10 คำถาม สู่การสอนการเขียนเรียงและ ข้อความภาษาอังกฤษ

สวัสดีค่ะ สมาชิก gotoknowทุกท่าน,

 

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่ดิฉันมีโอกาส ได้เพิ่มบันทึกใน gotoknow วันนี้ มีเทคนิกในการสอนการเขียนข้อความหรือการเขียงเรียงความภาษาอังกฤษมาฝากนะค่ะ อาจจะไม่ดีที่สุด แต่ก็เป็นเทคหนึ่งที่ดิฉันใช้ในการสอนการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ ในระดับม.1-3 เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว และ ผู้เรียนก็สามารนำไปใช้ได้จริงในการเขียนด้วยตนเอง ที่มาของเทคนิคนี้ คือเมื่อดิฉันเจอปัญหา ว่าเราจะเริ่มต้นอย่างไร ในการสอน เพราะในขณะที่เรียงความภาษาไทยนักเรียนยังคิดไม่ออก เขียนไม่ได้ แล้วภาษาอังกฤษละจะทำอย่างไร ดังนั้นเทคนิคการตั้งคำถามแล้วให้ผู้เรียนตอบจึงเกิดขึ้น แล้วนำคำตอบนั้นมาเขียนเป็นเรียงความ และพยายามให้ผู้เรียนทำบ่อยๆ แล้วจะเกิดทักษะในตั้งคำถาม และนำไปเขียนเป็นเรียงความหรือ ข้อความได้คล่อง ลองดูนะค่ะ

 

และถ้ามีอไรดี ช่วยเสริม และเพิ่มเติมได้ค่ะ ยินดีเสมอ

ครูบุญศรี

19 th July 2010

 

               "10 คำถามสู่กระบวนการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ"

                  รูปแบบการสอนการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ

                                        โดย บุญศรี  บรรเลงการ

 

  1. 1.              ความสำคัญและความเป็นมาของรูปแบบการสอน 

ปัจจุบันการดำรงชีวิตที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร  เนื่องจากยุคปัจจุบันเป็นโลกยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ(Information Technology)  การรับส่งขอมูลข่าวสารสามารถทำได้รวดเร็วโดยวิทยาการที่ทันสมัย จากสาเหตุนี้ทำให้มนุษย์ในปัจจุบันนอกจากเรียนรู้ภาษาแม่แล้ว ยังต้องเรียนรู้ภาษาที่สองหรือภาษาต่างประเทศเมื่อใช้ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลข่าวสารจากมนุษย์ที่ใช้ภาษาต่างจากตน  มีประชากรหลายล้านคนหลายประเทศทั่วโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง  ซึ่งส่งผลให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สำคัญเป็นภาษาสากลที่แพร่หลายแทบทุกประเทศทั่วโลก

ในประเทศไทยมีการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษอย่างยาวนานโอกาสที่คนไทยจะใช้ภาษาอังกฤษมีมากกว่าภาษาอื่นที่รองลงมาจากภาษาไทย ไม่ว่าจะเป็นทักษะการฟัง ทักษะการพูด ทักษะการอ่าน และทักษะการเขียน จนถึงปัจจุบันที่มีหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544  กำหนดให้มีการเรียนรู้สาระพื้นฐาน 8 กลุ่มสาระ ทั้งนี้นักเรียนจะต้องเรียนทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1- มัธยมศึกษาปีที่  6 และกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศเป็นอีกกลุ่มสาระหนึ่งที่ผู้เรียนจะต้องเรียน ซึ่งในสภาพความเป็นจริงของปัจจุบัน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ พบว่ายังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ทักษะการเขียนเป็นอีกทักษะหนึ่งที่ผู้สอนมีอุปสรรคและปัญหาในการสอน

ในปัจจุบันการเรียนการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษยังมีปัญหาและอุปสรรคหลายอย่างที่ทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเขียนเพื่อการสื่อความ ในรูปของบทความ และเรียงความ ทั้งในระดับชั้นประถมศึกษาและระดับชั้นมัธยมศึกษา นักเรียนยังไม่สารมารถใช้ภาษาในการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ตามที่ตนต้องการ ทั้งมีสาเหตุมาจากหลายประการได้แก่ ประการแรก ตัวผู้เรียนซึ่งขาดความสนใจและมั่นใจในการเขียนภาษาอังกฤษ จึงส่งผลให้ความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษอยู่ในระดับต่ำ ประการที่สอง ตัวครูผู้สอน โดยครูผู้สอนยังขาดเทคนิควีสอนที่หลายหลาก เหมาะสมและขาดความน่าสนใจ ประการที่สาม การจัดสภาพห้องเรียนภาษาไม่ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจอยากเรียน (สินีนาถ สัตยมาศ.  2528:18-19 ; ศรีมาลา  พิมพะนิตย์. 2529 : 3-5)

จากงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ประสบปัญหาในเรื่องความมั่นใจในการเขียนภาษาอังกฤษ สืบเนื่องมาจากปัญหาการเขียนของนักเรียน ได้แก่ การไม่รู้คำศัพท์ที่จำนำมาเขียน การเลือกใช้คำศัพท์ สำนวน การใช้โครงสร้างทางไวยากรณ์ การใช้เครื่องหมายวรรคตอน และการเรียบเรียบเรียงความคิดให้เป็นเรียงความที่ดี และสามารถสื่อความหมายได้ ( ปรียา ธีระวงค์.  2525 : 63-67 ; สมบูรณ์ วิภาวีนุกูล.  2528 :  90- 111 ;  ศรีมาลา  พิมพะนิตย์.  2529 : 2 ; อ้างอิงมาจาก Raimes )

และสาเหตุอีกประการหนึ่งที่การเรียนการสอนทักษะการเขียนไม่ประสบผลสำเร็จคือ ตัวครูผู้สอนเอง ยังขาดทักษะการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจและเหมาะสมกับตัวผู้เรียน ครูยังยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ดังที่วอล์คเกอร์ ศึกษาพบว่า ผู้เรียนไม่ชอบให้ครูตรวจแก้ข้อผิดพลาดทุกแห่ง นอกจากข้อผิดพลาดที่สำคัญเท่านั้น   มุ่งเน้นการสอนทักษะภาษาและโครงสร้างทางไวยากรณ์เท่านั้น ซึ่งเป็นการสอนที่เอื้อต่อการสื่อสาร ในการพัฒนาความสามารถทางการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อความหมายของผู้เรียน ต้องเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้( Student Centered) มีกระบวน

การปฎิสัมพันธ์(Process of Interaction) มีจุดมุ่งหมายของการใช้ภาษา เนื้อหา สื่อการสอน ตลอดจนกิจกรรมต่างๆ ( สุภัทรา อักษรานุเคราะห์ . 2531: 6 ) ดังนั้นครูผู้สอนจึงต้องคิดค้นหาวิธีเทคนิคการสอนที่เหมาะสมและสามารถทำไห้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน สามารถนำไปใช้ได้ในสถานการณ์จริง  จากสภาพปัญหาดังกล่าว ทำให้ผู้สอนต้องการช่วยเหลือผู้เรียนและแก้ปัญหาในการจัดกิจกรรม การสอนทักษะการเขียนดังกล่าว ผู้สอนจึงได้คิดค้นวิธีสอนคือ รูปแบบการสอนการเขียนเรียงความ โดยการใช้ “เทคนิค 10 คำถามสู่กระบวนการเขียนเรียงความ- Techniques  10 Questions for leading writing an essay”  เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนของผู้เรียนต่อไป

 

  1. 2.            ทฤษฏีและแนวคิดพื้นฐาน 

แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การเขียนเรียงความ โดยการใช้ “เทคนิค 10 คำถามสู่กระบวนการเขียนเรียงความ- Techniques  10 Questions for leading writing an essay” 

  1. 1.              กระบวนการเรียนการสอนและการจัดกิจกรรมเพื่อการสื่อสาร 

การเรียนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร  (Communicative Language  Teaching)  หรือ  CLT  เป็นวิธีการสอนที่สนับสนุนทฤษฎีภาษา  และการเรียนรู้ภาษา  ซึ่งเน้นการใช้ภาษาเพื่อการติดต่อสื่อสารกัน  แนวคิดนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษเมื่อปลายปี ค.ศ.1960  เนื่องจากยุโรปในเวลานั้นมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ  จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษติดต่อสื่อสารกันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในตลาดแรงงานยุโรป  (Richards  and  Rogers.  1986)  แนวการสอนภาษา เพื่อการสื่อสารเป็นวิธีสอนที่กำลังมีบทบาทมากในปัจจุบัน เพราะจุดมุ่งหมายหลักของวิธีการสอน คือความสามารถในการสื่อสาร (Communicative Competence)

