จากการที่ประเทศต่างๆโดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนามักมีข้อกังขาว่าในการดำเนินนโยบายทางการค้า เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของประเทศมหาอำนาจนั้นเป็นการใช้มาตรการโดยมีเจตนาแอบแฝงในการกีดกันทางการค้า ในข้อเท็จจริงแล้วจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ เพื่อที่จะสามารถตอบคำถามดังกล่าวได้เราควรที่จะต้องมาทำความเข้าใจถึงหลักการพื้นฐานของกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศเสียก่อน

       หลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศนั้นมีโดยสรุปดังนี้คือ

       1.หลักการหรือแนวความคิดเรื่องการพัฒนายั่งยืน(Sustainable development) โดยที่การพัฒนาที่ยั่งยืนหมายถึง การใช้ทรัพยากรต่างๆอย่างมีเหตุผลและมีการบำรุงรักษาให้ดีที่สุดเพื่อการใช้ที่มีประสิทธิภาพ  ดังนั้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงต้องสัมพันธ์กับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม นโยบายเศรษฐกิจและสังคมด้วย

         2.หลักการห่วงกังวลร่วมกันแต่ความรับผิดชอบต่างกัน (Commom concern of humankind and common but differentiated responsibilities) ความหมายของหลักการนี้กฌคือ รัฐทั้งหลายมีหน้าที่ร่วมกันที่จะต้องรับผิดชอบระวังรักษาสิ่งแวดล้อมตามความสามารถ(capabilities)ของตน ซึ่งก็จะทำให้มีความรับผิดชอบแตกต่างกันออกไป

          3.การมีส่วนร่วม (Partnership)  กล่าวคือรัฐทั้งหลายย่อมมีพันธกรณีตามกฎบัตรสหประชชาติที่จะต้องให้ความร่วมมือระหว่างประเทศในอันที่จะแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศต่างๆทั้งที่เป็นปัญหาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมหรือมนุษยธรรม ซึ่งแนวคิดเรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศนี้ได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อสนเทศ การปรึกษาหารือ  โดยในปัจจุบันหลักการนี้ถือเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศซึ่งผูกพันรัฐทุกรัฐแล้ว

           และจากหลักการพื้นฐานนี้เองที่ก่อให้เกิดพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมดังนี้

            1.หน้าที่ที่จะต้องให้ความร่วมมือ(duty to co-operate) เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องร่วมมือในการสำรวจหรือสอบสวน ชี้ปัญหา และหลีกเลี่ยงการก่ออันตรายต่อสิ่งแวดล้อม โดยที่รัฐอาจสร้างกลไกความร่วมมือขึ้น เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูล(exchange of information)หรือการประสานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์(co-ordinate international scientific research) ยกตัวอย่างที่เข้าใจได้ง่ายก็เช่นในกรณีการที่รัฐร่วมกันใช้แม่น้ำระหว่างประเทศ รัฐริมฝั่งทั้งสองก็ย่อมได้รับผลกระทบจากการใชแม่น้ำนั้นทั้งสองฝ่าย รัฐริมฝั่งจึงต้องมีหน้าที่แลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งกันและกันยกเว้นแต่ข้อมูลนั้นจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

              2.หน้าที่ที่จะหลีกเลี่ยงการก่ออันตรายต่อสิ่งแวดล้อม (duty to avoid environmental harm) โดยที่พันธกรณีนี้เกี่ยวเนื่องมาจากคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการในคดี  ระหว่างแคนาดารกับอเมริกา ซึ่งในเรื่องนี้ควันที่พัดมาจากแคนาดาก่อให้เกิดอันตรายต่อทรัพย์สินและสุขภาพของชาวอเมริกา  คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าในเรื่องนี้ต้องยึดหลักที่ว่า ไม่มีรัฐใดที่มีสิทธิจะใช้หรืออนุญาตให้ใช้ดินแดนของตนในลักษณะที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อรัฐอื่น (sic utere tuo et alienum non laedas) และรัฐก็ต้องใช้ความระมัดระวังล่วงหน้าเพื่อป้องกันมิให้เกิดอันตรายอื่นๆด้วย (หลักการ precautionary priciple)  ซึ่งในปัจจุบันหลักการprecautionary priciple นี้เป็นหลักการที่ต้องคำนึงถึงเป็นแรกในการประกอบกิจกรรมใดๆก็ตามที่อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

              3.หน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนสำหรับการก่อความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม (duty to compensate for harm)  หน้าที่นี้เป็นความรับผิดชอบของรัฐ(state responsibility) และหน้าที่นี้นำไปสู่เรื่องการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งอาจขยายตัวเป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศไปก็เป็นได้

              ประเด็นปัญหาที่สำคัญทั้งต่อการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาการค้าเพื่อการค้าเสรีนั้นก็คือความคิดที่แตกต่างอันยากที่จะหาจุดร่วมระหว่างนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและนักพัฒนาการค้า

              โดยที่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมพยายามมองว่าการค้าเสรี(liberal trade)นั้นเป็นการทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตโดยที่ไม่มีการควบคุมการทำลายสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ผู้นิยมการค้าเสรีก็จะโต้แย้งว่าความคิดของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเสมือนลัทธิการปกป้องคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในอย่างหนึ่ง (disquised protectionism)

              แต่หากพิจารณาถึงจุดมุ่งหมายของการค้าที่อยู่ในวรรค1 ความตกลงจัดตั้งองค์การการค้าโลก มีส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในอารัมภบทที่ว่า การค้าต้องมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ โดยสามารถใช้ทรัพยาการในโลกได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดและสอดคส้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนและหาทางคุ้มครองและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย("relation in the field of trade and economic endeavor should be conducted with a view to raising standard of living,.....while allowing for optimal use of the world's resoure in accordance with the objective of sustainable development, seeking both to protect and preserve the environment)

                 จึงเห็นได้ว่าแท้จริงแล้วจุดมุ่งหมายในการพัฒนาการค้านั้นมุ่งที่จะคุ้มครองสิ่งแวดล้อมด้วยเป็นหลักการสำคัญ  การพัฒนาการค้าจึงจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพราะแท้จริงแล้วทรัพยากรที่มีค่ายิ่งต่อการพัฒนาการค้าก็ย่อมมาจากสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์  แต่ในบางครั้งจากการที่เรามุ่งประเด็นไปที่การพัฒนาที่ด้านใดด้านหนึ่งนั้น อาจทำให้เราหลงลืมที่จะคิดคำนึงถึงผลกระทบที่ตามมาต่อสิ่งแวดล้อม จนกระทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศที่พัฒนาแล้วโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาหาช่องโหว่ตรงจุดนี้ และฉวยโอกาสนำไปเป็นข้ออ้างเพื่อกีดกันทางการค้าต่อประเทศที่กำลังพัฒนาเช่นไทย ทั้งๆที่ไทยเราเองก็ให้ความสำคัญต่อการบำรุงรักษาสิ่งแวดล้อมโดยกำหนดให้เป็นหน้าที่ของชนชาวไทยในรัฐธรรมนูญ  รวมถึงการตราพระราชบัญญัติต่างๆเพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อม  แต่ถ้าจะกล่าวถึงภาพรวมของไทยเองก็อาจมีปัญหาเรื่องการยกระดับมาตรฐานการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ทัดเทียมกับนานาประเทศอันเนื่องมาจากการขาดแคลนซึ่งงบประมาณและการสนับสนุนจากรัฐบาลที่เพียงพอ