2.  ปัจจัยตัวกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย

                  2.1  สัญญาเบาริ่ง

                  2.2  การปฏิวัติ 2475

                  2.3  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

  • ถึงแม้ว่าสังคมไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยโบราณอย่างมากมายหรือรูปแบบของระบบสังคมแต่เดิมได้ถูกยกเลิกไปแล้วก็ตาม  แต่ลักษณะรูปแบบความสัมพันธ์บางอย่างของสมาชิกในสังคมยังคงได้รับการสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน  เช่น  ความสัมพันธ์ในระบบอุปถัมภ์  ซึ่งผู้น้อยมีความจงรักภักดีต่อผู้ใหญ่  เพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้รับความคุ้มครองช่วยเหลือ  หรือการมีโครงสร้างของสังคมมีการแบ่งชนชั้น  โดยพิจารณาจากทรัพย์สินสถานภาพ  เกียรติยศ  อำนาจ  ระดับการศึกษา  อาชีพ  ความดี  การนิยมเงินตรา  ชาติกำเนิด  ยกย่องความเป็นเจ้าคนนายคน  การยึดบุคคลเป็นหลัก  เป็นต้น    ซึ่งการที่ยังคงสืบทอดรูปแบบของโครงสร้างของสังคมไทยแบบเดิมอยู่นี้จะเป็นปัญหาต่อการกระบวนการพัฒนาประเทศทั้งด้านการกระบวนการพัฒนาประเทศทั้งด้านการเมือง  การปกครอง  เศรษฐกิจ  และสังคม

.......................................................................

บทสรุป
ลักษณะสังคมและวัฒนธรรมไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปในทางสร้างสรรค์ อันเป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยตลอด นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีของไทย ตั้งแต่ พ.ศ.2325 จนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในยุคปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยตามแบบตะวันตกกระแสความคิดเกี่ยวกับเรื่องสิทธิของความเป็นมนุษย์จากโลกตะวันตกได้แพร่ขยายเข้ามาในสังคมไทย รัชกาลที่ 4 ได้ทรงปรับปรุงสังคมและวัฒนธรรมไทยบางประการให้สอดคล้องกับค่านิยมและวัฒนธรรมตะวันตก ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปสังคมครั้งใหญ่ ด้วยการยกเลิกระบบไพร่และประกาศเลิกทาส ซึ่งถือได้ว่าเป็นการปลดปล่อยคนไทยให้เป็นอิสระแก่ตัวเอง ขณะเดียวกันก็ทรงยกฐานะของคนไทยให้ทัดเทียมกันด้วยการปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสยกระดับสติปัญญาของตนเองให้สูงขึ้นและทัดเทียมกัน อันจะส่งผลอย่างสำคัญยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระยะหลังต่อมา นอกจากนี้รัชกาลที่ 5 ยังได้ทรงทำนุบำรุงส่งเสริมงานทางด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง เพื่อสร้างเสริมความเป็นเอกลักษณ์ของสังคมไทย

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใน พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบัน สังคมไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย เพราะคนไทยได้รับสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้มีความพยายามที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสังคมและวัฒนธรรมของไทยให้สอดคล้องกับแนวนโยบายชาตินิยมแห่งรัฐในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี (พ.ศ.2481-2487) นอกจากนี้ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยมีนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์และได้ร่วมมือกับโลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกามากขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและวัฒนธรรมไทยไม่น้อย อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากอิทธิพลของต่างประเทศที่แพร่หลายเข้ามาตามลำดับจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็สามารถรักษาความเป็นเอกภาพทางสังคม และสามารถรักษาศิลปวัฒนธรรมของไทยเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่นและเจริญรุ่งเรืองมาโดยตลอด เพราะสังคมไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นศูนย์รวมของคนไทยทั้งชาติ ถึงแม้จะเกิดความระส่ำระสายในสังคมขึ้นบ้าง แต่ก็สามารถแก้ไขให้กลับคืนสู่ความเป็นปกติอย่างรวดเร็ว เพราะพระบารมีแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยนั้นเอง.