ในการจัดกิจกรรมเพื่อการสื่อสารจะเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน  (Student Centered) ซึ่งจะมุ่งที่ความสามารถในการสื่อสารได้  ดังนั้นผู้สอนจึงควรจัดกิจกรรมทางภาษาเพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้าถึงภาษาอย่างแท้จริง  โดยจะยึดจุดหมายปลายทางของการจัดกิจกรรมเป็นสำคัญ  กิจกรรมการสื่อสารมี  2  ชนิด  (Littlewood.  1983 : 20 – 21)  ได้แก่  กิจกรรมที่จัดตามวัตถุประสงค์ที่จะสื่อสาร  (Functional  Communicative  Activities)  จะเน้นการสื่อความหมายที่มีประสิทธิภาพ  อาจไม่คำนึงถึงความถูกต้องทางไวยากรณ์มากนัก  และกิจกรรมที่จัดเพื่อการปฏิสัมพันธ์ในสังคม  (Social  Interaction  Activities)  เป็นกิจกรรมที่จัดให้ใช้จริงกับบุคคลอื่นๆ  ในสังคม  โดยใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ  ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน  สำหรับในห้องเรียนครูควรจัดกิจกรรมบทบาทสมมติ  หรือสถานการณ์จำลอง

                การเรียนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารจะมีประสิทธิภาพนั้นจะต้องเป็นกิจกรรมที่ดี  และมีลักษณะสำคัญที่เอื้อต่อการสื่อสาร  อันประกอบด้วย  1) ความต้องการในการสื่อสาร  (Communicative  Needs)  กิจกรรมที่จะให้ผู้เรียนกระทำเพื่อฝึกภาษาในการสื่อสารนั้น  ผู้เรียนต้องรู้ความต้องการ  หรือความจำเป็นในการสื่อสาร  2) จุดประสงค์ของการสื่อสาร  (Communicative  Purpose)  กิจกรรมที่ดีควรมีจุดมุ่งหมายในการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมายที่แท้จริงในชีวิตประจำวันมากกว่าให้ฝึกใช้ตัวภาษา  3) เน้นเนื้อหาไม่ใช่รูปแบบภาษา  (Content not  Form)  กิจกรรมที่ดีควรมีเนื้อหาและวิธีการที่น่าสนใจ  เหมาะสมกับวัยและความถนัดของผู้เรียน  รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน เพราะกิจกรรมที่น่าสนใจจะทำให้ผู้เรียนมุ่งไปที่สารไม่ใช่รูปแบบภาษา  นอกจากนี้กิจกรรมที่ดีไม่ควรง่ายเกินไปหรือยากเกินไป  มีเนื้อหาภาษาอยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับความสามารถทางภาษาที่ผู้เรียนมีอยู่เล็กน้อยหรือระดับ  i + 1  4) ความหลากหลายของภาษา  (Variety of Language) กิจกรรมต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาหลายรูปแบบ  รวมทั้งการนำความรู้และประสบการณ์ต่างๆ  มาช่วยตีความเพื่อที่จะสามารถสื่อความหมายได้  5) ไม่มีการแทรกแซงจากผู้สอน  (No  Teacher  Intervention)  ผู้เรียนเป็นผู้กระทำกิจกรรมมากกว่าผู้สอน  และจะไม่แก้ข้อผิดพลาดแต่จะประเมินผลสุดท้ายของกิจกรรมว่าบรรลุจุดประสงค์ของการสื่อสารไม่ใช่การใช้ภาษาที่ถูกต้อง  6) ไม่มีการควบคุมสื่อ  (No  Materials  Control)  กิจกรรมที่ดีไม่ควรกำหนดภาษาที่ผู้เรียนต้องใช้  ควรให้ผู้เรียนมีโอกาสเลือกเนื้อหา  หรือรูปแบบภาษาด้วยตนเอง  7) ควรให้ผู้สื่อความหมายได้รับข้อมูลย้อนกลับ  (Feedback)  จากกันและกัน  เพื่อจะได้ประเมินความสำเร็จในการสื่อสารของตน (อรุณี วิริยะจิตรา. 2532 : 78 – 81 ; สุจิตรา  สวัสดิวงษ์.  2536 : 51 – 52 ; อ้างใน  Harmer.  1983 : 44 – 45  และ  Savignon. 1983 : 32)

                การจัดกิจกรรมเพื่อการสื่อสารในห้องเรียนนั้นผู้สอนควรจะคำนึงถึงสิ่งต่างๆ  ดังนี้  คือ  จัดให้มีเนื้อหาที่เป็นจริงในชีวิตประจำวัน  สร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนอยากมีส่วนร่วมในกิจกรรม  จัดให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนข้อมูลที่ไม่รู้มาก่อนซึ่งกันและกัน  จัดให้มีกิจกรรมร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ  หากเป็นไปได้ควรให้ผู้เรียนเลือกเนื้อหาเอง  นอกจากนี้ควรจัดกิจกรรมให้เรียบง่าย  และสอดคล้องกับวิชาที่สอน  ดังนั้นในการนำกิจกรรมการสื่อสารไปใช้ในห้องเรียนนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนภาษา  เพื่อการสื่อสารหลายประการ  (Littlewood.  1983 : 17 – 18)  คือ 1)  ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะโดยรวม  (Whole – task  Practice)  2) กระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจ  เพราะได้ติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น  และรู้สึกว่าเป็นการเรียนที่มีประโยชน์  3) ทำให้การเรียนภาษาเป็นตามธรรมชาติ  4)  สามารถสร้างปริบทที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้  เพราะเมื่อผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กันจะเกิดความเข้าใจ  และช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนให้ผู้เรียนแต่ละคนได้ใช้ความสามารถในการเรียนอย่างเต็มที่

                ขั้นตอนการสอนทักษะภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสารที่ครูผู้สอนควรนำมาใช้  เพื่อให้การเรียนการสอนมีระบบและเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมในชั้นเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ  ประกอบด้วย  ขั้นที่หนึ่ง  การตั้งจุดประสงค์  (Setting  Objectives)  มีจุดประสงค์ปลายทาง  และจุดประสงค์นำทาง  ขั้นที่สอง  การดำเนินการสอน  (Presentation)  เป็นขั้นที่ผู้สอนจะต้องให้ความชัดเจนและความกระจ่างในเรื่องที่สอน  ขั้นที่สาม  การฝึก  (Practice)  เป็นการฝึกตัวภาษาที่สอนไปแล้วในขั้นที่สอง  อาจจะฝึกเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม  ขั้นที่สี่  การถ่ายโอน  (Transfer)  เป็นการเลือกฝึกการใช้ภาษา  ผู้เรียนอาจมีปฏิสัมพันธ์  (Interaction)  ซึ่งกันและกันโดยใช้ภาษาที่เรียนมาแล้วอย่างเสรี  เช่น  การแสดงบทบาทสมมติ  หรือเล่นเกมส์ต่างๆ  เพื่อเปิดโอกาสให้ใช้ภาษาสื่อสารได้เต็มที่  หรืออาจจัดให้ผู้เรียนนำภาษาไปใช้ในสถานการณ์จริง  นอกจากนี้ยังต้องมีการประเมินผลย้อนกลับด้วย  (สุภัทรา  อักษรานุเคราะห์.  2531 : 6 – 8 ; อ้างใน  Johnson  and  Morrow.  1981 : 72 – 77 ;  อรุณี  วิริยะจิตรา.  2538 : 158 – 199)

                การวัดและประเมินผลตามแนวทฤษฎีการเรียนการสอนภาษา  เพื่อการสื่อสารหรือ  CLT  (Communicative  Language  Teaching)  นั้นผู้สอนควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆ  ได้แก่  1) ความสามารถหรือทักษะทางภาษาเพื่อการสื่อสาร  (Communicative  Competence)  ซึ่งประกอบด้วยความสามารถด้านไวยากรณ์  (Linguistic  competence)  ความสามารถทางด้านสังคมภาษาศาสตร์  (Sociolinguistic  Competence)  ความสามารถในการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประโยค  (Discourse  Competence)  และความสามารถในการใช้กลวิธีในการสื่อสาร  (Strategic  Competence)  2)  เนื้อหาที่ใช้จะต้องเป็นเรื่องที่นำมาจัดกิจกรรมเพื่อการสื่อสารได้  และก่อให้เกิดการแสดงออกทางภาษา  กล่าวคือ จะต้องเร้าความสนใจ  ให้สิ่งใหม่แก่ผู้เรียน  และเอื้อต่อการปฏิสัมพันธ์ (Interaction)    3) เป็นการทดสอบความสามารถทางการสื่อสารจริงๆ  และจะให้คะแนนตามความสามารถทางภาษาทั้ง  4  ด้าน  ดังได้กล่าวไว้แล้ว  เช่น  ด้านความสามารถในการใช้กลวิธีในการสื่อสาร  จะให้คะแนนไปตามความพยายามในการสื่อสารระหว่างการทำกิจกรรมกลุ่มโดยสังเกตความพยายาม  และความเข้าใจที่ผู้อื่นส่งสารได้ตรงกับจุดประสงค์ของผู้ใช้ภาษา เป็นต้น (สุภัทรา  อักษรานุเคราะห์.  2531 : 12–13; อ้างใน  Swain. 1984 : 7 – 18)

