สวัสดีค่ะ สมาชิก gotoknowทุกท่าน,
ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่ดิฉันมีโอกาส ได้เพิ่มบันทึกใน gotoknow วันนี้ มีเทคนิกในการสอนการเขียนข้อความหรือการเขียงเรียงความภาษาอังกฤษมาฝากนะค่ะ อาจจะไม่ดีที่สุด แต่ก็เป็นเทคหนึ่งที่ดิฉันใช้ในการสอนการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ ในระดับม.1-3 เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว และ ผู้เรียนก็สามารนำไปใช้ได้จริงในการเขียนด้วยตนเอง ที่มาของเทคนิคนี้ คือเมื่อดิฉันเจอปัญหา ว่าเราจะเริ่มต้นอย่างไร ในการสอน เพราะในขณะที่เรียงความภาษาไทยนักเรียนยังคิดไม่ออก เขียนไม่ได้ แล้วภาษาอังกฤษละจะทำอย่างไร ดังนั้นเทคนิคการตั้งคำถามแล้วให้ผู้เรียนตอบจึงเกิดขึ้น แล้วนำคำตอบนั้นมาเขียนเป็นเรียงความ และพยายามให้ผู้เรียนทำบ่อยๆ แล้วจะเกิดทักษะในตั้งคำถาม และนำไปเขียนเป็นเรียงความหรือ ข้อความได้คล่อง ลองดูนะค่ะ
และถ้ามีอไรดี ช่วยเสริม และเพิ่มเติมได้ค่ะ ยินดีเสมอ
ครูบุญศรี
19 th July 2010
"10 คำถามสู่กระบวนการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ"
รูปแบบการสอนการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ
โดย บุญศรี บรรเลงการ
- 1. ความสำคัญและความเป็นมาของรูปแบบการสอน
ปัจจุบันการดำรงชีวิตที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร เนื่องจากยุคปัจจุบันเป็นโลกยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ(Information Technology) การรับส่งขอมูลข่าวสารสามารถทำได้รวดเร็วโดยวิทยาการที่ทันสมัย จากสาเหตุนี้ทำให้มนุษย์ในปัจจุบันนอกจากเรียนรู้ภาษาแม่แล้ว ยังต้องเรียนรู้ภาษาที่สองหรือภาษาต่างประเทศเมื่อใช้ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลข่าวสารจากมนุษย์ที่ใช้ภาษาต่างจากตน มีประชากรหลายล้านคนหลายประเทศทั่วโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง ซึ่งส่งผลให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สำคัญเป็นภาษาสากลที่แพร่หลายแทบทุกประเทศทั่วโลก
ในประเทศไทยมีการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษอย่างยาวนานโอกาสที่คนไทยจะใช้ภาษาอังกฤษมีมากกว่าภาษาอื่นที่รองลงมาจากภาษาไทย ไม่ว่าจะเป็นทักษะการฟัง ทักษะการพูด ทักษะการอ่าน และทักษะการเขียน จนถึงปัจจุบันที่มีหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กำหนดให้มีการเรียนรู้สาระพื้นฐาน 8 กลุ่มสาระ ทั้งนี้นักเรียนจะต้องเรียนทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1- มัธยมศึกษาปีที่ 6 และกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศเป็นอีกกลุ่มสาระหนึ่งที่ผู้เรียนจะต้องเรียน ซึ่งในสภาพความเป็นจริงของปัจจุบัน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ พบว่ายังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ทักษะการเขียนเป็นอีกทักษะหนึ่งที่ผู้สอนมีอุปสรรคและปัญหาในการสอน
ในปัจจุบันการเรียนการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษยังมีปัญหาและอุปสรรคหลายอย่างที่ทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเขียนเพื่อการสื่อความ ในรูปของบทความ และเรียงความ ทั้งในระดับชั้นประถมศึกษาและระดับชั้นมัธยมศึกษา นักเรียนยังไม่สารมารถใช้ภาษาในการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ตามที่ตนต้องการ ทั้งมีสาเหตุมาจากหลายประการได้แก่ ประการแรก ตัวผู้เรียนซึ่งขาดความสนใจและมั่นใจในการเขียนภาษาอังกฤษ จึงส่งผลให้ความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษอยู่ในระดับต่ำ ประการที่สอง ตัวครูผู้สอน โดยครูผู้สอนยังขาดเทคนิควีสอนที่หลายหลาก เหมาะสมและขาดความน่าสนใจ ประการที่สาม การจัดสภาพห้องเรียนภาษาไม่ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจอยากเรียน (สินีนาถ สัตยมาศ. 2528:18-19 ; ศรีมาลา พิมพะนิตย์. 2529 : 3-5)
จากงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ประสบปัญหาในเรื่องความมั่นใจในการเขียนภาษาอังกฤษ สืบเนื่องมาจากปัญหาการเขียนของนักเรียน ได้แก่ การไม่รู้คำศัพท์ที่จำนำมาเขียน การเลือกใช้คำศัพท์ สำนวน การใช้โครงสร้างทางไวยากรณ์ การใช้เครื่องหมายวรรคตอน และการเรียบเรียบเรียงความคิดให้เป็นเรียงความที่ดี และสามารถสื่อความหมายได้ ( ปรียา ธีระวงค์. 2525 : 63-67 ; สมบูรณ์ วิภาวีนุกูล. 2528 : 90- 111 ; ศรีมาลา พิมพะนิตย์. 2529 : 2 ; อ้างอิงมาจาก Raimes )
และสาเหตุอีกประการหนึ่งที่การเรียนการสอนทักษะการเขียนไม่ประสบผลสำเร็จคือ ตัวครูผู้สอนเอง ยังขาดทักษะการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจและเหมาะสมกับตัวผู้เรียน ครูยังยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ดังที่วอล์คเกอร์ ศึกษาพบว่า ผู้เรียนไม่ชอบให้ครูตรวจแก้ข้อผิดพลาดทุกแห่ง นอกจากข้อผิดพลาดที่สำคัญเท่านั้น มุ่งเน้นการสอนทักษะภาษาและโครงสร้างทางไวยากรณ์เท่านั้น ซึ่งเป็นการสอนที่เอื้อต่อการสื่อสาร ในการพัฒนาความสามารถทางการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อความหมายของผู้เรียน ต้องเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้( Student Centered) มีกระบวน
การปฎิสัมพันธ์(Process of Interaction) มีจุดมุ่งหมายของการใช้ภาษา เนื้อหา สื่อการสอน ตลอดจนกิจกรรมต่างๆ ( สุภัทรา อักษรานุเคราะห์ . 2531: 6 ) ดังนั้นครูผู้สอนจึงต้องคิดค้นหาวิธีเทคนิคการสอนที่เหมาะสมและสามารถทำไห้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน สามารถนำไปใช้ได้ในสถานการณ์จริง จากสภาพปัญหาดังกล่าว ทำให้ผู้สอนต้องการช่วยเหลือผู้เรียนและแก้ปัญหาในการจัดกิจกรรม การสอนทักษะการเขียนดังกล่าว ผู้สอนจึงได้คิดค้นวิธีสอนคือ รูปแบบการสอนการเขียนเรียงความ โดยการใช้ “เทคนิค 10 คำถามสู่กระบวนการเขียนเรียงความ- Techniques 10 Questions for leading writing an essay” เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนของผู้เรียนต่อไป
- 2. ทฤษฏีและแนวคิดพื้นฐาน
แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การเขียนเรียงความ โดยการใช้ “เทคนิค 10 คำถามสู่กระบวนการเขียนเรียงความ- Techniques 10 Questions for leading writing an essay”
- 1. กระบวนการเรียนการสอนและการจัดกิจกรรมเพื่อการสื่อสาร
การเรียนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร (Communicative Language Teaching) หรือ CLT เป็นวิธีการสอนที่สนับสนุนทฤษฎีภาษา และการเรียนรู้ภาษา ซึ่งเน้นการใช้ภาษาเพื่อการติดต่อสื่อสารกัน แนวคิดนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษเมื่อปลายปี ค.ศ.1960 เนื่องจากยุโรปในเวลานั้นมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษติดต่อสื่อสารกันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในตลาดแรงงานยุโรป (Richards and Rogers. 1986) แนวการสอนภาษา เพื่อการสื่อสารเป็นวิธีสอนที่กำลังมีบทบาทมากในปัจจุบัน เพราะจุดมุ่งหมายหลักของวิธีการสอน คือความสามารถในการสื่อสาร (Communicative Competence)
