การทำงานแบบ “เกาผิดที่” นี้ ก่อความไม่สบายใจต่อผมเองอย่างร้ายแรง
นี่คือความเข้าใจผิดของผมเอง และเชื่อว่าคนไทยอีกจำนวนมากก็คงจะเข้าใจผิดเหมือนผม ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง กกอ. กับ สกอ. ก็เหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่าง สภามหาวิทยาลัยกับฝ่ายบริหารและดำเนินการของมหาวิทยาลัย
นี่คือความเข้าใจผิดครับ
แต่ผมอาจเป็นผู้เข้าใจผิดเสียเองก็ได้
ตามความเข้าใจของผม กกอ. ไม่ได้เป็นกลไกกำกับสนับสนุน (governance) สกอ. อย่างที่สภามหาวิทยาลัยเป็นกลไกกำกับสนับสนุน (governance) ของมหาวิทยาลัย
สภามหาวิทยาลัย มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนอธิการบดี แต่ กกอ. ไม่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งตำแหน่งใดๆ เลย ใน สกอ. ผู้มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการ สกอ. และรองเลขาธิการ คือรัฐมนตรี และ ครม.
สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจอนุมัติงบประมาณของมหาวิทยาลัย แต่งบประมาณของ สกอ. นั้น กกอ. ไม่เคยรับรู้ ทั้งในภาพรวมและรายละเอียด จะมีการเอามานำเสนอบ้าง ก็เมื่อใช้ประกอบการระดมความคิดวิธีทำงานกำกับระบบอุดมศึกษาในภาพรวม
ผมจึงเรียก กกอ. ว่า “ยักษ์ไม่มีกะบอง”
และสภาพการทำงานของ สกอ. ในปัจจุบันนั้น อยู่ในลักษณะเน้นงานประจำ (operational) ไม่ได้ทำงานเชิงยุทธศาสตร์ และทักษะของเจ้าหน้าที่ ก็เป็นทักษะชุดที่ใช้ทำงานประจำ ไม่มีทักษะชุดที่จะต้องใช้ในการทำงานนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาให้รับใช้ขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าของสังคมไทยได้จริง ซึ่งเวลานี้ สกอ. / กกอ. ยังไม่ประสบความสำเร็จในภารกิจดังกล่าว
ที่ไม่สำเร็จ เพราะ “เกาผิดที่” คือเวลานี้ สกอ. มุ่งออกกฎระเบียบกำกับสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าได้ผลน้อย
ผมเชื่อว่า จะได้ผลดีอย่างแท้จริง สกอ. ต้องมุ่งทำงานร่วมกับองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับระบบอุดมศึกษาทางตรงและทางอ้อมอีกมากมาย อาทิเช่น สำนักงบประมาณ สมศ. กพร. สตง. หน่วยงานสนับสนุนการวิจัยทั้งหลาย สวทน. องค์กรวิชาชีพ หน่วยงานที่มีงบประมาณว่าจ้างมหาวิทยาลัยทำงานวิชาการ หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น รวมทั้งสังคมไทยทั้งมวล เพื่อร่วมกันสร้าง “ระบบกำกับดูแลอุดมศึกษา” ที่ส่งเสริมสถาบัน/กิจกรรม ที่พึงประสงค์ และป้องกัน/ป้องปราม ไม่ให้เกิดสถาบัน/กิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยที่เราต้องยอมรับว่า เวลานี้บางมหาวิทยาลัยมีการดำเนินการกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ หรือก่อผลร้ายต่อสังคมอยู่ หลายเรื่องเอาผิดโดยตรงไม่ได้ แต่ก็จะก่อผลสร้างความเสื่อมทรามในสังคมโดยเราไม่รู้ตัว
การทำงานแบบ “เกาผิดที่” นี้ ก่อความไม่สบายใจต่อผมเองอย่างร้ายแรง มีคนเข้ามาให้ความเห็นในบันทึกของผมว่า Why not do what you preach? ทำให้ผมสะอึก ว่านี่คือ feet back (feet ตัว t นะครับ ไม่ใช่ตัว d) ที่มีค่ายิ่ง ที่ผมควรเอามาพิจารณาตัวเอง ว่าควรอยู่ในตำแหน่งประธาน กกอ. ต่อไปหรือไม่ เพราะผมเห็น พูด (ที่จริงเขียน) เรื่องระบบที่ล้มเหลวหรือผิดพลาด แต่ไม่ได้ดำเนินการแก้ไข เข้าทำนอง “รู้ แต่ไม่ทำ”
จึงมาถึงประเด็นความเข้าใจผิดประการต่อไป คือเรื่องหน้าที่กำกับสนับสนุนกับหน้าที่ทำ
กกอ. มีหน้าที่กำกับสนับสนุน ผู้มีหน้าที่ทำคือฝ่ายบริหาร – สกอ. ผมยึดถือหลักการ “ไม่ล้ำเส้น” อย่างเหนียวแน่น ทั้งในการทำหน้าที่นายกสภามหาวิทยาลัย และในการทำหน้าที่ประธาน กกอ. คือไม่เข้าไปทำหน้าที่ตัดสินใจเชิงบริหาร
ดังนั้น เมื่อมีคนมาวิ่งเต้น ขอให้ช่วยพูดกับฝ่ายบริหารเพื่อผลประโยชน์ของผู้มาวิ่งเต้น ผมจึงไม่ทำสิ่งนี้ โดยผมจะสนองว่าผมรับรู้ความต้องการของเขา แต่ผมไม่บอกว่าผมจะทำอย่างไร ไม่รับปากว่าจะไปพูดกับใคร เพราะนั่นเป็นสิทธิเสรีภาพของผม และผมจะฝึกฝนตนเองให้หาวิธีทำให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรที่ผมมีหน้าที่กำกับสนับสนุนสูงสุด หากมันเข้าทางของผู้วิ่งเต้นก็ดีไป หากมันขัดกัน ก็ต้องยึดถือประโยชน์องค์กรหรือประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นหลัก
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าประธานสั่งใครต่อใครได้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นความเข้าใจผิด ในฐานะที่ผมเป็นประธานต่างๆ มากมาย คำพูดหลักที่ผมบอกแก่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานคือ อย่าเชื่อประธาน เพราะในหลายกรณีประธานอย่างผมก็ไม่รู้จริง แต่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการต้องทำตามมติของสภาฯ หรือคณะกรรมการที่มีอำนาจตามกฎหมาย
คณะกรรมการที่เป็นกลไกกำกับสนับสนุน (governance) จะมีฤทธิ์ ก็ต่อเมื่อประกอบกันเข้าเป็นองค์คณะ และมีมติออกมา โดยส่วนบุคคลที่เป็นกรรมการเป็นคนๆ แล้ว ถือว่าไม่มีฤทธิ์ ยกเว้นจะใช้อำนาจนอกระบบ
วิจารณ์ พานิช
๒๗ มิ.ย. ๕๓
แต่ผมอาจเป็นผู้เข้าใจผิดเสียเองก็ได้
ตามความเข้าใจของผม กกอ. ไม่ได้เป็นกลไกกำกับสนับสนุน (governance) สกอ. อย่างที่สภามหาวิทยาลัยเป็นกลไกกำกับสนับสนุน (governance) ของมหาวิทยาลัย
สภามหาวิทยาลัย มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนอธิการบดี แต่ กกอ. ไม่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งตำแหน่งใดๆ เลย ใน สกอ. ผู้มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการ สกอ. และรองเลขาธิการ คือรัฐมนตรี และ ครม.
สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจอนุมัติงบประมาณของมหาวิทยาลัย แต่งบประมาณของ สกอ. นั้น กกอ. ไม่เคยรับรู้ ทั้งในภาพรวมและรายละเอียด จะมีการเอามานำเสนอบ้าง ก็เมื่อใช้ประกอบการระดมความคิดวิธีทำงานกำกับระบบอุดมศึกษาในภาพรวม
ผมจึงเรียก กกอ. ว่า “ยักษ์ไม่มีกะบอง”
และสภาพการทำงานของ สกอ. ในปัจจุบันนั้น อยู่ในลักษณะเน้นงานประจำ (operational) ไม่ได้ทำงานเชิงยุทธศาสตร์ และทักษะของเจ้าหน้าที่ ก็เป็นทักษะชุดที่ใช้ทำงานประจำ ไม่มีทักษะชุดที่จะต้องใช้ในการทำงานนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาให้รับใช้ขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าของสังคมไทยได้จริง ซึ่งเวลานี้ สกอ. / กกอ. ยังไม่ประสบความสำเร็จในภารกิจดังกล่าว
ที่ไม่สำเร็จ เพราะ “เกาผิดที่” คือเวลานี้ สกอ. มุ่งออกกฎระเบียบกำกับสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าได้ผลน้อย
ผมเชื่อว่า จะได้ผลดีอย่างแท้จริง สกอ. ต้องมุ่งทำงานร่วมกับองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับระบบอุดมศึกษาทางตรงและทางอ้อมอีกมากมาย อาทิเช่น สำนักงบประมาณ สมศ. กพร. สตง. หน่วยงานสนับสนุนการวิจัยทั้งหลาย สวทน. องค์กรวิชาชีพ หน่วยงานที่มีงบประมาณว่าจ้างมหาวิทยาลัยทำงานวิชาการ หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น รวมทั้งสังคมไทยทั้งมวล เพื่อร่วมกันสร้าง “ระบบกำกับดูแลอุดมศึกษา” ที่ส่งเสริมสถาบัน/กิจกรรม ที่พึงประสงค์ และป้องกัน/ป้องปราม ไม่ให้เกิดสถาบัน/กิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยที่เราต้องยอมรับว่า เวลานี้บางมหาวิทยาลัยมีการดำเนินการกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ หรือก่อผลร้ายต่อสังคมอยู่ หลายเรื่องเอาผิดโดยตรงไม่ได้ แต่ก็จะก่อผลสร้างความเสื่อมทรามในสังคมโดยเราไม่รู้ตัว
การทำงานแบบ “เกาผิดที่” นี้ ก่อความไม่สบายใจต่อผมเองอย่างร้ายแรง มีคนเข้ามาให้ความเห็นในบันทึกของผมว่า Why not do what you preach? ทำให้ผมสะอึก ว่านี่คือ feet back (feet ตัว t นะครับ ไม่ใช่ตัว d) ที่มีค่ายิ่ง ที่ผมควรเอามาพิจารณาตัวเอง ว่าควรอยู่ในตำแหน่งประธาน กกอ. ต่อไปหรือไม่ เพราะผมเห็น พูด (ที่จริงเขียน) เรื่องระบบที่ล้มเหลวหรือผิดพลาด แต่ไม่ได้ดำเนินการแก้ไข เข้าทำนอง “รู้ แต่ไม่ทำ”
จึงมาถึงประเด็นความเข้าใจผิดประการต่อไป คือเรื่องหน้าที่กำกับสนับสนุนกับหน้าที่ทำ
กกอ. มีหน้าที่กำกับสนับสนุน ผู้มีหน้าที่ทำคือฝ่ายบริหาร – สกอ. ผมยึดถือหลักการ “ไม่ล้ำเส้น” อย่างเหนียวแน่น ทั้งในการทำหน้าที่นายกสภามหาวิทยาลัย และในการทำหน้าที่ประธาน กกอ. คือไม่เข้าไปทำหน้าที่ตัดสินใจเชิงบริหาร
ดังนั้น เมื่อมีคนมาวิ่งเต้น ขอให้ช่วยพูดกับฝ่ายบริหารเพื่อผลประโยชน์ของผู้มาวิ่งเต้น ผมจึงไม่ทำสิ่งนี้ โดยผมจะสนองว่าผมรับรู้ความต้องการของเขา แต่ผมไม่บอกว่าผมจะทำอย่างไร ไม่รับปากว่าจะไปพูดกับใคร เพราะนั่นเป็นสิทธิเสรีภาพของผม และผมจะฝึกฝนตนเองให้หาวิธีทำให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรที่ผมมีหน้าที่กำกับสนับสนุนสูงสุด หากมันเข้าทางของผู้วิ่งเต้นก็ดีไป หากมันขัดกัน ก็ต้องยึดถือประโยชน์องค์กรหรือประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นหลัก
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าประธานสั่งใครต่อใครได้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นความเข้าใจผิด ในฐานะที่ผมเป็นประธานต่างๆ มากมาย คำพูดหลักที่ผมบอกแก่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานคือ อย่าเชื่อประธาน เพราะในหลายกรณีประธานอย่างผมก็ไม่รู้จริง แต่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการต้องทำตามมติของสภาฯ หรือคณะกรรมการที่มีอำนาจตามกฎหมาย
คณะกรรมการที่เป็นกลไกกำกับสนับสนุน (governance) จะมีฤทธิ์ ก็ต่อเมื่อประกอบกันเข้าเป็นองค์คณะ และมีมติออกมา โดยส่วนบุคคลที่เป็นกรรมการเป็นคนๆ แล้ว ถือว่าไม่มีฤทธิ์ ยกเว้นจะใช้อำนาจนอกระบบ
วิจารณ์ พานิช
๒๗ มิ.ย. ๕๓
สภามหาวิทยาลัย มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนอธิการบดี แต่ กกอ. ไม่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งตำแหน่งใดๆ เลย ใน สกอ. ผู้มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการ สกอ. และรองเลขาธิการ คือรัฐมนตรี และ ครม.
สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจอนุมัติงบประมาณของมหาวิทยาลัย แต่งบประมาณของ สกอ. นั้น กกอ. ไม่เคยรับรู้ ทั้งในภาพรวมและรายละเอียด จะมีการเอามานำเสนอบ้าง ก็เมื่อใช้ประกอบการระดมความคิดวิธีทำงานกำกับระบบอุดมศึกษาในภาพรวม
ผมจึงเรียก กกอ. ว่า “ยักษ์ไม่มีกะบอง”
และสภาพการทำงานของ สกอ. ในปัจจุบันนั้น อยู่ในลักษณะเน้นงานประจำ (operational) ไม่ได้ทำงานเชิงยุทธศาสตร์ และทักษะของเจ้าหน้าที่ ก็เป็นทักษะชุดที่ใช้ทำงานประจำ ไม่มีทักษะชุดที่จะต้องใช้ในการทำงานนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาให้รับใช้ขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าของสังคมไทยได้จริง ซึ่งเวลานี้ สกอ. / กกอ. ยังไม่ประสบความสำเร็จในภารกิจดังกล่าว
ที่ไม่สำเร็จ เพราะ “เกาผิดที่” คือเวลานี้ สกอ. มุ่งออกกฎระเบียบกำกับสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าได้ผลน้อย
ผมเชื่อว่า จะได้ผลดีอย่างแท้จริง สกอ. ต้องมุ่งทำงานร่วมกับองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับระบบอุดมศึกษาทางตรงและทางอ้อมอีกมากมาย อาทิเช่น สำนักงบประมาณ สมศ. กพร. สตง. หน่วยงานสนับสนุนการวิจัยทั้งหลาย สวทน. องค์กรวิชาชีพ หน่วยงานที่มีงบประมาณว่าจ้างมหาวิทยาลัยทำงานวิชาการ หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น รวมทั้งสังคมไทยทั้งมวล เพื่อร่วมกันสร้าง “ระบบกำกับดูแลอุดมศึกษา” ที่ส่งเสริมสถาบัน/กิจกรรม ที่พึงประสงค์ และป้องกัน/ป้องปราม ไม่ให้เกิดสถาบัน/กิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยที่เราต้องยอมรับว่า เวลานี้บางมหาวิทยาลัยมีการดำเนินการกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ หรือก่อผลร้ายต่อสังคมอยู่ หลายเรื่องเอาผิดโดยตรงไม่ได้ แต่ก็จะก่อผลสร้างความเสื่อมทรามในสังคมโดยเราไม่รู้ตัว
การทำงานแบบ “เกาผิดที่” นี้ ก่อความไม่สบายใจต่อผมเองอย่างร้ายแรง มีคนเข้ามาให้ความเห็นในบันทึกของผมว่า Why not do what you preach? ทำให้ผมสะอึก ว่านี่คือ feet back (feet ตัว t นะครับ ไม่ใช่ตัว d) ที่มีค่ายิ่ง ที่ผมควรเอามาพิจารณาตัวเอง ว่าควรอยู่ในตำแหน่งประธาน กกอ. ต่อไปหรือไม่ เพราะผมเห็น พูด (ที่จริงเขียน) เรื่องระบบที่ล้มเหลวหรือผิดพลาด แต่ไม่ได้ดำเนินการแก้ไข เข้าทำนอง “รู้ แต่ไม่ทำ”
จึงมาถึงประเด็นความเข้าใจผิดประการต่อไป คือเรื่องหน้าที่กำกับสนับสนุนกับหน้าที่ทำ
กกอ. มีหน้าที่กำกับสนับสนุน ผู้มีหน้าที่ทำคือฝ่ายบริหาร – สกอ. ผมยึดถือหลักการ “ไม่ล้ำเส้น” อย่างเหนียวแน่น ทั้งในการทำหน้าที่นายกสภามหาวิทยาลัย และในการทำหน้าที่ประธาน กกอ. คือไม่เข้าไปทำหน้าที่ตัดสินใจเชิงบริหาร
ดังนั้น เมื่อมีคนมาวิ่งเต้น ขอให้ช่วยพูดกับฝ่ายบริหารเพื่อผลประโยชน์ของผู้มาวิ่งเต้น ผมจึงไม่ทำสิ่งนี้ โดยผมจะสนองว่าผมรับรู้ความต้องการของเขา แต่ผมไม่บอกว่าผมจะทำอย่างไร ไม่รับปากว่าจะไปพูดกับใคร เพราะนั่นเป็นสิทธิเสรีภาพของผม และผมจะฝึกฝนตนเองให้หาวิธีทำให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรที่ผมมีหน้าที่กำกับสนับสนุนสูงสุด หากมันเข้าทางของผู้วิ่งเต้นก็ดีไป หากมันขัดกัน ก็ต้องยึดถือประโยชน์องค์กรหรือประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นหลัก
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าประธานสั่งใครต่อใครได้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นความเข้าใจผิด ในฐานะที่ผมเป็นประธานต่างๆ มากมาย คำพูดหลักที่ผมบอกแก่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานคือ อย่าเชื่อประธาน เพราะในหลายกรณีประธานอย่างผมก็ไม่รู้จริง แต่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการต้องทำตามมติของสภาฯ หรือคณะกรรมการที่มีอำนาจตามกฎหมาย
คณะกรรมการที่เป็นกลไกกำกับสนับสนุน (governance) จะมีฤทธิ์ ก็ต่อเมื่อประกอบกันเข้าเป็นองค์คณะ และมีมติออกมา โดยส่วนบุคคลที่เป็นกรรมการเป็นคนๆ แล้ว ถือว่าไม่มีฤทธิ์ ยกเว้นจะใช้อำนาจนอกระบบ
วิจารณ์ พานิช
๒๗ มิ.ย. ๕๓
ผมจึงเรียก กกอ. ว่า “ยักษ์ไม่มีกะบอง”
และสภาพการทำงานของ สกอ. ในปัจจุบันนั้น อยู่ในลักษณะเน้นงานประจำ (operational) ไม่ได้ทำงานเชิงยุทธศาสตร์ และทักษะของเจ้าหน้าที่ ก็เป็นทักษะชุดที่ใช้ทำงานประจำ ไม่มีทักษะชุดที่จะต้องใช้ในการทำงานนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาให้รับใช้ขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าของสังคมไทยได้จริง ซึ่งเวลานี้ สกอ. / กกอ. ยังไม่ประสบความสำเร็จในภารกิจดังกล่าว
ที่ไม่สำเร็จ เพราะ “เกาผิดที่” คือเวลานี้ สกอ. มุ่งออกกฎระเบียบกำกับสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าได้ผลน้อย
ผมเชื่อว่า จะได้ผลดีอย่างแท้จริง สกอ. ต้องมุ่งทำงานร่วมกับองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับระบบอุดมศึกษาทางตรงและทางอ้อมอีกมากมาย อาทิเช่น สำนักงบประมาณ สมศ. กพร. สตง. หน่วยงานสนับสนุนการวิจัยทั้งหลาย สวทน. องค์กรวิชาชีพ หน่วยงานที่มีงบประมาณว่าจ้างมหาวิทยาลัยทำงานวิชาการ หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น รวมทั้งสังคมไทยทั้งมวล เพื่อร่วมกันสร้าง “ระบบกำกับดูแลอุดมศึกษา” ที่ส่งเสริมสถาบัน/กิจกรรม ที่พึงประสงค์ และป้องกัน/ป้องปราม ไม่ให้เกิดสถาบัน/กิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยที่เราต้องยอมรับว่า เวลานี้บางมหาวิทยาลัยมีการดำเนินการกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ หรือก่อผลร้ายต่อสังคมอยู่ หลายเรื่องเอาผิดโดยตรงไม่ได้ แต่ก็จะก่อผลสร้างความเสื่อมทรามในสังคมโดยเราไม่รู้ตัว
การทำงานแบบ “เกาผิดที่” นี้ ก่อความไม่สบายใจต่อผมเองอย่างร้ายแรง มีคนเข้ามาให้ความเห็นในบันทึกของผมว่า Why not do what you preach? ทำให้ผมสะอึก ว่านี่คือ feet back (feet ตัว t นะครับ ไม่ใช่ตัว d) ที่มีค่ายิ่ง ที่ผมควรเอามาพิจารณาตัวเอง ว่าควรอยู่ในตำแหน่งประธาน กกอ. ต่อไปหรือไม่ เพราะผมเห็น พูด (ที่จริงเขียน) เรื่องระบบที่ล้มเหลวหรือผิดพลาด แต่ไม่ได้ดำเนินการแก้ไข เข้าทำนอง “รู้ แต่ไม่ทำ”
จึงมาถึงประเด็นความเข้าใจผิดประการต่อไป คือเรื่องหน้าที่กำกับสนับสนุนกับหน้าที่ทำ
กกอ. มีหน้าที่กำกับสนับสนุน ผู้มีหน้าที่ทำคือฝ่ายบริหาร – สกอ. ผมยึดถือหลักการ “ไม่ล้ำเส้น” อย่างเหนียวแน่น ทั้งในการทำหน้าที่นายกสภามหาวิทยาลัย และในการทำหน้าที่ประธาน กกอ. คือไม่เข้าไปทำหน้าที่ตัดสินใจเชิงบริหาร
ดังนั้น เมื่อมีคนมาวิ่งเต้น ขอให้ช่วยพูดกับฝ่ายบริหารเพื่อผลประโยชน์ของผู้มาวิ่งเต้น ผมจึงไม่ทำสิ่งนี้ โดยผมจะสนองว่าผมรับรู้ความต้องการของเขา แต่ผมไม่บอกว่าผมจะทำอย่างไร ไม่รับปากว่าจะไปพูดกับใคร เพราะนั่นเป็นสิทธิเสรีภาพของผม และผมจะฝึกฝนตนเองให้หาวิธีทำให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรที่ผมมีหน้าที่กำกับสนับสนุนสูงสุด หากมันเข้าทางของผู้วิ่งเต้นก็ดีไป หากมันขัดกัน ก็ต้องยึดถือประโยชน์องค์กรหรือประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นหลัก
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าประธานสั่งใครต่อใครได้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นความเข้าใจผิด ในฐานะที่ผมเป็นประธานต่างๆ มากมาย คำพูดหลักที่ผมบอกแก่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานคือ อย่าเชื่อประธาน เพราะในหลายกรณีประธานอย่างผมก็ไม่รู้จริง แต่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการต้องทำตามมติของสภาฯ หรือคณะกรรมการที่มีอำนาจตามกฎหมาย
คณะกรรมการที่เป็นกลไกกำกับสนับสนุน (governance) จะมีฤทธิ์ ก็ต่อเมื่อประกอบกันเข้าเป็นองค์คณะ และมีมติออกมา โดยส่วนบุคคลที่เป็นกรรมการเป็นคนๆ แล้ว ถือว่าไม่มีฤทธิ์ ยกเว้นจะใช้อำนาจนอกระบบ
วิจารณ์ พานิช
๒๗ มิ.ย. ๕๓
ที่ไม่สำเร็จ เพราะ “เกาผิดที่” คือเวลานี้ สกอ. มุ่งออกกฎระเบียบกำกับสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าได้ผลน้อย
ผมเชื่อว่า จะได้ผลดีอย่างแท้จริง สกอ. ต้องมุ่งทำงานร่วมกับองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับระบบอุดมศึกษาทางตรงและทางอ้อมอีกมากมาย อาทิเช่น สำนักงบประมาณ สมศ. กพร. สตง. หน่วยงานสนับสนุนการวิจัยทั้งหลาย สวทน. องค์กรวิชาชีพ หน่วยงานที่มีงบประมาณว่าจ้างมหาวิทยาลัยทำงานวิชาการ หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น รวมทั้งสังคมไทยทั้งมวล เพื่อร่วมกันสร้าง “ระบบกำกับดูแลอุดมศึกษา” ที่ส่งเสริมสถาบัน/กิจกรรม ที่พึงประสงค์ และป้องกัน/ป้องปราม ไม่ให้เกิดสถาบัน/กิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยที่เราต้องยอมรับว่า เวลานี้บางมหาวิทยาลัยมีการดำเนินการกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ หรือก่อผลร้ายต่อสังคมอยู่ หลายเรื่องเอาผิดโดยตรงไม่ได้ แต่ก็จะก่อผลสร้างความเสื่อมทรามในสังคมโดยเราไม่รู้ตัว
การทำงานแบบ “เกาผิดที่” นี้ ก่อความไม่สบายใจต่อผมเองอย่างร้ายแรง มีคนเข้ามาให้ความเห็นในบันทึกของผมว่า Why not do what you preach? ทำให้ผมสะอึก ว่านี่คือ feet back (feet ตัว t นะครับ ไม่ใช่ตัว d) ที่มีค่ายิ่ง ที่ผมควรเอามาพิจารณาตัวเอง ว่าควรอยู่ในตำแหน่งประธาน กกอ. ต่อไปหรือไม่ เพราะผมเห็น พูด (ที่จริงเขียน) เรื่องระบบที่ล้มเหลวหรือผิดพลาด แต่ไม่ได้ดำเนินการแก้ไข เข้าทำนอง “รู้ แต่ไม่ทำ”
จึงมาถึงประเด็นความเข้าใจผิดประการต่อไป คือเรื่องหน้าที่กำกับสนับสนุนกับหน้าที่ทำ
กกอ. มีหน้าที่กำกับสนับสนุน ผู้มีหน้าที่ทำคือฝ่ายบริหาร – สกอ. ผมยึดถือหลักการ “ไม่ล้ำเส้น” อย่างเหนียวแน่น ทั้งในการทำหน้าที่นายกสภามหาวิทยาลัย และในการทำหน้าที่ประธาน กกอ. คือไม่เข้าไปทำหน้าที่ตัดสินใจเชิงบริหาร
ดังนั้น เมื่อมีคนมาวิ่งเต้น ขอให้ช่วยพูดกับฝ่ายบริหารเพื่อผลประโยชน์ของผู้มาวิ่งเต้น ผมจึงไม่ทำสิ่งนี้ โดยผมจะสนองว่าผมรับรู้ความต้องการของเขา แต่ผมไม่บอกว่าผมจะทำอย่างไร ไม่รับปากว่าจะไปพูดกับใคร เพราะนั่นเป็นสิทธิเสรีภาพของผม และผมจะฝึกฝนตนเองให้หาวิธีทำให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรที่ผมมีหน้าที่กำกับสนับสนุนสูงสุด หากมันเข้าทางของผู้วิ่งเต้นก็ดีไป หากมันขัดกัน ก็ต้องยึดถือประโยชน์องค์กรหรือประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นหลัก
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าประธานสั่งใครต่อใครได้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นความเข้าใจผิด ในฐานะที่ผมเป็นประธานต่างๆ มากมาย คำพูดหลักที่ผมบอกแก่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานคือ อย่าเชื่อประธาน เพราะในหลายกรณีประธานอย่างผมก็ไม่รู้จริง แต่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการต้องทำตามมติของสภาฯ หรือคณะกรรมการที่มีอำนาจตามกฎหมาย
