วิกฤตเศรษฐกิจไทยกับ IMF
วิกฤตเศรษฐกิจไทยกับ IMF
|
เมื่อ 40 ปีที่ผ่านมาแนวคิดในการพัฒนาประเทศของเราถูกกำหนดโดยองค์การแฝดคือ IMF และธนาคารโลก (World Bank) เป็นการพัฒนาโดยตั้งพื้นฐานที่การส่งออก (Export oriented) ซึ่งทำให้ต้องพึ่ง "ทุน , เทคโนโลยี และ ตลาด" จากต่างชาติ ซึ่งความแนวความคิดนี้ได้เข้ามาแทนที่ระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเอง (Sustained economy)
ของไทยเป็นผลทำให้ประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่ความเจริญอย่างรวดเร็วแต่ไม่นานประเทศไทยก็ต้องดิ่งลงสู่วิกฤติ
การณ์ทางเศรษฐกิจ อันรุนแรงดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้ แล้ว IMF จะมีส่วนช่วยเหลืออย่างไรกับสถานการที่เกิดขึ้น
เป้าหมายของ IMF คือการสอดส่องดูแลดุลการชำระเงินระหว่างประเทศของแต่ละประเทศให้สมดุล โดยมีกองทุนกลางพร้อมที่จะให้ประเทศที่มีปัญหาการขาดดุลชำระเงินได้ทำการกู้ยืม
เพื่อทำให้ดุลชำระเงินระหว่าง
ประเทศเข้าที่ ค่าของเงิน หรือ อัตราแลกปลี่ยนเงินจะได้ไม่ผันผวนเป็นอุปสรรคต่องการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเคยทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในศตวรรษที่ 1930 และเป็นสาเหตุแห่งการเกิดสงครามโลก แต่เบื้องหลังลึก ๆ คือ อเมริกาต้องการหลักประกันค่าเงิน ที่มีมูลค่าจริงคืนกลับในการปล่อยกู้เพื่อฟื้นฟูประเทศที่ได้รับความเสียหายจากสงครามและ การขายสินค้า กองทุนIMFมาจากเงินลงขันของประเทศสมาชิกที่คิดโควต้าตามสัดส่วนปริมาณการค้าระหว่างประเทศของแต่ละประเทศ สำหรับเงินลงขันนั้น ต้องใช้ทองคำแท่งสำรอง คิดเป็นร้อยละ 25 ของยอดเงินลงขันของตน ส่วนอีกร้อยละ 75 ใช้เงินตราสกุลของแต่ละประเทศ
การขอกู้เงิน ช่วงแรกประเทศสมาชิกขอกู้ได้เพียงร้อยละ 125 ของโควต้าเงินลงขันของตน นั่นคือ กู้เงินลงขันทั้งหมดของตน บวกกับอีกร้อยละ 25 ของจำนวนเงินลงขัน แต่ในปัจจุบัน IMF ได้เพิ่มวงเงินกู้ให้กู้ได้เป็นร้อยละ 150 และสามารถกู้ได้ติดต่อกันอีกถึง 3 ปี จึงกลายเป็นร้อยละ 600 หรือ 6 เท่า ของเงินลงขันใน 3 ปี สำหรับประเทศที่มีเงินลงขันไม่พอ ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยในส่วนต่างของโควต้าของตนด้วย การที่ประเทศต่าง ๆ ได้ขอกู้เงินจาก IMF นั้น ทำให้เกิดคำถามตามมานั่นคือ "IMF คือนักบุญหรือ ปิศาจกันแน่" ประเทศที่วิ่งเข้าหาขอกู้เงินจากไอเอ็มเอฟ คือ ประเทศที่จนตรอกแล้วอย่างสิ้นเชิง ธนาคารเอกชน หรือ ธนาคารพาณิชย์ระหว่างชาติก็ไม่กล้าปล่อยเงินกู้ แต่ถ้าให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของไอเอ็มเอฟก่อนจึงจะยอมปล่อยเงินกู้ตาม ดังนั้น การวิ่งเข้าหา IMF ในสายตาของนานานชาติ หรือ ในสายตาของธนาคารระหว่างประเทศจึงไม่ใช่เรื่องของการได้รับความเชื่อถือแต่ตรงกันข้ามมากกว่า
มาตรการคลาสสิคของไอเอ็มเอฟ
ประการแรก คือ
