การวิจัยและพัฒนาโปรแกรม4-เอช เพื่อพัฒนาภาวะผู้นำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ชื่อผู้วิจัย นางสาวสายฝน วังสระ ครุศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อสร้างและพัฒนาโปรแกรม4-เอชเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำของนักเรียน
2. เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำระหว่างนักเรียนที่ใช้กิจกรรมการสอนแบบปกติร่วมกับโปรแกรม4-เอชและนักเรียนที่ใช้กิจกรรมการสอนแบบปกติ
3. เพื่อศึกษาพฤติกรรม การขยายความรู้จากการเข้าร่วมกิจกรรมของนักเรียนที่ใช้กิจกรรมการเรียนการสอนแบบปกติร่วมกับโปรแกรม4-เอชและนักเรียนที่ใช้กิจกรรมการสอนแบบปกติ และศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินกิจกรรม
สรุปผลการวิจัย
1. ลักษณะและองค์ประกอบของกิจกรรมการเรียนการสอนของโปรแกรม4-เอช
แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำของโปรแกรม4-เอชผู้วิจัยนำเอาองค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาภาวะผู้นำที่สอดคล้องและเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด4-เอช มาสร้างเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนของโปรแกรม4-เอชประกอบด้วย 6 กิจกรรมได้แก่ 1) กิจกรรม what is leader 2) กิจกรรม who am I 3) กิจกรรม communication cues 4) กิจกรรม planning and managing 5) กิจกรรม team buildingand mastering motivation 6) กิจกรรม making decision ซึ่งทั้ง 6 กิจกรรมมีลักษณะและองค์ประกอบดังนี้
จุดประสงค์การเรียนรู้ ในแต่ละกิจกรรมมุ่งเน้นให้นักเรียนเกิดทักษะต่างๆ ตามองค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้แก่ การเห็นคุณค่า ความสำคัญและเข้าใจถึงบทบาทของผู้นำ ทักษะการเข้าใจตนเอง ทักษะการสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์ ทักษะการวางแผนและการจัดการ ทักษะการทำงานเป็นทีมและการสร้างแรงจูงใจในตนเอง และทักษะการตัดสินใจตามลำดับ
กิจกรรมการเรียนรู้ ในแต่ละกิจกรรมประกอบด้วย ใบกิจกรรมย่อยๆ ที่พัฒนาให้มีรูปแบบของกิจกรรมที่สนุกสนาน เร้าความสนใจ เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม อภิปรายและแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มความสามารถ
สื่อและอุปกรณ์ ใช้สื่อที่หลากหลายและสอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้บรรลุตามจุดประสงค์การเรียนรู้ของแต่ละกิจกรรมเช่น ปิงปอง กระดาษ เข็มหมุด หลอด กาว ปากกาไวท์บอร์ท แผ่นซีดีเพลง power point สำหรับนำเสนอความรู้ต่างๆ และมิวสิควีดีโอ เป็นต้น
การประเมินผล ใช้การประเมินผลตามสภาพจริง ได้แก่ การสังเกตการเข้าร่วมกิจกรรม การสัมภาษณ์ การตอบคำถาม การอภิปราย การให้ความร่วมมือในการทำงานกลุ่ม และผลการปฏิบัติงานของนักเรียนแต่ละสัปดาห์ เป็นต้น
2. ผลการเปรียบเทียบคะแนนภาวะผู้นำระหว่างนักเรียนกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลอง
นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนภาวะผู้นำสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อเปรียบเทียบคะแนนภาวะผู้นำก่อนและหลังการทดลอง พบว่าหลังทดลองนักเรียนทั้งสองกลุ่มมีคะแนนภาวะผู้นำสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ผลการศึกษาพฤติกรรม การขยายความรู้จากการเข้าร่วมกิจกรรมและปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินกิจกรรม
3.1 พฤติกรรมของนักเรียน
