ส่งข้อสอบ

การทดสอบความรู้วิชาภาวะผู้นำ ส่งดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์  โดยนายนคร  สิทธิธรรม นักศึกษาปริญญาโท  มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี รุ่น 2 โรงเรียนเทศบาล 2 หนองบัว

  1. 1.               จากการศึกษาของ blackและmouton ได้ผู้นำกี่แบบ อะไรบ้าง และท่านคิดว่าผู้นำแบบใดมีประสิทธิภาพสูงสุด

ตอบ=  มีผู้นำ 5 แบบ ดังนี้คือ

1.1        ผู้นำแบบไม่เอาไหน (impoverished 1.1) เป็นผู้นำที่มีความพยายามในการปฏิบัติงานให้สำเร็จและมีความสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชาน้อย ไม่สนใจทั้งคนและไม่หวังผลงาน ทำงานประจำไปเรื่อย ๆ  เป็นผู้นำที่มีประสิทธิผลน้อยที่สุด แต่เมื่อเผชิญความขัดแย้งจะพยายามหลีกเลี่ยงทุกกรณี

1.2        ผู้นำแบบเผด็จการ (task oriented 9.1) เป็นผู้นำที่มุ่งแต่งาน มีความสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชาน้อยมาก มีการควบคุมงานอย่างใกล้ชิด ไม่สนใจความต้องการของผู้ใต้บังคับบัญชา ชอบใช้อำนาจและการสั่งการ เมื่อเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งมักใช้อำนาจในการจัดการ ผู้นำประเภทนี้ไม่ชอบวิธีการทำงานเป็นทีมเนื่องจากกลัวผู้ใต้บังคับบัญชาจะรวมตัวกันเพื่อต่อต้าน

1.3        ผู้นำแบบนักบุญ (country club 9.1) เป็นผู้นำแบบที่ให้ความสนใจกับความต้องการของคนอย่างมาก เพื่อสร้างมนุษยสัมพันธ์อันดีกับผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งจะนำไปสู่บรรยากาศที่ราบรื่นเป็นกันเอง แต่จะให้ความสนใจต่องานค่อนข้างน้อยมาก มักหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง จึงมักทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความพอใจ เมื่อเผชิญความขัดแย้งจะพยายามกลบเกลื่อนให้ความขัดแย้งนั้นเงียบหายไป มักเอาใจผู้อื่นจนกระทั่งต้องทำตามความคิดเห็นของผู้อื่นเสมอ

1.4        ผู้นำแบบทางสายกลาง ( middle of the  road 5.5 ) เป็นผู้นำที่รักษาความสมดุลระหว่างงานที่ต้องทำให้สำเร็จกับขวัญกำลังใจของผู้ใต้บังคับบัญชาให้อยู่ในระดับที่พึงพอใจ การบริหารงานเป็นลักษณะของการเอาตัวรอดโดยไม่คาดหวังผลงานไว้สูงมากนัก และในขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชาแบบธรรมดา ผู้นำประเภทนี้ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อเผชิญกับความขัดแย้งมักใช้วิธีการประนีประนอมเพื่อไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นหลัก

1.5        ผู้นำแบบทำงานเป็นทีม (      team 9.9) เป็นผู้นำที่มีความรับผิดชอบสูง มุ่งทั้งผลงานและความสัมพันธ์อันดีกับผู้ใต้บังคับบัญชา มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ในการปฏิบัติงาน เปิดโอกาสให้ทุกคนทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ ให้ความสำคัญทำงานเป็นหมู่คณะ เมื่อเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งจะแก้ปัญหาได้อย่างมีเหตุผล เพราะมีข้อมูลสารสนเทศเพียงพอต่อการตัดสินใจ

 

และผมคิดว่าผู้นำแบบทำงานเป็นทีม (แบบที่ 5) น่าจะเป็นผู้นำที่ดีที่สุด เพราะเป็นผู้นำที่มีความรับผิดชอบสูง มุ่งทั้งผลงานและความสัมพันธ์อันดีกับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในเรื่องต่าง ๆ ให้ความสำคัญต่อการทำงานเป็นหมู่คณะ และเมื่อเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งก็สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีเหตุผล ภายใต้การใช้ข้อมูล สารสนเทศที่เพียงพอประกอบการใช้ในการตัดสินใจครับ

 

  1. 2.               ทฤษฏี 3 มิติของ redin ประกอบด้วยอะไรบ้าง และเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพสูง ได้แก่แบบใดบ้าง

ตอบ =  ทฤษฏี 3 มิติของ redin มี

2.1        มิติมุ่งงาน (task oriented) หมายถึง พฤติกรรมผู้นำที่มุ่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้เข้าใจในการดำเนินงานตามนโยบาย การติดต่อสื่อสาร การประสานงาน เพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถปฏิบัติงานได้ผลและประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์

2.2        มิติมุ่งสัมพันธ์ (relation oriented) หมายถึง พฤติกรรมผู้นำที่แสดงถึงความเป็นมิตร ไว้วางใจ เชื่อใจ สนิทสนมกับผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อก่อให้เกิดความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน

2.3        มิติมุ่งผลผลิต (effectiveness) หมายถึง พฤติกรรมผู้นำที่มุ่งให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายที่วางไว้  หรือการได้ผลงานตามเป้าหมายนั่นเอง และผู้ร่วมงานพึงพอใจ โดยยึดสถานการณ์เป็นหลัก ถ้าสถานการณ์เหมาะสมพฤติกรรมผู้นำก็จะมีประสิทธิผลมาก ถ้าหากสถานกากรณ์ไม่เหมาะสมพฤติกรรมผู้นำก็จะมีประสิทธิผลน้อย

 

และแบบผู้นำที่มีประสิทธิภาพสูงได้แก่แบบใดบ้าง

1.   แบบผู้คุมกฎ

2.  แบบนักพัฒนา

3.  แบบผู้บุกงาน

4.  แบบนักบริหาร

 

 

 

 

 

 

  1. 3.               จงอธิบายถึงผู้นำตามสถานการณ์ โดยเลือกมา 1 ทฤษฏี พร้อมอธิบายพอสังเขป

พฤติกรรมผู้นำตามสถานการณ์ จากการศึกษาในยุคแรกได้เน้นถึงแบบพฤติกรรมผู้นำ แต่ไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนว่าภาวะผู้นำแบบใดมีความเหมาะสมที่สุด เพราะประสิทธิผลของผู้นำขึ้นอยู่กับหลายตัวแปร เช่น บรรยากาศในองค์กร ประสาบการณ์ หรือค่านิยมของผู้นำ เป็นต้น ในสถานการณ์ที่ต่างกันย่อมต้องการผู้นำที่ต่างกัน ดังนั้นประสิทธิผลของภาวะผู้นำจึงขึ้นอยู่กับความสอดคล้องระหว่างแบบของผู้นำกับสถานการณ์นั้น ๆ และสภาพแรงจูงใจของผู้ตาม ผลการศึกษาช่วยให้ผู้นำทราบว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดในสถานการณ์ที่กำหนด ดังนั้นจึงเลือกทฤษฏีที่น่าสนใจมา 1ทฤษฏี ดังนี้

3.1        ทฤษฏีวิถีทาง-เป้าหมาย ตามแนวคิดของ House (House’s Path –Goal Theory) ทฤษฏีนี้ได้อาศัยแนวคิดของ Evans ซึ่งได้อธิบายถึงวิถีทางที่ผู้นำใช้ในการบรรลุเป้าหมายที่เกี่ยวกับงานและบุคคล หน้าที่สำคัญของผู้นำตามทฤษฏีนี้ คือ การร่วมกันตั้งเป้าหมายระหว่างผู้บริหารและผู้ใต้บังคับบัญชา ให้หาวิธีที่ดีที่สุดในการดำเนินการไปสู่เป้าหมาย และช่วยขจัดปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ มีส่วนประกอบสำคัญ 2 ส่วนคือ พฤติกรรมผู้นำและสถานการณ์ที่เอื้อต่อผู้นำ พฤติกรรมผู้นำมี 4 แบบคือ ผู้นำแบบสั่งการ (Directive Leadership) ผู้นำแบบมุ่งความสำเร็จของงาน (Achievement-oriented Leadership) ผู้นำแบบสนับสนุน (Supportive Leadership)

และผู้นำแบบให้มีส่วนร่วม (Participative Leadership)  ส่วนสถานการณ์ประกอบด้วยคุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้ใต้บังคับบัญชา ความกดดัน และการเรียกร้องของสิ่งแวดล้อม

               ทฤษฏีนี้ได้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมผู้นำและสถานการณ์ที่เอื้อต่อผู้นำ คือพฤติกรรมสั่งการที่สูงมากในสถานการณ์ที่คลุมเครือจะช่วยเพิ่มทั้งแรงจูงใจและพอใจ ให้งานบรรลุเป้าหมายมีความกระจ่างชัดมากยิ่งขึ้น ในทางตรงข้ามถ้าสถานการณ์ที่ภารกิจชัดเจนจะก่อให้เกิดความขุ่นเคืองและตรึงเครียดขึ้น ส่วนพฤติกรรมแบบสนับสนุนและแบบมีส่วนร่วมในสถานการณ์ที่ภารกิจชัดเจนจะช่วยเพิ่มความพึงพอใจในการทำงานให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา

 

 

 

 

 

  1. 4.               วิธีการในการพัฒนาภาวะผู้นำสามารถทำได้อย่างไรบ้าง

  การเลือกวิธีการพัฒนาภาวะผู้นำนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะผู้บริหารส่วนใหญ่แล้ว เป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาในระดับสูง และเป็นผู้ที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบมาก ดังนั้น วิธีการพัฒนาที่กำหนดขึ้นนั้น จะต้องเป็นวิธีที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริหารอย่างแท้จริง และไม่สิ้นเปลืองเวลาในการปฏิบัติงานของผู้บริหารด้วย

