ชาวพุทธทั้งหลายผู้มีความเลื่อมใสมั่นคงในพระพุทธศาสนานั้น ก่อนที่จะพักผ่อนหลับนอนประจำวันจะนิยมสวดมนต์ก่อน เป็นภารกิจสุดท้ายประจำวัน โดยมีวิธีปฏิบัติ คือ จุดเครื่องสักการบูชาพระรัตนตรัย คือ จุดเทียน 2 เล่ม และจุดธูป 3 ดอก เป็นอย่างน้อย ปักธูปให้เรียบร้อยแล้วนั่งคุกเข่าประนมมือ กราบพระรัตนตรัย 3 ครั้ง แล้วประนมมือกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย ดังต่อไปนี้

               นะโม ตัสสะ  ภะคะวะโต อะระหะโต

                สัมมาสัมพุทธัสสะ ฯ (กล่าว 3 หน)

                อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ

                อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชะยามิ

                อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชะยามิ ฯ

กราบพระรัตนตรัยแบบเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง พร้อมกับระลึกถึงพระรัตนตรัยขณะกราบ ดังนี้

         กราบครั้งที่ 1 ระลึกว่า        พุทโธ เม นาโถ พระพุทธเจ้า  เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า

         กราบครั้งที่ 2 ระลึกว่า        ธัมโม เม นาโถ พระธรรม  เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า

         กราบครั้งที่ 3 ระลึกว่า        สังโฆ เม นาโถ พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า

เสร็จแล้ว นั่งพับเพียบประนมมือ ตั้งใจสวดมนต์ต่อไปนี้ ดังนี้

 

บทนอบน้อมพระรัตนตรัย

                 นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

                นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

                นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ฯ

บทพระไตรสรณคมน์

                พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

                ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

                สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ ธัมมัง  สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ สังฆัง  สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ ธัมมัง  สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ สังฆัง  สะระณัง คัจฉามิ ฯ

บทสรรเสริญพระพุทธคุณ

                อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะ ทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯ

บทสรรเสริญพระธรรมคุณ

                สวากขาโต ภะคะวาตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ ฯ

บทสรรเสริญพระสังฆคุณ

                สุปะติปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ,

ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ ,อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา,เอสะ ภะคะวะโต,สาวะกะสังโฆ,อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรังปุญญักเขตตัง โกกัสสาติ ฯ

บทแผ่เมตตาก่อนนอน

    อะหัง สุขิโต โหมิ นิททุกโข อะเวโร อัพยาปัชโฌ อะนีโฆ สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ฯ

                ขอข้าพเจ้าจงถึงความสุข ปราศจาความทุกข์ ไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่มีความคับแค้นใจ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด ฯ

                สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ นิททุกขา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันติฯ

                ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงถึงความสุขปราศจากความทุกข์ ไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่มีความคับแค้นใจ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด ฯ

 

พุทธสาวก - พุทธสาวิกา

พระราธะ

                พระราธะ เป็นบุตรพราหมณ์ในกรุงราชคฤห์ เดิมเป็นพราหมณ์ยากจน ครั้นแก่เฒ่าลงบุตรภริยาไม่เลี้ยงดู จึงเที่ยวไปอาศัยภิกษุสงฆ์เลี้ยงชีวิตอยู่ในพระวิหารเชตวัน ท่านมีความประสงฆ์อยากจะบวช แต่ไม่มีพระภิกษุสงฆ์องค์ใดบวชให้ เมื่อไม่ได้อุปสมบทตามประสงค์ จึงมีร่างกายซูบซีดผิวพรรณไม่ผ่องใส

                วันหนึ่งพระศาสดาทรงดำเนินอยู่ในพระวิหาร ทอดพระเนตรเห็นท่าน จึงตรัสตรัสถามได้ทราบความแล้ว จึงรับสั่งถามภิกษุทั้งหลายว่าใครระลึกถึงอุปการะของพราหมณ์นี้ได้บ้าง พระสารีบุตรกราบทูลว่า ข้าพระองค์ระลึกได้อยู่ ครั้งหนึ่งข้าพระองค์เที่ยวไปเพื่อบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ พราหมณ์ผู้นี้ให้อาหารแก่พระองค์ทัพพีหนึ่ง  พระศาสดาตรัสสรรเสริญพระสารีบุตรกราบทูลว่า ดีล่ะ ๆสารีบุตร สัตบุรุษเป็นคนกตัญญูกตเวที ถ้าอย่างนั้นสารีบุตรให้พราหมณ์นั้นบวชเถิด

                ครั้นทรงพระอนุญาตให้พระสารีบุตรบวชราธะพราหมณ์อย่างนี้แล้ว ตรัสสั่งให้ยกเลิกวิธีอุปสมบทด้วยสรณคมน์ 3 ที่ได้ทรงอนุญาตไว้แล้วแต่เดิม ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาทรงอนุญาตให้สงฆ์อุปสมบทคนชื่อนั้นครั้งหนึ่งก่อนเรียกว่าญัตติแล้วประกาศให้สงฆ์อุปสมบทคนชื่อนั้นอีก 3 ครั้ง เรียกว่า อนุสาวนา อย่างนี้เรียกว่าอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม

                พระราธะครั้นอุปสมบทแล้ว ภายหลังวันหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระศาสดาและทูลว่า “ขอพระองค์จงแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้าโดยย่อ ๆ ที่ข้าพเจ้าได้ฟังแล้วจักหลีกออกจากหมู่อยู่แต่ผู้เดียว เป็นคนไม่ประมาท มีความเพียรส่งจิตไปในภาวนา” พระศาสดาตรัสสอนว่า “ราธะ สิ่งใดเป็นมาร ท่านจงละความกำหนัดพอใจในสิ่งนั้นเสียอะไรเล่าชื่อว่ามาร รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญาณ ซึ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตน มีความสิ้นไปเสื่อมไปเกิดขึ้นแล้วดับไปเป็นธรรมดา ชื่อว่ามาร ท่านจงละความกำหนัดพอใจในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้น”

                พระราธะรับโอวาทที่พระศาสดาตรัสสอนอย่างนี้แล้วก็เที่ยวจาริกไปกับพระสารีบุตร ครั้นบรรลุพระอรหันต์แล้วท่านพามาเฝ้าพระศาสดา ๆ ทรงปราศรัยตรัสถามว่า ลัทธิวิหาริกของท่านผู้นี้เป็นอย่างไร พระสารีบุตรทูลสรรเสริญว่า เป็นคนว่าง่ายอย่างยิ่ง เมื่อแนะนำสั่งสอน สิ่งนี้ควรทำ ส่งนั้นไม่ควรทำ ท่านจงทำสิ่งนี้ อย่าทำสิ่งนั้น ดังนี้ไม่เคยโกรธเลย

                พระศาสดาตรัสสรรเสริญให้ภิกษุทั้งหลายถือเอาเป็นตัวอย่างว่า “ท่านทั้งหลายจงเป็นคนว่าง่ายอย่างราธะเถิด เมื่ออาจารย์ชี้โทษสั่งสอนอย่าโกรธควรคบบัณฑิตที่ตนสำคัญเห็นว่าเป็นคนแสดงโทษกล่าวข่ม ให้เป็นดุจคนชี้บอกขุมทรัพย์ให้ เพราะคบบัณฑิตเช่นนั้น มีคุณประเสริฐ ไม่มีโทษเลย” และทรงสรรเสริญพระราธะว่าเป็นยอดของภิกษุที่มีปฏิภาณ คือ ญาณแจ่มแจ้งในธรรมเทศนา ฯ