สังคม วัฒนธรรม ไทย
สังคม หมายถึง กลุ่มคนที่อยู่รวมกัน มีความสัมพันธ์กัน พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีระเบียบกฎเกณฑ์ และความเชื่อถือที่สำคัญๆ ร่วมกัน ตลอดจนมีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกันเอง และระหว่างบุคคลกับกลุ่มสังคม
วัฒนธรรม หมายถึง ระเบียบกฎเกณฑ์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. วัฒนธรรมทางวัตถุ ( Material Culture ) ได้แก่ สิ่งประดิษฐ์ และเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ และการประดิษฐ์คิดค้นของมนุษย์
2. วัฒนธรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุ ได้แก่ ค่านิยม อุดมการณ์ แนวความคิด หรือแบบแผนปฏิบัติต่างๆ ที่เป็นที่ยอมรับของกลุ่มว่ามีความเหมาะสม อาจเรียกว่า วัฒนธรรมทางจิตใจ ก็ได้
องค์ประกอบของวัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุ
1. องค์มติ หมายถึง เป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ของวัฒนธรรม
2. องค์พิธีการ หมายถึง แบบแผนปฏิบัติ หรือวิธีดำเนินการ
3. องค์การ หมายถึง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในวิธีดำเนินการ
4. องค์วัตถุ หมายถึง อุปกรณ์ หรือเครื่องมือที่นำมาใช้
ตัวอย่างการวิเคราะห์องค์ประกอบของสถาบันการเมืองการปกครอง
องค์มติ คือ ประเทศชาติมั่นคงประชาชนอยู่สุขสบาย
องค์พิธีการ คือ นโยบายทางการเมืองการปกครองของรัฐบาล
องค์การ คือ ผู้ปกครองประเทศ และประชาชน
องค์วัตถุ คือ รัฐธรรมนูญ กฎหมาย เนื้อหาของ
วัฒนธรรมไทย แบ่งได้ 4 ประเภท
1. คติธรรม หมายถึง วัฒนธรรมที่เป็นแนวทางในการดำรงชีวิต อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับด้านศีลธรรมและจิตใจ
2. เนติธรรม หมายถึง วัฒนธรรมที่เป็นระเบียบแบบแผน
3. สหธรรม หมายถึง วัฒนธรรมทางสังคม ในอันที่จะทำให้อยู่ร่วมกันอย่างผาสุก
4. วัตถุธรรม หมายถึง วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับวัตถุ โครงสร้างของสังคม
องค์ประกอบของโครงสร้างสังคม มีดังนี้
1. สถานภาพและบทบาทของบุคคลในสถาบันสังคม สถานภาพ หมายถึง ตำแหน่งหรือฐานะของบุคคลในสถาบันสังคมหนึ่งๆ ตำแหน่งทางสังคมหรือสถานภาพจะเป็นเครื่องบอกให้ทราบว่าใครเป็นใครในสถาบันนั้นๆ บทบาท คือหน้าที่ที่จะต้องกระทำตามตำแหน่ง หรือสถานภาพของตน
2. สถาบันทางสังคม หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น เป็นไปในแบบของการประพฤติประฏิบัติไม่ปฏิบัติตามจะถูกลงโทษโดยวิธีการต่างๆ องค์ประกอบของสถาบันสังคม 1. สถานที่หรือองค์การ 2. บุคคล 3. ระเบียบข้อบังคับ สถาบันทางสังคม แบ่งเป็น 7 สถาบัน 1. สถาบันครอบครัว 2. สถาบันการศาสนา 3. สถาบันการศึกษา 4. สถาบันเศรษฐกิจ 5. สถาบันการเมืองการปกครอง 6. สถาบันนันทนาการ 7. สถาบันสื่อสารมวลชน สถาบันทั้ง 7 มีความสัมพันธ์กัน และทุกสถาบันย่อมทำหน้าที่ของตนเอง เพื่อความเป็นระเบียบเรีบยร้อยของสังคม
 การจัดระเบียบทางสังคม การจัดระเบียบทางสังคม คือ การทำให้คนอยู่รวมกันในสังคมอย่างมีระเบียบ โดยประพฤติปฏิบัติภายใต้แบบแผนกฎเกณฑ์เดียวกัน การจัดระเบียบทางสังคมจึงเป็นเรื่องของตัวมนุษย์เอง ในอันที่จะต้องปฏิบัติต่อกันภายใต้ระเบียบแบบแผนอย่างเดียวกันในทางสังคมของตนหรือกลุ่มสังคมนั้นเอง
การจัดระเบียบทางสังคม จะเป็นระบบได้ต้องประกอบไปด้วยปัจจัยสำคัญดังนี้