  McCouley (1968:16) ได้วิเคราะห์และสังเคราะห์รายงานการวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาภาวะผู้นำ สรุปได้ว่าวิธีการในการพัฒนาภาวะผู้นำ มี 3 วิธี คือ

  1. การเรียนรู้จากการทำงาน (Learn on the job)  การเป็นผู้นำสามารถเรียนรู้ได้จากการทำงาน งานที่ท้าทายมากเท่าใดย่อมเรียนรู้มากขึ้นเท่านั้น ในระบบราชการนั้น แต่ละตำแหน่งเป็นงานที่ท้าทายในระดับที่แตกต่างกัน ดังนั้น ผู้บริหารจึงต้องเรียนรู้ภาวะผู้นำในระดับที่แตกต่างกันด้วยงานที่ท้าทาย จะกระตุ้นให้มีความคิดสร้างสรรค์และทำงานดีขึ้น ขณะเดียวกันงานที่ท้าทายจะทำให้ระดับความเครียดสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารได้เรียนรู้วิธีการจัดการกับความเครียด การทำงานที่ท้าทายทำให้มีผลงาน ช่วยส่งเสริมให้มีความก้าวหน้าในอาชีพได้
  2. การเรียนรู้จากผู้อื่น การเป็นผู้นำสามารถเรียนรู้ได้นจากคนอื่น เช่น เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชา เป็นต้น ในองค์กรที่มีหลายระดับนั้น ผู้บังคับบัญชาจะเป็นแหล่งสำคัญของการเรียนรู้ เพราะจะเป็นตังแบบของบทบาท (Role Model) ทั้งในด้านดีและไม่ดี และเป็นแหล่งที่จะให้ข้อมูลย้อนกลับ ผู้บังคับบัญชาสามารถมอบหมายงานที่ท้าทายให้ทำ เพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชาก็จะเป็นแหล่งของข้อมูล เป็นทรัพยากร และให้ข้อมูลย้อนกลับในการทำงาน ดังนั้น ภาวะผู้นำจึงสามารถพัฒนาได้โดยอาศัยการเรียนรู้จากผู้อื่น
  3. การเรียนรู้จากความผิดพลาด การเรียนรู้จากความผิดพลาด หรือผิดเป็นครู เป็นอีกวิธีการหนึ่งในการพัฒนาภาวะผู้นำ มีงานวิจัยต่าง ๆ ยืนยันว่าภาวะผู้นำสามารถเกิดขึ้นได้จากการฝึกอบรม การฝึกอบรมภาวะผู้นำนั้น จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจสถานการณ์และเข้าใจวิธีการที่จะควบคุมกิจกรรมของกลุ่ม การฝึกอบรมจะช่วยให้มีความรู้ รู้กระบวนการในการนำ และรู้จักเทคนิคที่จะปรับพฤติกรรมของตนให้สอดคล้องกับสถานการณ์

 

 

 

 

5.ในอนาคตอันใกล้ท่านคิดว่าจะนำองค์ความรู้วิชาภาวะผู้นำไปใช้เพื่อเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงตนเองและการเปลี่ยนแปลงการทำงาน

 

1.1       การเปลี่ยนแปลงตนเอง

  1. 1.              การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ในการวางเป้าหมายในอนาคต และกระจายไปยังบุคคลต่าง ๆได้
  2. 2.              ใช้หลักการการกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วมของบุคลากรในองค์กร
  3. 3.              การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับบุคลากรหรือบุคคล ทั้งในและนอกองค์กร
  4. 4.              มีความมุ่งมั่นในการทำงานจนสำเร็จ
  5. 5.              มีความรู้ความสามารถในการใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยี  ใช้ข้อมูลสถิติในการวิเคราะห์ช่วยในการตัดสินใจ
  6. 6.              การให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความจริงใจ
  7. 7.              มีความสามารถในการสื่อสาร
  8. 8.              สร้างแรงจูงใจ การกระตุ้น
  9. 9.              เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

1.2       การเปลี่ยนแปลงการทำงาน

  1. 1.              ตั้งเป้าหมายและสร้างกลยุทธ์ใหม่ ๆ
  2. 2.              ความคล่องตัวในการใช้เทคโนโลยีในทุกรูปแบบ
  3. 3.              การออกแบบงานใหม่
  4. 4.              โครงสร้าง
  5. 5.              กระบวนการ
  6. 6.              คน

1.3       ผู้นำการเปลี่ยนแปลงต้องมี 6 ข้อ

  1. 1.              เชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง
  2. 2.              ปรารถนาจะจัดการกับความเสี่ยง
  3. 3.              เป็นนักฉวยโอกาส
  4. 4.              คาดหวังสิ่งที่อยู่เหนือผู้อื่น
  5. 5.              ต้องทำให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นให้ได้
  6. 6.              ส่งเสริม สนับสนุน การสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ

นี่คือหลักการ วิธีการ ที่ผู้นำการเปลี่ยนแปลงคนใหม่พึงมี และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกาภิวัฒน์