หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

พระรัตนตรัย

                พระรัตนตรัย แปลว่า แก้วอันประเสริฐของชาวพุทธ 3 ประการ หรือ 3 ดวง ซึ่งหมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และหลักธรรมที่ควรศึกษาเบื้องต้น ได้แก่ ศรัทธา 4

                ศรัทธา ๔ หมายถึง ความเชื่อ ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล มี ๔ ประเภท คือ

                1. กัมมสัทธา เชื่อกฎแห่งกรรม คือ เชื่อว่าผลที่ต้องการจะสำเร็จได้ด้วยการกระทำของตนเอง มิใช่อ้อนวอนหรือรอคอยโชค

 

                2. วิปากสัทธา เชื่อผลของกรรม คือ เชื่อว่ากรรมที่ทำแล้วต้องมีผล และผลต้องเหตุ ผลดีเกิดจากกรรมดี ผลชั่วเกิดจากกรรมชั่ว

                3. กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่าสัตว์โลกมีกรรมของตน คือเชื่อว่าคนแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบหรือเสวยวิบากกรรมที่ตนเองทำไว้

                4. ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มั่นใจในองค์พระตถาคตว่าทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ เป็นผู้นำทางให้มนุษย์หลุดพ้นจากกิเลส

 

พระพุทธ หมายถึง พระพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดาของพระพุทธศาสนา หรือผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงค้นพบสัจธรรมด้วยการตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง แล้วทรงนำมาเผยแผ่สั่งสอนแก่คนในสังคมโลกให้ประพฤติปฏิบัติตามแนวทางที่ถูกต้องอันจะนำไปสู่ความสุขความเจริญในชีวิต  พระองค์มิได้ทรงคำนึงถึงความเหนื่อยยาก   แต่เพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่นมากกว่าประโยชน์สุขของพระองค์   พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวโลกอย่างมากหาผู้อื่นเสมอมิได้    จึงถือได้ว่าพระองค์ทรงเป็นแก้วอันประเสริฐยิ่งของชาวโลก

พุทธกิจ 5

                พุทธกิจ หมายถึง กิจวัตรที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญในแต่ละวันมี 5 เวลา คือ

                1. เวลาเช้า เสด็จบิณฑบาตโปรดสัตว์โดยการสนทนาธรรมให้เข้าใจ

                2. เวลาบ่าย ทรงแสดงธรรมแก่ประชาชนที่มาเข้าเฝ้าบริเวณที่ประทับ 

                3. เวลาค่ำ ทรงประทานพระโอวาทแก่สงฆ์

                4. เวลาเที่ยงคืน ทรงตอบปัญหากับเทวดา

                5. เวลาใกล้รุ่ง หรือ เวลาเช้ามืดจนสว่าง ทรงตรวจดูสัตว์โลกว่า ผู้ใดมีอุปนิสัยที่จะบรรลุธรรมได้

                พระธรรม   คือ    คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  พระธรรมอาจแบ่งเป็นประเภทต่างๆ  ได้หลายลักษณะ  เช่น  แบ่งตามระดับสูงต่ำ  สามารถแบ่งได้  2  ประเภท  คือ  โลกียธรรม  และ  โลกุตรธรรม  หลักธรรมสำคัญที่พระองค์ทรงตรัสรู้ ได้แก่ อริยสัจ 4 

                อริยสัจ  4 หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ

                1. ทุกข์ คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ เพราะเป็นสภาพที่ทนอยู่ได้ยาก ได้แก่ การเกิด การแก่ การตาย การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาแล้วไม่สมหวัง

                2. สมุทัย คือ สาเหตุแห่งทุกข์เกิดจากความโลภ โกรธ หลง

                        3. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ภาวะที่ดับทุกข์สิ้นไป

                4. มรรค คือ หนทางแห่งการดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘

 

 

 

 

 

 

หลักกรรม

                หลักกรรม หมายถึง การกระทำ การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนาทางกาย วาจา และทางใจ

                1. อกุศลกรรม คือ กรรมชั่ว การกระทำที่ไม่ดี ไม่ฉลาด ไม่เกิดจากปัญญา ทำให้เสื่อมเสียคุณภาพชีวิต

                2. กุศลกรรม คือ กรรมดี การกระทำที่ดี ฉลาด เกิดจากปัญญา ส่งเสริมคุณภาพของชีวิตและจิตใจ หมายถึง การกระทำที่เกิดจากความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง

 

                พระสงฆ์  คือ  สาวกของพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า  เป็นผู้ประพฤติดีประพฤติชอบ  ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เป็นผู้เผยแผ่พระศาสนา สอนให้ผู้อื่นปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