ในการจัดกิจกรรมเพื่อการสื่อสารจะเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน (Student Centered) ซึ่งจะมุ่งที่ความสามารถในการสื่อสารได้ ดังนั้นผู้สอนจึงควรจัดกิจกรรมทางภาษาเพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้าถึงภาษาอย่างแท้จริง โดยจะยึดจุดหมายปลายทางของการจัดกิจกรรมเป็นสำคัญ กิจกรรมการสื่อสารมี 2 ชนิด (Littlewood. 1983 : 20 – 21) ได้แก่ กิจกรรมที่จัดตามวัตถุประสงค์ที่จะสื่อสาร (Functional Communicative Activities) จะเน้นการสื่อความหมายที่มีประสิทธิภาพ อาจไม่คำนึงถึงความถูกต้องทางไวยากรณ์มากนัก และกิจกรรมที่จัดเพื่อการปฏิสัมพันธ์ในสังคม (Social Interaction Activities) เป็นกิจกรรมที่จัดให้ใช้จริงกับบุคคลอื่นๆ ในสังคม โดยใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน สำหรับในห้องเรียนครูควรจัดกิจกรรมบทบาทสมมติ หรือสถานการณ์จำลอง
การเรียนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารจะมีประสิทธิภาพนั้นจะต้องเป็นกิจกรรมที่ดี และมีลักษณะสำคัญที่เอื้อต่อการสื่อสาร อันประกอบด้วย 1) ความต้องการในการสื่อสาร (Communicative Needs) กิจกรรมที่จะให้ผู้เรียนกระทำเพื่อฝึกภาษาในการสื่อสารนั้น ผู้เรียนต้องรู้ความต้องการ หรือความจำเป็นในการสื่อสาร 2) จุดประสงค์ของการสื่อสาร (Communicative Purpose) กิจกรรมที่ดีควรมีจุดมุ่งหมายในการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมายที่แท้จริงในชีวิตประจำวันมากกว่าให้ฝึกใช้ตัวภาษา 3) เน้นเนื้อหาไม่ใช่รูปแบบภาษา (Content not Form) กิจกรรมที่ดีควรมีเนื้อหาและวิธีการที่น่าสนใจ เหมาะสมกับวัยและความถนัดของผู้เรียน รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน เพราะกิจกรรมที่น่าสนใจจะทำให้ผู้เรียนมุ่งไปที่สารไม่ใช่รูปแบบภาษา นอกจากนี้กิจกรรมที่ดีไม่ควรง่ายเกินไปหรือยากเกินไป มีเนื้อหาภาษาอยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับความสามารถทางภาษาที่ผู้เรียนมีอยู่เล็กน้อยหรือระดับ i + 1 4) ความหลากหลายของภาษา (Variety of Language) กิจกรรมต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาหลายรูปแบบ รวมทั้งการนำความรู้และประสบการณ์ต่างๆ มาช่วยตีความเพื่อที่จะสามารถสื่อความหมายได้ 5) ไม่มีการแทรกแซงจากผู้สอน (No Teacher Intervention) ผู้เรียนเป็นผู้กระทำกิจกรรมมากกว่าผู้สอน และจะไม่แก้ข้อผิดพลาดแต่จะประเมินผลสุดท้ายของกิจกรรมว่าบรรลุจุดประสงค์ของการสื่อสารไม่ใช่การใช้ภาษาที่ถูกต้อง 6) ไม่มีการควบคุมสื่อ (No Materials Control) กิจกรรมที่ดีไม่ควรกำหนดภาษาที่ผู้เรียนต้องใช้ ควรให้ผู้เรียนมีโอกาสเลือกเนื้อหา หรือรูปแบบภาษาด้วยตนเอง 7) ควรให้ผู้สื่อความหมายได้รับข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) จากกันและกัน เพื่อจะได้ประเมินความสำเร็จในการสื่อสารของตน (อรุณี วิริยะจิตรา. 2532 : 78 – 81 ; สุจิตรา สวัสดิวงษ์. 2536 : 51 – 52 ; อ้างใน Harmer. 1983 : 44 – 45 และ Savignon. 1983 : 32)
การจัดกิจกรรมเพื่อการสื่อสารในห้องเรียนนั้นผู้สอนควรจะคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ดังนี้ คือ จัดให้มีเนื้อหาที่เป็นจริงในชีวิตประจำวัน สร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนอยากมีส่วนร่วมในกิจกรรม จัดให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนข้อมูลที่ไม่รู้มาก่อนซึ่งกันและกัน จัดให้มีกิจกรรมร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ หากเป็นไปได้ควรให้ผู้เรียนเลือกเนื้อหาเอง นอกจากนี้ควรจัดกิจกรรมให้เรียบง่าย และสอดคล้องกับวิชาที่สอน ดังนั้นในการนำกิจกรรมการสื่อสารไปใช้ในห้องเรียนนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนภาษา เพื่อการสื่อสารหลายประการ (Littlewood. 1983 : 17 – 18) คือ 1) ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะโดยรวม (Whole – task Practice) 2) กระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจ เพราะได้ติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น และรู้สึกว่าเป็นการเรียนที่มีประโยชน์ 3) ทำให้การเรียนภาษาเป็นตามธรรมชาติ 4) สามารถสร้างปริบทที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ เพราะเมื่อผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กันจะเกิดความเข้าใจ และช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนให้ผู้เรียนแต่ละคนได้ใช้ความสามารถในการเรียนอย่างเต็มที่
ขั้นตอนการสอนทักษะภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสารที่ครูผู้สอนควรนำมาใช้ เพื่อให้การเรียนการสอนมีระบบและเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมในชั้นเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย ขั้นที่หนึ่ง การตั้งจุดประสงค์ (Setting Objectives) มีจุดประสงค์ปลายทาง และจุดประสงค์นำทาง ขั้นที่สอง การดำเนินการสอน (Presentation) เป็นขั้นที่ผู้สอนจะต้องให้ความชัดเจนและความกระจ่างในเรื่องที่สอน ขั้นที่สาม การฝึก (Practice) เป็นการฝึกตัวภาษาที่สอนไปแล้วในขั้นที่สอง อาจจะฝึกเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม ขั้นที่สี่ การถ่ายโอน (Transfer) เป็นการเลือกฝึกการใช้ภาษา ผู้เรียนอาจมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ซึ่งกันและกันโดยใช้ภาษาที่เรียนมาแล้วอย่างเสรี เช่น การแสดงบทบาทสมมติ หรือเล่นเกมส์ต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ใช้ภาษาสื่อสารได้เต็มที่ หรืออาจจัดให้ผู้เรียนนำภาษาไปใช้ในสถานการณ์จริง นอกจากนี้ยังต้องมีการประเมินผลย้อนกลับด้วย (สุภัทรา อักษรานุเคราะห์. 2531 : 6 – 8 ; อ้างใน Johnson and Morrow. 1981 : 72 – 77 ; อรุณี วิริยะจิตรา. 2538 : 158 – 199)
การวัดและประเมินผลตามแนวทฤษฎีการเรียนการสอนภาษา เพื่อการสื่อสารหรือ CLT (Communicative Language Teaching) นั้นผู้สอนควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ได้แก่ 1) ความสามารถหรือทักษะทางภาษาเพื่อการสื่อสาร (Communicative Competence) ซึ่งประกอบด้วยความสามารถด้านไวยากรณ์ (Linguistic competence) ความสามารถทางด้านสังคมภาษาศาสตร์ (Sociolinguistic Competence) ความสามารถในการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประโยค (Discourse Competence) และความสามารถในการใช้กลวิธีในการสื่อสาร (Strategic Competence) 2) เนื้อหาที่ใช้จะต้องเป็นเรื่องที่นำมาจัดกิจกรรมเพื่อการสื่อสารได้ และก่อให้เกิดการแสดงออกทางภาษา กล่าวคือ จะต้องเร้าความสนใจ ให้สิ่งใหม่แก่ผู้เรียน และเอื้อต่อการปฏิสัมพันธ์ (Interaction) 3) เป็นการทดสอบความสามารถทางการสื่อสารจริงๆ และจะให้คะแนนตามความสามารถทางภาษาทั้ง 4 ด้าน ดังได้กล่าวไว้แล้ว เช่น ด้านความสามารถในการใช้กลวิธีในการสื่อสาร จะให้คะแนนไปตามความพยายามในการสื่อสารระหว่างการทำกิจกรรมกลุ่มโดยสังเกตความพยายาม และความเข้าใจที่ผู้อื่นส่งสารได้ตรงกับจุดประสงค์ของผู้ใช้ภาษา เป็นต้น (สุภัทรา อักษรานุเคราะห์. 2531 : 12–13; อ้างใน Swain. 1984 : 7 – 18)
การทดสอบบนพื้นฐานทฤษฎี CLT จะใช้หลักการทดสอบที่เน้นหน้าที่การสื่อความหมายในภาษา (Communicative Function) ไม่ใช่กฎเกณฑ์ของภาษา (Language Pattern) การสร้างแบบทดสอบต้องให้สอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์ของการเรียน และสามารถประเมินโดยไม่ต้องมีคำตอบตายตัวหรือคำตอบแบบอัตนัย (Subjective) การทดสอบจะมุ่งไปที่ความเหมาะสมในการใช้ภาษา (Appropriacy) มากกว่าความถูกต้องทางภาษา (Correctness) จึงเป็นการทดสอบความสามารถในการใช้ภาษา (Performance) ไม่ใช่ความรู้ทางภาษา (Cognition) การใช้เนื้อหาในการทดสอบจะเหมาะเจาะกับกลุ่มหรือสาขาของผู้เรียนนั้นๆ เนื่องจากลักษณะของภาษาที่ใช้ในการสื่อสารเป็นข้อความที่ต่อเนื่องกันทั้ง 4 ทักษะ ดังนั้นจึงต้องทดสอบทุกส่วนของภาษา (Synthesis) ไม่ใช่แยกแยะภาษาออกมาเป็นส่วน (Analysis) นอกจากนี้การทดสอบความสามารถในการสื่อความหมายจะประเมินผู้เรียนกับเกณฑ์ที่วางไว้ (Criterion – reference) ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนทราบความสามารถของตนว่าอยู่ในระดับ 0 – 5 หรือระดับใด ไม่ใช่ประเมินว่าผ่านการทดสอบได้ลำดับที่ 9 หรือ 10 ทำให้ผู้เรียนไม่ทราบความสามารถที่แท้จริงของตนว่ามีเพียงใด (อรุณี วิริยะจิตร. 2532 : 109 – 115 ; อ้างใน Carroll and Hall. 1985 : 2)
นอกจากนี้ในการทดสอบความรู้ความเข้าใจด้านทักษะการอ่าน ตามแนวคิดของเออร์วิน (Irwin. 1991) จะเป็นการใช้คำถามแบบต่างๆ ซึ่งเน้นผู้ส่งสาร ตัวสารหรือความหมาย และผู้รับสาร การตั้งคำถามแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ คำถามที่หาคำตอบได้จากบทอ่าน คำถามที่อนุมานคำตอบได้จากบทอ่าน และคำถามที่ผู้อ่านต้องใช้ความรู้เพิ่มเติม หรือประสบการณ์มาผสมผสานกับข้อมูลที่ได้จากากรอ่านเพื่อหาคำตอบ ส่วนการประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียนควรจะประเมินด้านต่างๆ ได้แก่ คำศัพท์ โครงสร้างประโยค ใจความสำคัญ ความเข้าใจในรายละเอียดของเนื้อเรื่อง การสรุปความ การตีความใจความที่ปรากฏโดยนัย ความสัมพันธ์ของข้อความ ตลอดจนอารมณ์ ความรู้สึก และเจตนารมณ์ของผู้เรียน (Heaton. 1979 : 103 – 125 ; Madsen. 1983 : 89 – 92 ; Finocchiaro and Sako. 1983 : 131 – 135 ; Hughes. 1989 : 116 – 117)
จากแนวคิดและหลักการต่างๆ ดังที่กล่าวข้างต้นจึงสรุปได้ว่าการวัดผล และประเมินผลตามแนวการเรียนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารหรือ CLT จะยึดหลักการ ที่ผู้เรียนมีความสามารถในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะวัดได้จากกระบวนการเรียน (Process) และผลลัพธ์ของการเรียน (Product)
- 2. ทฤษฎีการเขียนเพื่อการสื่อสาร
3. ขั้นตอนของ “รูปแบบการสอนการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ โดยการใช้ เทคนิค 10 คำถามสู่กระบวนการเขียนเรียงความ”
3.1 เลือกหัวข้อเรื่องที่สนใจ
3.2 ศึกษาคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
3.3 ตั้งคำถาม 10 คำถาม แล้วค้นหาคำตอบ
3.4 ตรวจสอบความถูกต้องของภาษา และไวยากรณ์
3.5 นำคำตอบมาเขียนเป็นเรียงความ โดยใช้ตัวเชื่อมคำ ประโยคทางภาษาที่เหมาะสม
3.6 วัดและประเมินผล ชื่นชมผลงาน นำเสนอต่อชั้นเรียน
********************************
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณเทคนิกในการสอนที่นำมาบันทึกนะคะ
ดีคับผมอ่านแนวทางการสอน อังกฤษ ของ อาจารย์ แล้วเข้าใจเทคนิคการสอนและจะนำไปสอนนักเรียน ดกาสหน้าจะเข้ามาใหม่ครับ ขอบคุณครับ
อยากขอความรู้ เทคนิคเกี่ยวกับ การจำไวยกรณ์จัง