ปุ่น ญี่ปุ่นได้กลายเป็นมหาอำนาจโลกนับตั่งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

             - ภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ คือเป้าใหญ่  โดยอ้างเหตุผลว่า ชาวเอเชียต้องปกครองโดยชาวเอเชียด้วยกันเอง ก่อตั้ง วงไพบูลย์ร่วมกันแห่งมหาเอเชียตะวันออก

             - ค.ศ. 1914 -1922  ญี่ปุ่นมีนโยบายว่าจะครอบงำจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และแมนจูเลียอย่างเป็นทางการ

             - ในปี ค.ศ. 1919   ญี่ปุ่นเป็นสามาชิกขององค์การสันนิบาติชาติ  ญี่ปุ่นแสดงทีท่าทุกประการว่าจะเป็นใหญ่ในเอเชียตะวันออก

             -   ญี่ปุ่นทำสนธิสัญญากับเยอรมนีและอิตาลี โดยการทำสัญญคอมมิวนิสต์สากล ค.ศ. 1936

             -  ญี่ปุ่นจึงเข้ายึดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยการส่งกำลังทหารเข้าไป บีบบังคับให้ฝรั่งเศสเปิดทางให้ญี่ปุ่นเดินทัพเข้าสู่อินโดจีน บีบบังคับให้อังกฤษเปิดทางให้ญี่ปุ่นเดินทัพในพม่าไปสู่จีนภาคใต้เพื่อเป็นเส้นทางลำเลียงยุทธปัจจัย

             - ญี่ปุ่นเปิดฉากโจมตีฐานทัพเรือของสหรัฐอเมริกาที่อ่าวเพิร์ล ฮาเบอร์ ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1941 เพื่อเป็นการตัดกำลังขจัดอุปสรรค์ใหญ่ที่สุดคือสหรัฐอเมริกาออกไป 

             - ประเทศพันธมิตรอันประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และรัสเซียได้ร่วมมือกันรบกับญี่ปุ่น โดยการตัดเส้นทางติดต่อของญี่ปุ่นกับจักรวรรดิทีละน้อย  โจมตีฐานสำคัญของญี่ปุ่นทางอากาศอย่างหนัก

             - ญี่ปุนพยายามเจรจาสงบศึก แต่ไร้ผล ฝ่าสัมสัมพันธมิตรยืนกรานให้ญี่ปุ่นยอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไข

             - วันที่ 6 และ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1945 สหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดไฮโดรเจนที่เมืองนางาซากิ และฮีโรชิมาตามลำดับ

- วันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945 พระจักรพรรดิใช้พระราชอำนาจประกาศยอมแพ้สงคราม และ วันที 2 กันยายน ค.ศ. 1945 ญี่ปุ่นลงนามยอมแพ้สงครามอย่างเป็นทางการ

             เป็นอันปิดฉากแผนการสร้างจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่อย่างถาวร ลัทธินิยมทหารล้มเหลว  ต่อไปจากนี้ญี่ปุ่นต้องประสบปัญหามากมายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของประเทศ  ชาวต่างชาติขึ้นมาเดินบนแผ่นดินญี่ปุ่นมากมาย สหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาทพัฒนาประเทศญี่ปุ่นโดยที่ญี่ปุ่นไม่สามารถปฏิเสธได้  แต่นั่นก็ทำให้ญี่ปุ่นพัฒนาประเทศไปได้อย่างรวดเร็วในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านอุตสหกรรมและเศรษฐกิจ ปัจจุบัน ญี่ปุ่น เป็นประเทศมหาอำนาจโลกอย่างแท้จริง

วาทิน ศานติ์ สันติ : เรียบเรียง

จากการเรียนการสอนและหนังสือของ ศ.จันทร์ฉาย ภัคอธิคม. ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกสมัยใหม่ = History of modern East Asia : HI 461. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2544.