                1. อริยสงฆ์ คือ พระสงฆ์ที่เป็นอริยะบุคคล ได้แก่ พระโสดาบันพระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์

                2. สมมติสงฆ์ คือ พระภิกษุทั้งหลายที่ยังไม่บรรลุธรรม ตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์

 

ไตรสิกขา

                ไตรสิกขา หมายถึง สิกขา 3  ได้แก่

                ศีล หมายถึง การประพฤติดี ประพฤติถูกต้องตามหลักทั่ว ๆ ไป ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน มีจำแนกไว้เป็นศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 และศีล 227 เป็นการปฏิบัติเพื่อความสงบเรียบร้อยปราศจากโทษทั้งทางกายและทางวาจา

               สมาธิ  หมายถึง การบังคับจิตใจของตนเองไว้ให้อยู่ในสภาพที่จะทำประโยชน์ให้มากที่สุดตามที่ตนต้องการ

                ปัญญา หมายถึง การฝึกฝนอบรม ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องและสมบูรณ์ถึงที่สุดในสิ่งทั้งปวงตามที่มันจริง

 

โอวาท 3

                โอวาท 3 คือหลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา เรียกว่าเป็นคำสอนที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา   โอวาท 3 นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือเป็นพระพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอรหันต์ 1,250 รูป ที่มาประชุมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ณ เวฬุวนาราม ในวันเพ็ญ เดือน 3 (วันมาฆบูชา)

โอวาท 3 ได้แก่

ไม่ทำชั่วทั้งปวง  คือ เว้นจากการทุจริต ได้แก่ การประพฤติชั่วด้วยกาย วาจาและใจ เช่น การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การพูดเท็จ การพูดคำหยาบ การพูดส่อเสียด การพูดเพ้อเจ้อ การคิดปองร้ายผู้อื่น เป็นต้น หลักธรรมที่ควรปฏิบัติในการไม่ทำความชั่ว ได้แก่

 

เบญจศีล หมายถึง ความประพฤติทางกาย และวาจา การรักษากาย วาจาให้เรียบร้อย

                1. ละเว้นจาการทำความชั่ว

                2. ละเว้นจากการถือเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่เขามิได้ให้

                3. ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม

                4. ละเว้นจากการพูดเท็จ

                5. ละเว้นจากน้ำเมา และเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทรวมทั้งสิ่งเสพติดให้โทษ

 

 

 

 

อบายมุข  6 หมายถึง ช่องทางของความเสื่อม ทางแห่งความพินาศ เหตุแห่งย่อยยับแห่งโภคทรัพย์ เป็นสิ่งไม่ควรทำ ประกอบด้วย

                1. ดื่มสุราและเสพสิ่งเสพติด

                2. เที่ยวกลางคืน

                3. เที่ยวดุการละเล่น

                4. เล่นการพนัน

                5. คบคนชั่วเป็นมิตร

                6. เกียจคร้านประกอบการงาน

 

อกุศลมูล 3 หมายถึง ต้นตอที่จะนำไปสู่การทำชั่ว คือ

                1. โลภะ  ความโลภ

                2. โทสะ  ความโกรธ

                3. โมหะ ความหลง

 

 

 

 

 

 

ทำแต่ความดีคือ ประกอบสุจริต ได้แก่การประพฤติดี ประพฤติชอบด้วยกาย วาจาและใจ เช่น เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการดื่มน้ำเมา เว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการพูดส่อเสียด เว้นจากการพูดคำหยาบ เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ เว้นจากการคิดพยาบาทปองร้ายผู้อื่น เป็นต้น การทำความดีควรประกอบด้วยธรรม ดังต่อไปนี้

 

 เบญจธรรม หมายถึง ธรรมอันดีงาม 5 อย่าง

                1. เมตตา และกรุณา คือความรักใคร่ปรารถนาให้มีความสุขความเจริญ และความสงสารคิดช่วยให้พ้นทุกข์

                2. สัมมาอาชีวะ คือการหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต

                3. กามสังวร คือ ความสำรวมระวังรู้จักยับยั้งควบคุมในทางกามารมณ์ ไม่ให้หลงในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส

                4. สัจจะ คือ ความสัตย์ ความซื่อตรง

                5. สติสัมปชัญญะ คือระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ

กุศลมูล 3 หมายถึง รากเหง้าของกุศล ต้นตอของความดีมี 3 ประการคือ

                1. อโลภะ  ความไม่โลภ

                2. อโทสะ ความไม่คิดประทุษร้าย

                3. โมหะ ความไม่หลุ่มหลง

 

