“บ้านนาหวาย” ตำบลบ่อแก้ว อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน เดิมชื่อตำบลป่าลานต่อมาได้เปลี่ยนแปลงชื่อจากชุมชนป่าลาน มาเป็นชื่อบ้านนาหวาย ตามพื้นที่ป่าของหมู่บ้านซึ่งมีหวายเป็นจำนวนมาก บ้านนาหวายประกอบไปด้วย 142 หลังคาเรือนแบ่งออกเป็น 5 คุ้มหมู่บ้าน บ้านนาหวายเป็นหมู่บ้านชนบทที่ทำมาหากินกับการทำไร่ ทำนาเลี้ยงสัตว์หาเลี้ยงครอบครัว บ้านนาหวายเป็นชุมชนต้นแบบหลายๆเรื่องราว ผู้นำในชุมชนมีความเข้มแข็ง เสียสละ ชาวบ้านมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สมัครสมานสามัคคีสนิทสนมกลมเกลียวกันดั่งธรรมชาติของป่าหวายตามความเป็นมาของชื่อหมู่บ้าน พัฒนาการของชุมชน
ด้วยความที่เป็นหมู่บ้านที่มีความสมัครสมานสามัคคี เป็นชุมชนที่เข้มแข็ง จึงได้มีกิจกรรมและโครงการดีขึ้นมากมายเป็นที่ศึกษาเรียนรู้ของชุมชนต่างๆ ทั้งใกล้ ไกลจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเริ่มจากพระสงฆ์ ซึ่งเป็นข้อดีของบ้านนาหวายที่มีวัดอยู่ในเขตบ้าน เป็นบ้านใกล้วัด ใกล้ใจ
ปี 2546 พระสงฆ์ได้ริเริ่มโครงการหมู่บ้าน บ้านจุ้มเมืองเย็น ขึ้นได้ดำเนินกิจกรรมกวาดทำความสะอาดถนนในหมู่บ้านทุกวันศุกร์ วัดปลอดเหล้า งดเหล้าเข้าพรรษา การแข่งขันกีฬาปลอดยาเสพติดประจำปีในหมู่บ้านโดยงดการเลี้ยงเหล้า ห้ามจำหน่ายสุราในการแข่งขัน และได้ดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนั้นคนในชุมชนยังได้ทำกิจกรรมต่างๆตามมา ไม่ว่าจะเป็นโครงการหิ้วตะกร้าจ่ายตลาดลดภาวะโรคร้อน มีกลุ่มสร้างสุขภาพในชุมชน มีกลุ่มเต้นแอโรบิค กลุ่มไร้พุงที่ออกกำลังกายโดยการเดินหลังรับประทานอาหารเย็นโดยการเดินรอบหมู่บ้านทุกวัน ในส่วนของเยาวชนมีกลุ่มเล่นดนตรีไทย และได้ดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องมา
ปี พ.ศ. 2550-2551ได้ริเริ่มโครงการชาวนาหมื่นร่วมใจพัฒนา นโยบายสาธารณะเพื่อลด ละ เลิกเหล้า บุหรี่ โดยมีการดำเนินงานศพปลอดเหล้า การบวชบวชภาคฤดูร้อน งานกีฬาปลอดเหล้า (อ่านบันทึกเรื่อง บ้านนาหวายชุมชนต้นแบบลดเหล้าที่นี่)
ปี พ.ศ. 2552 บ้านนาหวายได้ริเริ่มโครงการชาวนาหมื่นปลอดภัยใส่ใจ สุขาภิบาลอาหารโดยงดเลี่ยงของดิบในงานเลี้ยง และการปรุงอาหารให้ถูกสุขลักษณะซึ่งบ้านนาหวายก็ทำได้ดีจนเป็นที่ศึกษาดูงานของชุมชนต่างๆ นอกจากนี้สถานีโทรทัศน์ทีวีไทยทีวีสาธารณะได้เข้ามาถ่ายทำรายการเพื่อเผยแพร่ชุมชนต้นแบบด้านสุขาภิบาลอาหาร และเกิดการพัฒนาต่อเนื่องจนเป็นนโยบายสาธารณะอาหารปลอดภัยระดับอำเภอ
จุดเริ่มต้นของชุมชนลดเสี่ยงลดโรค
จากข้อดีต่างๆของชุมชนบ้านนาหวายในปลายปี พ.ศ.2552 จึงได้มีโครงการชุมชนลดเสี่ยง ลดโรค ลดการบริโภคเครื่องปรุงขึ้น สืบเนื่องมาจากการคัดกรองความเสี่ยงด้านสุขภาพในปี พ.ศ. 2552 ผลการคัดกรองพบว่ามีประชาชนที่มีความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน อ้วน และมีผู้ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานเป็นอันดับ 1 ในเขตตำบลบ่อแก้วและยังพบภาวะแทรกซ้อน ความพิการจากโรคดังกล่าวเป็นจำนวนมาก หลังจากได้รับการคืนข้อมูลแก่ผู้นำและชุมชนโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จึงได้จุดประกายอสม.