                การทดสอบบนพื้นฐานทฤษฎี  CLT  จะใช้หลักการทดสอบที่เน้นหน้าที่การสื่อความหมายในภาษา (Communicative  Function) ไม่ใช่กฎเกณฑ์ของภาษา (Language  Pattern) การสร้างแบบทดสอบต้องให้สอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์ของการเรียน  และสามารถประเมินโดยไม่ต้องมีคำตอบตายตัวหรือคำตอบแบบอัตนัย  (Subjective)  การทดสอบจะมุ่งไปที่ความเหมาะสมในการใช้ภาษา  (Appropriacy)  มากกว่าความถูกต้องทางภาษา (Correctness) จึงเป็นการทดสอบความสามารถในการใช้ภาษา  (Performance) ไม่ใช่ความรู้ทางภาษา (Cognition) การใช้เนื้อหาในการทดสอบจะเหมาะเจาะกับกลุ่มหรือสาขาของผู้เรียนนั้นๆ  เนื่องจากลักษณะของภาษาที่ใช้ในการสื่อสารเป็นข้อความที่ต่อเนื่องกันทั้ง  4  ทักษะ  ดังนั้นจึงต้องทดสอบทุกส่วนของภาษา  (Synthesis)  ไม่ใช่แยกแยะภาษาออกมาเป็นส่วน  (Analysis)  นอกจากนี้การทดสอบความสามารถในการสื่อความหมายจะประเมินผู้เรียนกับเกณฑ์ที่วางไว้  (Criterion – reference)  ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนทราบความสามารถของตนว่าอยู่ในระดับ  0 – 5  หรือระดับใด  ไม่ใช่ประเมินว่าผ่านการทดสอบได้ลำดับที่ 9  หรือ 10  ทำให้ผู้เรียนไม่ทราบความสามารถที่แท้จริงของตนว่ามีเพียงใด  (อรุณี  วิริยะจิตร.  2532 : 109 – 115 ; อ้างใน Carroll  and  Hall.  1985 : 2) 

                นอกจากนี้ในการทดสอบความรู้ความเข้าใจด้านทักษะการอ่าน  ตามแนวคิดของเออร์วิน  (Irwin.  1991) จะเป็นการใช้คำถามแบบต่างๆ  ซึ่งเน้นผู้ส่งสาร  ตัวสารหรือความหมาย  และผู้รับสาร  การตั้งคำถามแบ่งเป็น  3  ประเภท  คือ  คำถามที่หาคำตอบได้จากบทอ่าน  คำถามที่อนุมานคำตอบได้จากบทอ่าน  และคำถามที่ผู้อ่านต้องใช้ความรู้เพิ่มเติม  หรือประสบการณ์มาผสมผสานกับข้อมูลที่ได้จากากรอ่านเพื่อหาคำตอบ  ส่วนการประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียนควรจะประเมินด้านต่างๆ  ได้แก่  คำศัพท์  โครงสร้างประโยค  ใจความสำคัญ  ความเข้าใจในรายละเอียดของเนื้อเรื่อง  การสรุปความ  การตีความใจความที่ปรากฏโดยนัย  ความสัมพันธ์ของข้อความ  ตลอดจนอารมณ์  ความรู้สึก  และเจตนารมณ์ของผู้เรียน  (Heaton. 1979 : 103 – 125 ; Madsen.  1983 : 89 – 92 ; Finocchiaro  and  Sako.  1983 : 131 – 135 ; Hughes.  1989 : 116 – 117) 

                จากแนวคิดและหลักการต่างๆ  ดังที่กล่าวข้างต้นจึงสรุปได้ว่าการวัดผล  และประเมินผลตามแนวการเรียนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารหรือ  CLT จะยึดหลักการ    ที่ผู้เรียนมีความสามารถในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะวัดได้จากกระบวนการเรียน (Process) และผลลัพธ์ของการเรียน (Product)

  1. 2.              ทฤษฎีการเขียนเพื่อการสื่อสาร

 

3. ขั้นตอนของ “รูปแบบการสอนการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ โดยการใช้ เทคนิค 10 คำถามสู่กระบวนการเขียนเรียงความ

3.1      เลือกหัวข้อเรื่องที่สนใจ

3.2      ศึกษาคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

3.3      ตั้งคำถาม 10 คำถาม แล้วค้นหาคำตอบ

3.4      ตรวจสอบความถูกต้องของภาษา และไวยากรณ์

3.5      นำคำตอบมาเขียนเป็นเรียงความ โดยใช้ตัวเชื่อมคำ ประโยคทางภาษาที่เหมาะสม

3.6       วัดและประเมินผล ชื่นชมผลงาน นำเสนอต่อชั้นเรียน

 

 

 

                ********************************