1. ค่านิยม หมายถึง สิ่งที่คนสนใจ สิ่งที่คนปรารถนาได้ ค่านิยมเป็นรูปแบบของความคิดที่ติดอยู่ในใจของคนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งเป็นแนวทางที่ควรยึดถือไว้เพื่อประพฤติตามค่านิยมเป็นสิ่งควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ * ค่านิยมของแต่ละบุคคล * ค่านิยมของสังคม
 2. บรรทัดฐาน หมายถึง ระเบียบของกฎหมาย รูปแบบพฤติกรรมที่สังคมวางไว้ เพื่อกำหนดแนวทางสำหรับให้บุคคลยึดถือปฏิบัติในสถานการณ์ต่างๆ บรรทัดฐานมีความสำคัญต่อการควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคมช่วยทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมของบุคคล ทำให้เกิดระเบียบแบบแผนอันดีงาม บรรทัดฐานของสังคมส่วนใหญ่ได้มาจากค่านิยม
บรรทัดฐานแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. วิถีประชา หรือวิถีชาวบ้าน หมายถึง ขนบธรรมเนียมประเพณีที่เป็นหลักเกณฑ์ในการดำเนินชีวิตของคนในสังคม ซึ่งปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเกิดเป็นความเคยชินและธรรมเนียม เช่น ชายไทยควรจะบวชเมื่ออายุ 20 ปี เป็นต้น
2. จารีต เป็นประเพณีที่สำคัญกว่าวิถีชาวบ้านเป็นเรื่องเกี่ยวกับศีลธรรม หากใครฝ่าฝืนประเพณีถือว่าประพฤติชั่ว และจะได้รับโทษจากสังคม
3. กฎหมาย หมายถึง บทบัญญัติ เพื่อควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมให้สงบเรียบร้อย ถ้าผู้ใดละเมิดก็มีบทลงโทษ สังคมย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามสภาพเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมสังคมใดที่วัฒนธรรมเจริญขึ้นกฎเกณฑ์และระเบียบแบบแผน ธรรมเนียมประเพณีค่านิยมก็ต้องเปลี่ยนไปด้วยตามกาลสมัย
 ลักษณะสังคมไทย มีลักษณะดังนี้
1. มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
 2. เป็นสังคมเกษตรกรรม
3. เป็นสังคมที่มีระดับการศึกษาค่อนข้างต่ำ
 4. มีการอพยพเคลื่อนย้ายไปสู่ถิ่นอื่นมากขึ้น
5. มีโครงสร้างของการแบ่งชนชั้น
 ลักษณะของชุมชนในสังคมไทย
1. สังคมชนบท หมายถึง เขตนอกเมือหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม สภาพความเป็นอยู่คล้ายคลึงกัน ชาวชนบทที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกันฉันท์มีความผูกพันฉันท์พี่น้อง สังคมชนบทมีลักษณะเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ( ครอบครัวขยาย ) สมาชิกในครอบครัวมักช่วยกันทำงานเพื่อผลิตอาหาร ชาวชนบททำงานเป็นฤดูกาลมีความผูกพันกับศาสนา ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีศาสนาอย่างเคร่งครัด วัดเป็นศูนย์กลางรวมจิตใจของชาวชนบท รวมทั้งใช้ประกอบกิจกรรม พิธีกรรมต่างๆ และใช้ด้านการศึกษา
สภาพสังคมชนบทในปัจจุบันทำให้เกิดปัญหา 2 ประการ คือ * ปัญหาทางสังคมซึ่งชาวชนบทต้องประสบ เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ * ปัญหาทางวัฒนธรรม ปัจจุบันชาวชนบทได้รับวิทยาการสมัยใหม่ต่างๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อชาวชนบทเป็นอันมาก เช่น เครื่องจักรทุ่นแรงสำหรับการประกอบอาชีพ อุปกรณ์ที่ทำให้การดำรงค์ชีวิตได้รับความสะดวกสบายขึ้น อันส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และมีความสิ้นเปลืองมากขึ้นตามไปด้วย