การตั้งเงื่อนไขการใช้นโยบายการเงินมาแทนที่นโยบายการคลังโดยการสั่งลดงบประมาณเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ และการขาดดุล ซึ่งผลด้านกลับคือ เกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงันเป็นลูกโซ่ เพราะภาครัฐเป็นภาคที่มีเงินมากที่สุด การลดงบประมาณก็หมายความว่าข้าราชการจะไม่ได้รับการเลื่อนขั้น อาจจะถูกตัดบำเหน็จ บำนาญ หรือ ถูกปลดก็เป็นได้
มาตรการที่สอง คือ การบีบให้ลดค่าเงิน ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต่างชาติเดินเรียงคิวเข้ามาซื้อหุ้น และทรัพย์สินทุกอย่างที่ขวางหน้าในราคาถูก เช่น หุ้นธนาคาร หุ้นบริษัทเงินทุน หุ้นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีกำไรมหาศาล ถ้ามีการบริหารที่ดีและไม่มีการคอรัปชั่น การลดค่าเงินจะทำให้ราคาวัตถุดิบพื้นฐานมีราคาถูก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศอุตสาหกรรมด้วย
มาตรการที่สาม คือการขึ้นราคาค่าสาธารณูปโภคซึ่งจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อตามมา
อันเป็นการสวนทางกับนโยบายการควบคุมเงินเฟ้อ
มาตรการที่สี่ คือ การสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดี คือ การเสนอออกกฎหมายห้ามการนัดหยุดงาน
มาตรการที่ห้า คือ การยกเลิกเงื่อนไขการควบคุมการไหลเข้าออกของเงินตราต่างประเทศ หรือ เรียกว่าการเปิดเสรีทางการเงินเพื่อ เปิดให้ทุนต่างชาติที่ใหญ่กว่าเข้ามาเก็งกำไรในระยะสั้นและ ถอนตัวอย่างรวดเร็ว
มาตรการที่หก คือ การเสนอลดภาษีการนำเข้า ยกเลิกกำแพงภาษีเพื่อคุ้มครองผู้ผลิตในประเทศ ซึ่งจะทำให้การขาดดุลการค้าสูงขึ้น
มาตรการที่เจ็ด คือ การบงการให้ธนาคารตัด หรือ ลดสินเชื่อตัดวงเงิน โอ.ดี. ซึ่งจะทำให้ธุรกิจขนาดกลาง และขนาดเล็กล้มละลาย โรงงานทั้งขนาดกลางและ ขนาดเล็กต้องปิดกันเป็นแถว จะเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน หรือ เศรษฐกิจตกต่ำ มีแต่ทุนใหญ่เท่านั้นที่จะอยู่ได้ ช่องว่างระหว่างคนมีและคนจนจะถูกถ่างให้ห่างขึ้น ซึ่งผลของนโยบายเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเจตนาดีของ IMF นั้น แต่กลับส่งผลตรงกันข้ามและก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายทางสังคมตามมาและเกิดภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง รวมทั้งการขยายตัวของภาวะการว่างงานอย่างกว้างขวางทั่วหน้า ปัญหาโจรผู้ร้าย และปัญหาอาชญากรรมจะตามมา
อยากรู้จังเลยว่า ในความคิดของคุณสุวิชาคิดว่าถ้าไทยไม่กู้เงินIMFแล้วไทยจะเป็นอย่างไร
ถ้าประเทศไทยไม่ได้กู้เงินจาก IMF ประเทศไทยอาจจะประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจยาวนานและย่ำแย่กว่านี้เนื่องจาก IMF ได้ให้ความช่วยเหลือทั้งทางด้านการเงินและวิชาการ ทางด้านความช่วยเหลือด้านการเงิน IMF ได้เตรียมทรัพยากรไว้ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกภายใต้โครงการเงินกู้ (facility) หลายชนิดตามลักษณะปัญหาดุลการชำระเงินแต่ละกรณี