และผู้นำชุมชนขึ้นดั่งคำกล่าวอสม.ท่านหนึ่งพูดว่า “ฮู้แล้วจุกจื้อกื้อกะบ่ดีก้า”( รู้แล้วเงียบไปคงไม่ดี )จึงได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรค การดูแลตนเอง และได้ทำเวทีประชาคมขึ้น สรุปปัญหาเด่นๆที่พบคือมีการดื่มสุราหลังจากการเลิกงานตอนเย็นตามความเชื่อที่ว่า “หลังเลิกงานแล้วกะสักโบกสองโบกแก้แอวกะหมอ” (ดื่มเพื่อลดอาการปวดเมื่อยหลังการทำงาน ) “พ่นยาข้าวโพดแล้วกะกิ๋นจ่วยขับพิษยา” การสูบบุหรี่ซึ่งส่วนใหญ่พบมากในกลุ่มผู้ชายวัยทำงาน และยังพบว่ามีการบริโภคผงชูรส เครื่องปรุงรส( ซุบก้อน ซุปผง)ในระดับครัวเรือนและการทำอาหารในงานเลี้ยงต่างๆในชุมชน ตามความเชื่อที่ว่า “บ่ใส่กะบ่ลำกลั๋วแขกตี้มากิ๋นเปิ้นยะติว่าแม่บ้านบ้านาหวายยะกิ๋นบ่ลำ” (ไม่ใส่ก็ไม่อร่อยกลัวแขกที่มาร่วมงานติว่าอาหารไม่อร่อย) ดังนั้นในเวทีประชาคมจึงได้ตกลงร่วมกันว่าจะลด ละ เลิกเหล้า บุหรี่ ลด เลิก การใช้ผงชูรส เครื่องปรุงรสในครัวเรือนรวมถึงงานเลี้ยงในชุมชนก็จะมีมาตรการลดการใช้เครื่องปรุงรส มีการกำหนดสัดส่วนอาหารต่อการใช้ผงชูรสและเครื่องปรุงรส และมีการติดตามประเมินผลกลุ่มเสี่ยงโดยอสม.ประจำคุ้มแต่ละคุ้ม มีการชั่งน้ำหนัก วัดรอบเอว ประเมิน BMI วัดความดันโลหิตทุกเดือน มีการติดตามกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ทุก 3 เดือน ในปี พ.ศ.2553 คณะอสม.ได้ทำการคัดกรองความเสี่ยงด้านสุขภาพประชาชน และจัดทำผังเครือญาติเอง โดยให้เจ้าที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลให้
ผลการดำเนินงาน
ผลจากการดำเนินงานชุมชนลดเสี่ยง ลดโรค ทำให้ชุมชนเกิดความภาคภูมิใจเนื่องจากเป็นต้นแบบให้แก่ชุมชนต่างๆได้เรียนรู้และเกิดกระแสการลด ละ เลิกการใช้ผงชูรสและเครื่องปรุงรสขึ้นในหมู่บ้านใกล้เคียง เกิดบุคคลต้นแบบในการเลิกใช้ผงชูรส เครื่องปรุงรส เช่นป้าประถม บุคคลต้นแบบซึ่งมีโรคประจำตัว เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เกาท์ “กะฟังคุณหมอแล้วกะไปอู้กับแฟนเจ้าว่ากิ๋นผงชูรสแล้วบ่ดี ยะฮื้อความดันสูง ปวดเข่าเฮ้าเลิกบ่ดีกะ..แรกๆหลานมาจากกรุงเทพมาอยู่ตวยกะถามว่า ยายทำไมอาหารไม่อร่อยก็บอกหลานว่าไม่ได้ใช้ผงชูรส กะเลยบอกหลานว่าคุณหมอว่าไม่ดีหลานก็เลยเจื่อบ่กิ๋นตวย หลังเลิกมา 3 เดือนปวดเข่าดีขึ้นเจ้า”( ฟังคุณหมอแล้วไปคุยกับสามีว่ากินผงชูรสแล้วไม่ดีทำให้ความดันสูง ปวดเข่า ก็เลยชวนเลิก ...แรกๆหลานมาจากกรุงเทพฯมาอยู่ด้วยถามว่า ยายทำไมอาหารไม่อร่อย ก็บอกหลานว่าไม่ได้ใส่ผงชูรส ก็บอกหลานว่าคุณหมอว่าไม่ดีหลานก็เลยเชื่อไม่กินด้วย ) พี่นรินทร์ก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่สามารถเลิกใช้ผงชูรสและเครื่องปรุงรสได้เด็ดขาดเล่าให้ฟังว่า “มาประชุมกับหมอแล้วบอกว่ากินหยังกะบ่ดี โฮ้ะกลับไปถึงบ้านกะอู้กับเมียผมว่าแม่มันเลิกกิ๋นผงชูรสเต๊อะ พรุ่งนี้เอาขว้างเลยเน้อ ผ่านไปอาติดหนึ่งกะยังหันอยู่เลยถามว่า เป็นหยังยังบ่ขว้างเมียผมกะบอกว่าบ่แน่ใจ๋ว่าตั๋วจะเลิกได้กะเลยบอกว่าขว้างไปเต๊อะแรกๆกะผาดอะต๊ะหน่อ...