2. สังคมเมือง หมายถึง บริเวณที่มีประชากรอาศัยอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เป็นศูนย์กลางของความเจริญต่างๆ การคมนาคมสะดวก ประชาชนประกอบอาชีพหลากหลาย ความสัมพันธ์ของคนในสังคมเมืองเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน โดยมากมักจะติดต่อกันด้วยตำแหน่งหน้าที่การงาน ความจริงใจที่มีต่อกันน้อยมาก ความสัมพันธ์ของชาวเมืองมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มต่างๆ สังคมเมืองมีลักษณะเป็นครอบครัวขนาดเล็ก ( ครอบครัวเดี่ยว ) สมาชิกในครอบครัวมักจะประกอบอาชีพแตกต่างกัน วัดเป็นเพียงแหล่งประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น ไม่ได้เป็นศูนย์รวมจิตใจเหมือนกับสังคมชนบทพฤติกรรมของชาวเมืองจะยึดกฏหมายเป็นหลัก เศรษฐกิจในสังคมเมืองจะมีความยุ่งยากมาก การเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย การเปลี่ยนแปลงทางสังคม หมายถึง การที่ระบบสังคม กระบวนการแบบอย่าง หรือรูปแบบทางสังคม เช่น ขนบธรรมเนียมประเพณี ระบบครอบครัวหรือระบบการปกครองได้เปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางสังคมนี้อาจจะเป็นไปทางก้าวหน้าหรือถดถอย เป็นอย่างถาวรหรือชั่วคราวโดยวางแผนให้เป็นไปหรือเป็นไปเอง และที่เป็นประโยชน์หรือให้โทษก็ได้ทั้งสิ้น ปัญหาสังคม ปัญหาสังคม หมายถึง สภาพการณ์ที่กระทบกระเทือนบุคคลจำนวนมาก โดยเป็นที่ไม่ต้องการและมีความรู้สึกว่าควรจะมาร่วมกันแก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้ดีขึ้น
 ลักษณะของปัญหาสังคม
1. สภาพการณ์ที่กระทบกระเทือนบุคคลจำนวนมาก
2. เป็นวิธีการที่ไม่ชอบธรรมหรือถูกต้อง
3. รู้สึกว่าสามารถจะจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดได้
4. ในรูปของการกระทำร่วมกัน
สาเหตุของการเกิดปัญหาสังคม
1. การเปลี่ยนแปลงทางสังคม
2. ความไม่เป็นระเบียบในสังคมและพฤติกรรมเบี่ยงเบน
3. บุคลิกภาพหรือพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้
ปัญหาในสังคมไทยปัจจุบัน
 1. ปัญหาความยากจน สาเหตุมักมาจากความผิดปกติของร่างกายและจิตใจ การเจ็บป่วย การศึกษาต่ำ ขาดความชำนาญ ความเกียจคร้าน การแตกแยกของครอบครัว อุบัติเหตุจากอุตสาหกรรม ภัยธรรมชาติ การว่างงาน และมีบุตรมากเกินไป
 2. ปัญหายาเสพติดให้โทษ สาเหตุมักเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์การชักนำตามอย่าง ตลอดจนเพื่อผ่อนคลายเครียดของปัญหาชีวิตเป็นต้น
3. ปัญหาโรคเอดส์ สาเหตุมักมาจากความสำส่อนทางเพศ การขาดความรู้ ความยากจน ยาเสพติด และค่านิยมที่ไม่ถูกต้อง
วิธีการป้องกันและแก้ปัญหา
1. ให้การศึกษาแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง
2. รัฐต้องให้สวัสดิการที่ดีแก่ประชาชน
3. มีการพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น พัฒนาทรัพยากร ส่งเสริมการลงทน ให้ความช่วยเหลือ เกษตร เป็นต้น
4. มีการพัฒนาสังคม โดยเฉพาะในครอบครัว ศาสนาสากล
วัฒนธรรม หมายถึง วิถีการดำเนินชีวิต (The way of life) ของคนในสังคม นับตั้งแต่วิธีกิน วิธีอยู่ วิธี แต่งกาย วิธีทำงาน วิธีพักผ่อน วิธีแสดงอารมณ์ วิธีสื่อความ วิธีจราจรและขนส่ง วิธีอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ วิธี แสดงความสุขทางใจ และหลักเกณฑ์การดำเนินชีวิต โดยแนวทางการแสดงออกถึงวิถีชีวิตนั้นอาจเริ่มมาจาก เอกชนหรือคณะบุคคลทำเป็นตัวแบบ แล้วต่อมาคนส่วนใหญ่ก็ปฏิบัติสืบต่อกันมา วัฒนธรรมย่อมเปลี่ยนแปลง ไปตามเงื่อนไขและกาลเวลาเมื่อมีการประดิษฐ์หรือค้นพบสิ่งใหม่ วิธีใหม่ที่ใช้แก้ปัญหาและตอบสนองความ ต้องการของสังคมได้ดีกว่า ซึ่งอาจทำให้สมาชิกของสังคมเกิดความนิยม และในที่สุดอาจเลิกใช้วัฒนธรรมเดิม ดังนั้นการรักษาหรือธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมเดิมจึงต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาวัฒนธรรมให้ เหมาะสมมีประสิทธิภาพตามยุคสมัย
 ปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างทางวัฒนธรรม ปัจจัยที่ทำให้วัฒนธรรมของไทยในแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกัน ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และสภาพ แวดล้อมทางสังคม
 1) สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ที่เป็นตัวกำหนลักษณะวัฒนธรรม ได้แก่ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ตำแหน่ง ที่ตั้ง ดังต่อไปนี้
1.1) ภูมิประเทศ ลักษณะภูมิประเทศมีผลต่อการตั้งถิ่นฐานและประกอบอาชีพ เช่น ที่ราบลุ่มที่อุดม สมบูรณ์ประชาชนก็จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ พื้นที่ชายทะเลก็จะประกอบอาชีพประมง พื้นที่ทุ่งหญ้าก็จะประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น เมื่อคนไทยคิดจะประกอบอาชีพอะไรก็จะคิดหาวิธีการ สร้างเครื่องมือเครื่องใช้ ในการประกอบอาชีพนั้น จึงเกิดวัฒนธรรมอันเนื่องมาจากอาชีพ เช่น ถ้าประกอบอาชีพ ทำนา ก็คิดสร้างแปลงนา ฝาย ทำนบ ใช้แรงงานวัวหรือควายช่วยทำนา ประดิษฐ์คันไถ อาชีพประมงก็จะต้อง ต่อเรือทำเครื่องมือจับสัตว์น้ำ เช่น อวน แห สวิง กระชัง เป็นต้น
 1.2) ภูมิอากาศ ชุมชนที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีอุณหภูมิแตกต่างกันย่อมมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนจากลักษณะของบ้านเรือน และการแต่งกาย ลักษณะบ้านเรือน ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศร้อน ฝนตกชุก เกิดน้ำท่วมเป็นประจำก็จะสร้างบ้าน ใต้ถุนสูง หลังคาบ้านเป็นทรงหน้าจั่วเพื่อให้น้ำฝนที่ ตกลงมาไหลผ่านได้สะดวก มีกันสาดเพื่อป้องกันฝนสาด และยังต้องมีช่องลมให้ลมผ่าน เพื่อระบายอากาศ เรียกว่า ช่องลม การแต่งกาย ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่อากาศร้อนจะใส่เสื้อผ้าบาง หรือมีน้อยชิ้น ถ้าอยู่ในบริเวณอากาศ หนาวก็จะใส่เสื้อผ้าที่หนาหรือมีมากชิ้น
1.3) ตำแหน่งที่ตั้ง การตั้งถิ่นฐานในตำแหน่งต่างกันย่อมก่อให้เกิดวัฒนธรรมที่ต่างกันด้วย เช่น ถ้าอยู่ ใกล้เส้นทางคมนาคมมีการติดต่อกับสังคมอื่นเสมอ ก็จะได้รับวัฒนธรรมจากอิทธิพลอื่นมาผสมผสาน เช่น บริเวณชายฝั่งทะเลจะมีการประกอบอาชีพค้าขาย อาชีพให้บริการแก่ผู้เดินทางหลากหลายอาชีพ มีการติดต่อสัมพันธ์ กับสังคมอื่นย่อมได้รับอิทธิพลของวัฒนธรรมอื่นด้วย
2) สภาพแวดล้อมทางสังคม ชุมชนที่อยู่ใกล้กันย่อมมีการถ่ายทอดซึ่งกันและกัน เช่น ชุมชนทางเหนือ ได้รับอิทธิพลจากพม่า ชุมชนทางใต้ได้รับอิทธิพลจากมาเลเซีย และถึงแม้จะอยู่ห่างไกลกันแต่มีการติดต่อสัมพันธ์ กันก็อาจจะมีการถ่ายทอดวัฒนธรรมให้กันได้ เช่น จีน อินเดีย เป็นต้น
ลักษณะที่สำคัญของวัฒนธรรม จากการศึกษาเปรียบเทียบวัฒนธรรมในหลายๆแห่งทั่วโลกโดยนักมานุษยวิทยา วัฒนธรรมได้สรุปลักษณะสำคัญของวัฒนธรรม ไว้ 6 ประการด้วยกัน
1. วัฒนธรรมเป็นความคิดร่วม ( Shared idea ) โดยค่านิยม ทางสังคมจะเป็นตัวกำหนดมาตรฐานพฤติกรรมของคน ในวัฒนธรรมเดียวกัน จะสามารถคาดคะเนพฤติกรรมของผู้อื่นในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ซึ่งทำให้ พฤติกรรมของเขามีความสอดคล้องต้องกันของผู้อื่น
2. วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์เรียนรู้ทีละเล็กทีละน้อย ( Learned ) จากการเกิด และเติบโตมาสังคมหนึ่ง วัฒนธรรมเปรียบเสมือน “มรดกทางวัฒนธรรม“ ได้รับถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง โดยผ่านกระบวนการถ่ายทอดทางวัฒนธรรม หรือกระบวนการเรียนรู้ ทางวัฒนธรรม ( Enculturation ) รวมทั้งการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ ประสบการณ์ต่างๆเหล่านี้ที่มนุษย์ได้รับ การสะสมมาจากการเป็นสมาชิกสังคม จากกระบวนการเรียนรู้ทางวัฒนธรรมนั้นมนุษย์สามารถเข้าใจได้ว่าตนในสังคม เดียวกันมีพฤติกรรมเช่นไรที่สังคมยอมรับว่าดีหรือไม่ดีเช่นไรมนุษย์จะรับเอา ทัศนคติ ค่านิยมและความเชื่อที่สังคมยอมรับมาเป็นของตน
3. วัฒนธรรมเป็นองค์รวมของความรู้และภูมิปัญญา ( Wisdom ) ในลักษณะนี้วัฒนธรรมมีหน้าที่สนองต่อ ความต้องการของมนุษย์เช่นสอนให้ มนุษย์รู้จักหาอาหารวางกฎเกณฑ์ให้มนุษย์ดำเนินชีวิตอย่างมีระเบียบแบบแผน เพื่อให้สังคมทำงานไปได้อย่างมีระบบ นอกจากนี้วัฒนธรรมยังช่วยให้มนุษย์ ปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อม เป็นพื้นฐานด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อ ความเจริญและความอยู่รอดของมนุษย์
4. วัฒนธรรมมีพื้นฐานจากการใช้สัญลักษณ์ ( symbolic ) พฤติกรรม ของมนุษย์มีต้นกำเนิดจากการใช้สัญลักษณ์ ชีวิตประจำวันของเราได้เกี่ยวข้อง กับสัญลักษณ์ไม่ว่าจะเป็น เงินตรา สัญญาณไฟจราจรสัญลักษณ์ทางศาสนา สัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุด ที่มนุษย์ใช้คือ ภาษา ซึ่งเป็นเครื่องสื่อความหมายซึ่งกัน และกันนอกจากนี้ภาษา และระบบสัญลักษณ์อื่น ๆ ยังช่วยให้มนุษย์สามารถ เก็บรวบรวมความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่างๆอย่างเป็นระบบและสามารถถ่ายทอด ความรู้ไปยังคนรุ่นหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. วัฒนธรรมคือกระบานการที่มนุษย์กำหนดนิยามความหมายให้กับ ชีวิตและสิ่งต่าง ๆ ( life and thing ) ที่อยู่รอบตัวเราและกระบวนการ การกำหนดนิยามและความหมายอาจแสดงออกในรูปของ ความเชื่อทางศาสนา พิธีกรรม เทพปกรณัม จักรวาลวิทยา เมื่อมนุษย์ในสังคมแห่งหนึ่งพยายาม กำหนดนิยามความหมายดังกล่าว ก็ย่อมกลายมาเป็นการสร้างแนวคิดพื้นฐาน ของระบบเมืองและ การปกครองของสังคม
 6.วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ไม่หยุดนิ่ง หากแต่มีการปรับตัวและ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ( dynamic ) การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม มีสาเหตุหลายประการเช่น การเปลี่ยนแปลงมาจากการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม ( diffusion ) เช่นความคิดและค่านิยมที่มาจากวัฒนธรรมอื่นและ มีผลก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และการยอมรับในวัฒนธรรมของเรา การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมอาจมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่มาจากความพยายามของมนุษย์ในการควบคุมธรรมชาติและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ อาจกล่าวได้ว่าเมื่อเทคโนโลยีการผลิตเปลี่ยนแปลงไปวัฒนธรรมจะเปลี่ยนแปลง ไปด้วย ถ้าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินไป จนกระทั่งวัฒนธรรมและ ประเพณีปฏิบัติไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันอาจส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ที่ เรียกว่า “ วัฒนธรรมล้า “ ( Culture Lag ) จะทำให้สมาชิกในสังคม เกิดความรู้สึกแปลกแยกและอาจมีผลกระทบรุนแรง ถึงขั้นทำให้วัฒนธรรม ในสังคมนั้นๆ แตกสลายได้