 พละ 4 หมายถึง ธรรมที่เป็นหลังทำให้ดำเนินชีวิตด้วยความมั่นใจ จนประสบผลสำเร็จ ไม่ต้องหวาดหวั่นภัยต่าง ๆ ประกอบด้วย

                1. ปัญญาพละ กำลังคือปัญญา

                2. วิริยพละ กำลังคือความเพียร

                3. อนวัชชพละ กำลังคือการกระทำที่ไม่มีโทษ

                4. สังคหพละ กำลังคือการสงเคราะห์

 

คารวะ 6 หมายถึง การแสดงความเคารพด้วยความเอื้อเฟื้อ หนักแน่น จริงใจ มี 6 ประการ คือ

                1. ความเคารพในพระศาสดา

                2. ความเคารพในพระธรรม

                3. ความเคารพในพระสงฆ์

                4. ความเคารพในการศึกษา

                5. ความเคารพในความไม่ประมาท

                6. ความเคารพในการปฏิสันถาร

ความกตัญญูต่อพระมหากษัตริย์ หมายถึง ความกตัญญูต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทยที่ทรงปกครองบ้านเมืองและปกครองประเทศด้วยหลักทศพิธราชธรรม ทรงมีบทบาทในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน และทรงให้การอุปถัมภ์บำรุงศาสนา ส่งผลให้พสกนิกรชาวไทยอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข โดยการแสดงความเคารพและแสดงออกซึ่งความกตัญญูต่อพระองค์ด้วยการเป็นพลเมือง ใฝ่ใจต่อการศึกษา และให้ความเคารพต่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันทุก ๆ พระองค์

 

 มงคล 38  หมายถึง เหตุเป็นเครื่องถึงความเจริญหรือทางให้บรรลุถึงความเจริญนั้นทั้งหมดมี 38 ประการ แต่ในชั้นนี้จะให้ศึกษาเพียง 3 ข้อ คือ

                1. มีวินัย คือ ปฏิบัติตามข้อตกลงของสังคม

                2. การงานไม่มีโทษ คือ การทำงานสุจริต

                3. ไม่ประมาทในธรรม คือ ปฏิบัติตนตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นประจำไม่ประมาท ไม่รอเวลาในการทำความดี

 

 ทำจิตให้ผ่องใสคือ การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใสปราศจากกิเลสหรือสิ่งที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง คือ

                กามัจฉันทะ  ความพอใจในกามคุณ มัวเมาในกามอารมณ์

                พยาปาทะ ความคิดปองร้ายเพราะผูกใจเจ็บ จองเวร

                ถีนะมิทธะ ความหดหู่ใจ ท้อแท้ใจ และซึมเซา

                อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน หงุดหงิด รำคาญใจ

                วิจิกิจฉา ความสงสัยลังเลใจ ตกลงใจไม่ได้ว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก สิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว

 

พุทธศาสนสุภาษิต

สจฺเจน กิตฺตึ ปปฺโปติ

คนได้เกียรติด้วยสัจจะ

                สัจจะ หรือคำสัตย์ เป็นเครื่องหมายของความเป็นจริง คนที่ไม่มีสัจจะก็คือคนโลเล เป็นที่หาคนเชื่อถือไม่ได้ เป็นคนโดดเดี่ยว หาความดีในตัวแทบไม่มีเลย เพราะสาเหตุไม่มีความจริงใจต่อผู้อื่น ผลของความไม่มีสัจจะ สามารถพาให้สังคมวุ่นวายเดือดร้อน ผิดกับคนที่มีสัจจะ เขามีความจริงใจต่อผู้อื่น จึงเป็นที่รักและไว้วางใจของผู้อื่น ผู้อื่นหรือคนอื่นให้เกียรติอยู่เสมอ จึงเป็นเหตุทำให้ตนเองมีชื่อเสียงและเกียรติยศปรากฏไปทั่ว

ยถาวาที ตถาการี

พูดเช่นไร ทำเช่นนั้น

                คนเราเมื่อพูดอะไรไปควรมีสติอยู่เสมอ และยอมรับผิดชอบคำพูดที่พูดไป พร้อมทั้งทำได้อย่างที่พูดนั้น ไม่ใช่เข้าทำนองที่ว่า “ดีแต่พูด”  ดังนั้นคนเราควรปฏิบัติตนให้ได้อย่างที่ตนพูดไป เพราะคนที่พูดเช่นไรปฏิบัติตนได้เช่นนั้น ย่อมนำมาซึ่งความเชื่อถือ มีคนไว้วางใจคำพูดนั้น และได้รับเกียรติอยู่เสมอ