แต่ก่อนเมียผมปวดเข่าตลอดไปทำงานกลับมาผมต้องจ่วยนวดฮือตลอด หลังเลิกกิ๋นผมกะสบายบ่ต้องได้นวด หายปวดเข่าไปนักครับ”( มาประชุมกับหมอแล้วบอกว่ากินอะไรก็ไม่ดี กลับไปถึงบ้านพูดกับเมียว่าเลิกกินผงชูรสเถอะ พรุ่งนี้ทิ้งเลยนะ ผ่านไป 1 อาทิตย์ยังอยู่ที่เดิมเลยถามว่าทำไมยังไม่ทิ้ง แฟนก็บอกว่าไม่แน่ใจว่าจะเลิกได้เลยบอกว่าทิ้งไปเถอะ แรกๆก็ไม่อร่อยนะ ...แต่ก่อนเมียผมปวดเข่าตลอดไปทำงานกลับมาผมต้องช่วยนวดให้ตลอดหลังเลิกผมก็สบายไม่ต้องได้นวด หายปวดเข่าไปเยอะครับ ) นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีที่แลกเปลี่ยนให้คนอื่นได้เรียนรู้
ปัจจัยเงื่อนไขของความสำเร็จ
1. ผู้นำและแกนนำมีความเข็มแข็ง เป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนในชุมขน มีการตอบสนองต่อ
นโยบายดี มีการติดตามงานต่อเนื่อง
2. คนในชุมชนมีความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกัน
3. มีการจัดเวทีประชาคมต่อเนื่อง ชุมชนได้เรียนรู้และเข้าใจรูปแบบการทำเวที
4. ในหมู่บ้านมีโครงการและกิจกรรมด้านสุขภาพที่ช่วยเป็นฐานในการดำเนินกิจกรรม
5. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณการดำเนินการพอเพียง
อย่างไรก็ตามในการดำเนินงานชุมชนลดเสี่ยง ลดโรค ลดการบริโภคเครื่องปรุงรส ก็ยังประสบปัญหาที่ทำให้การทำงานไม่เป็นไปตามที่คาดหวังได้แก่
1. ค่านิยมของคนยังติดรสชาติของผงชูรสและเครื่องปรุงรสอยู่ ในงานเลี้ยงชุมชนยังมีความเชื่อว่าต้องใช้ผงชูรสและเครื่องปรุงอยู่เพราะกลัวแขกตำหนิ
2. กระแสการโฆษณาชวนเชื่อเรื่องของผงชูรส และเครื่องปรุงรสที่มาแรงและน่าสนใจ
3. การกินเหล้าหลังเลิกงานที่เป็นวิถีและค่านิยมกินกัน เพื่อแก้แอว(ปวดหลังปวดเอว) และขับสารพิษ
4. เยาวชนยังมีบทบาทน้อย
บทเรียนที่ได้รับ
จากการดำเนินงานหมู่บ้านลดเสี่ยง ลดโรค ลดการบริโภคเครื่องปรุง ทำให้แกนนำคนในชุมชนและเจ้าหน้าที่ได้เรียนรู้ประสบการณ์และได้บทเรียนหลายประการที่สำคัญได้แก่
1. การที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางทำให้เกิดการยอมรับและนำไปสู่การปฏิบัติได้
2. ผู้นำ แกนนำในชุมชนและอสม.ที่มีศักยภาพมีส่วนกระตุ้นให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้ได้ดี
3. การกำหนดนโยบายและแนวทางต้องเป็นสิ่งที่สามารถนำไปปฏิบัติได้
4. การประชาสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องทำให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างจนนำไปสู่การปฏิบัติได้
การดำเนินชีวิตใหม่ของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่ดี…คงเป็นสิ่งที่ท้าทาย…ไม่น้อย…สำหรับทุกท่าน…ชุมชนของท่านที่จะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเดิมที่ส่งผลต่อสุขภาพมาเป็นพฤติกรรมสุขภาพที่ส่งผลให้มีสุขภาพที่แข็งแรง ดังคำกล่าวที่ว่า “ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ”
......................................................................
บันทึกเรื่องเล่าโดย...ทีมงานฝ่ายเวชปฏิบัติครอบครัวฯ
โรงพยาบาลนาหมื่น จังหวัดน่าน
ดีครับดี
หมู่บ้านเฮาร่วมมือกันดีครับ