จากการสังเกตและการสัมภาษณ์สามารถสรุปผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียนใน 10 สัปดาห์ได้ดังนี้ นักเรียนทั้ง 2 กลุ่มมีการพัฒนาภาวะผู้นำมากขึ้น โดยในระยะแรกนักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ ภาระงาน และกิจกรรมต่างๆ ของชมรมและตระหนักว่าการจะเป็นผู้นำชมรมที่ดีต้องเริ่มที่การปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีก่อน เมื่อนักเรียนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมจนประสบความสำเร็จและได้รับความสนใจจากทุกคนในโรงเรียนทำให้นักเรียนเกิดความรู้สึกว่าตนได้ทำหน้าที่ของผู้นำชมรมมากขึ้นจึงเกิดแรงผลักดันให้นักเรียนอยากทำกิจกรรมอื่นๆ ของชมรมต่อโดยไม่ย่อท้อ กล้าเสียสละ ทุ่มเทและรับผิดชอบ มีการร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาและข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมแรกเพื่อนำมาใช้ในการวางแผนปรับปรุงจนกิจกรรมต่อมาจนประสบผลสำเร็จ เมื่อได้ทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้นนักเรียนเกิดความตระหนักในหน้าที่ของการเป็นผู้นำชมรมเพิ่มขึ้นมีการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี โน้มน้าว กระตุ้นและจูงใจให้สมาชิกในโรงเรียนเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม จากการทำกิจกรรมต่างๆ ภายในชมรมพบว่า นักเรียนได้มีการฝึกฝนทักษะที่สัมพันธ์กับการพัฒนาภาวะผู้นำดังนี้ การวางแผนและการจัดการ การสื่อสารในที่ชุมชน การตัดสินใจแก้ไขปัญหา การทำงานเป็นทีม การปรับตัวเข้าหาผู้อื่น และการสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง นอกจากนี้นักเรียนยังกล้าคิดกล้าทำ กล้าแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และรู้จักการวิเคราะห์ปัญหา โดยนักเรียนในกลุ่มทดลองมีการพัฒนาทักษะดังกล่าวข้างต้นชัดเจนมากกว่ากลุ่มควบคุมทุกทักษะ เป็นผลให้ประสบความสำเร็จในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ สูงกว่านักเรียนในกลุ่มควบคุม
3.2 การขยายความรู้จากการเข้าร่วมกิจกรรม
พบว่า เมื่อกลับบ้านนักเรียนทั้ง 2 กลุ่มมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากก่อนการเข้าร่วมกิจกรรมของชมรมคือ จะปิดน้ำ ปิดไฟทุกครั้งที่ใช้เสร็จ พยายามชักชวนให้สมาชิกในครอบครัวช่วยกันทำตาม มีการกระตุ้นและจูงใจให้ทุกคนในบ้านเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม และเล่าบรรยากาศในการทำกิจกรรมของชมรมให้สมาชิกในครอบครัวฟัง นักเรียนทั้ง 2 กลุ่ม มีความมั่นใจในตนเองมากขึ้นกล้าแสดงความคิดเห็น มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง รู้จักนำเรื่องการวางแผนมาใช้ แบ่งเวลาในการทำการบ้าน อ่านหนังสือ และนักเรียนในกลุ่มทดลองหลายคนมีการทบทวนและหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรามีการปรับตัวเข้าหาผู้อื่นมากขึ้น
3.3 ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินกิจกรรม
1) เวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พบว่าในบางสัปดาห์คาบเรียนของนักเรียนไม่เป็นไปตามปฏิทินที่กำหนดไว้เนื่องมาจากทางโรงเรียนมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ผู้วิจัยจึงแก้ไขปัญหาโดยการศึกษาปฏิทินของโรงเรียนล่วงหน้าแล้วทำการแลกคาบสอน เพื่อให้นักเรียนได้เรียนครบ 10 คาบ ตามปฏิทิน
2) กำลังใจในการปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียน ในบางกิจกรรมนักเรียนต้องมีการจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำกิจกรรมในช่วงพักเช้าและพักกลางวัน ในบางครั้งทำให้มีการขึ้นห้องเรียนสายบ้างจึงถูกครูประจำวิชาบางวิชาตักเตือนและทำโทษบ้าง ประกอบกับนักเรียนมีงานที่ต้องรับผิดชอบมากทั้งด้านการเรียนและการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย จึงทำให้นักเรียนบางคนเกิดความเหนื่อยล้าในการรับผิดชอบต่อกิจกรรม ครูจึงต้องคอยกระตุ้นและให้กำลังใจนักเรียนทั้ง 2 กลุ่ม และพยายามแนะนำให้หัวหน้าของแต่ละกลุ่มทำการพูดจูงใจและโน้มน้าวให้สมาชิกนึกถึงเป้าหมายของชมรมที่ร่วมกันสร้างขึ้นมา
3) อุปกรณ์ประกอบการปฏิบัติกิจกรรม เนื่องจากกิจกรรมเกือบทุกกิจกรรมของชมรม เป็นกิจกรรมภาคปฏิบัติจึงมีวัสดุอุปกรณ์ประกอบกิจกรรมค่อนข้างมาก บางอย่างต้องมีการสั่งซื้อและสามารถเบิกเงินจากทางโรงเรียนได้ ซึ่งจะมีความล่าช้าอย่างมากไม่ทันสำหรับการทำกิจกรรมในแต่ละสัปดาห์ ผู้วิจัยจึงแก้ไขปัญหาโดยการสั่งซื้อก่อนโดยใช้ทุนทรัพย์ของตนเองแล้วจึงทำเรื่องขอเบิกเงินและวางแผนจัดเตรียมอุปกรณ์ของกิจกรรมที่เหลือทั้งหมดแล้วทำรายการเบิกจ่ายพร้อมกันทั้งหมด