โดยประเทศที่ขอความช่วยเหลือจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ IMF จึงจะได้รับอนุมัติเงินกู้ ทางด้านความช่วยเหลือด้านวิชาการ IMF จะมีการประชุมเพื่อปรึกษาหารือกับประเทศสมาชิกเพื่อทบทวนสถานการณ์และนโยบายเศรษฐกิจการเงินของสมาชิกเป็นประจำทุกปี (Article IV Consultation) นอกจากนี้ IMF จะจัดส่งผู้เชี่ยวชาญไปทำการศึกษาและให้ข้อเสนอแนะด้านต่าง ๆ เช่น เศรษฐกิจ การเงิน การคลัง การจัดองค์งาน และการทำรายงานสถิติ ซึ่งประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการได้รับความช่วยเหลือจาก IMF ได้แก่ ด้านวิชาการ คือการได้รับคำแนะนำด้านการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค เพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงิน เพื่อให้เศรษฐกิจปรับสู่เสถียรภาพโดยเร็วที่สุด , ประโยชน์ทางอ้อม คือ สร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด และอาจช่วยให้ประเทศสามารถกู้ยืมเงินจากตลาดทุนเอกชนได้เองเร็วขึ้น ฯลฯ
แล้วคุณปารินุชมีความคิดเห็นอย่างไรหากประเทศไทยประสบภาวะเศรษฐกิจแล้วไม่มีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ให้ความช่วยเหลือ??
ถ้าหากประเทศไทย ไม่ได้เงินช่วยเหลือจาก IMF อาจจะเกิดภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำและเกิดปัญหาทางด้านสังคม เช่นทำให้ตกงานเป็นจำนวนมาก และเกิดหนี้ /อุ๋ย
ใช่แล้วครับ เมื่อสิบปีที่แล้วเป็นช่วงที่ประเทศไทยและอีกหลายๆประเทศ เกิดวิกฤตการทางเงินครั้งรุนแรง สถาบันการเงินหลายๆแห่งได้หยุดชะงัก บางแห่งก็ถึงกับต้องปิดกิจการไป อธิบายแบบนี้คงจะไม่เห็นภาพ เอาเป็นว่าใครที่กู้เงินในตอนนั้น ธนาคารไม่สามารถปล่อยกู้ต่อได้ ทำให้ผู้กู้หลายรายต้องพลอยได้รับผลกระทบ(ประมาณว่า เงินไม่มางานไม่เดินของไม่มีเป็นหนี้พร้อมเลย สุดท้ายก็ต้องโดนยึดไป และยังมีหลายๆโครงการที่ต้องถูกทิ้งร้าง) แต่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็เห็นจะเป็นกลุ่มของธนาคารนี่ล่ะ ซึ่งธุรกิจประเภทนี้ส่วนใหญ่แล้วจะมีหนี้เป็นดอลล่าร์ จึงทำให้ได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่ถ้าเราไม่ได้รับเงินกู้จากไอ.เอ็ม.เอฟ เราอาจจะมีสภาพที่ไม่แตกต่างกับบางประเทศในแถบอเมริกาใต้ ซึ่งตอนนี้ใกล้จะเป็นประเทศที่ล้มละลายเข้าไปทุกทีแล้ว เป็นประเทศที่ไม่มีใครอยากจะไปลงทุน หรือแค่คิดจะไปลงทุนก็เสียไปมากกว่าครึ่งแล้ว (อันนี้เกินไปหรือป่าว?) ไม่เกินไปหรอกครับ เพราะว่าการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงหย่อมส่งผลเสียมากกว่าผลดีเป็นแน่ อันที่จริงแล้วยังมีเหตุผลอีกมากมายที่ทำไม?ประเทศไทยของเราจึงต้องกู้เงินจากไอ.เอ็ม.เอฟด้วย งั้นเอาไว้โอกาสหน้าดีกว่า ถ้าโพสต์ยาวไปคงจะขี้เกียจอ่านกันแน่ๆ (อธิบายได้ละเอียดดี อ่านแล้วชวนให้คิดถึงตอนที่กำลังเรียนอยู่ คุณเจ้าของบล๊อกยังเรียนอยู่ใช่หรือป่าวเอ่ย? ถ้าเรียนอยู่ก็ขอให้จบไวๆล่ะกันนะครับ สู้ๆ.. )