คณะกรรมการที่เป็นกลไกกำกับสนับสนุน (governance) จะมีฤทธิ์ ก็ต่อเมื่อประกอบกันเข้าเป็นองค์คณะ และมีมติออกมา โดยส่วนบุคคลที่เป็นกรรมการเป็นคนๆ แล้ว ถือว่าไม่มีฤทธิ์ ยกเว้นจะใช้อำนาจนอกระบบ
วิจารณ์ พานิช
๒๗ มิ.ย. ๕๓
การทำงานแบบ “เกาผิดที่” นี้ ก่อความไม่สบายใจต่อผมเองอย่างร้ายแรง มีคนเข้ามาให้ความเห็นในบันทึกของผมว่า Why not do what you preach? ทำให้ผมสะอึก ว่านี่คือ feet back (feet ตัว t นะครับ ไม่ใช่ตัว d) ที่มีค่ายิ่ง ที่ผมควรเอามาพิจารณาตัวเอง ว่าควรอยู่ในตำแหน่งประธาน กกอ. ต่อไปหรือไม่ เพราะผมเห็น พูด (ที่จริงเขียน) เรื่องระบบที่ล้มเหลวหรือผิดพลาด แต่ไม่ได้ดำเนินการแก้ไข เข้าทำนอง “รู้ แต่ไม่ทำ”
จึงมาถึงประเด็นความเข้าใจผิดประการต่อไป คือเรื่องหน้าที่กำกับสนับสนุนกับหน้าที่ทำ
กกอ. มีหน้าที่กำกับสนับสนุน ผู้มีหน้าที่ทำคือฝ่ายบริหาร – สกอ. ผมยึดถือหลักการ “ไม่ล้ำเส้น” อย่างเหนียวแน่น ทั้งในการทำหน้าที่นายกสภามหาวิทยาลัย และในการทำหน้าที่ประธาน กกอ. คือไม่เข้าไปทำหน้าที่ตัดสินใจเชิงบริหาร
ดังนั้น เมื่อมีคนมาวิ่งเต้น ขอให้ช่วยพูดกับฝ่ายบริหารเพื่อผลประโยชน์ของผู้มาวิ่งเต้น ผมจึงไม่ทำสิ่งนี้ โดยผมจะสนองว่าผมรับรู้ความต้องการของเขา แต่ผมไม่บอกว่าผมจะทำอย่างไร ไม่รับปากว่าจะไปพูดกับใคร เพราะนั่นเป็นสิทธิเสรีภาพของผม และผมจะฝึกฝนตนเองให้หาวิธีทำให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรที่ผมมีหน้าที่กำกับสนับสนุนสูงสุด หากมันเข้าทางของผู้วิ่งเต้นก็ดีไป หากมันขัดกัน ก็ต้องยึดถือประโยชน์องค์กรหรือประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นหลัก
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าประธานสั่งใครต่อใครได้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นความเข้าใจผิด ในฐานะที่ผมเป็นประธานต่างๆ มากมาย คำพูดหลักที่ผมบอกแก่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานคือ อย่าเชื่อประธาน เพราะในหลายกรณีประธานอย่างผมก็ไม่รู้จริง แต่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการต้องทำตามมติของสภาฯ หรือคณะกรรมการที่มีอำนาจตามกฎหมาย
คณะกรรมการที่เป็นกลไกกำกับสนับสนุน (governance) จะมีฤทธิ์ ก็ต่อเมื่อประกอบกันเข้าเป็นองค์คณะ และมีมติออกมา โดยส่วนบุคคลที่เป็นกรรมการเป็นคนๆ แล้ว ถือว่าไม่มีฤทธิ์ ยกเว้นจะใช้อำนาจนอกระบบ
วิจารณ์ พานิช
๒๗ มิ.ย. ๕๓
กกอ. มีหน้าที่กำกับสนับสนุน ผู้มีหน้าที่ทำคือฝ่ายบริหาร – สกอ. ผมยึดถือหลักการ “ไม่ล้ำเส้น” อย่างเหนียวแน่น ทั้งในการทำหน้าที่นายกสภามหาวิทยาลัย และในการทำหน้าที่ประธาน กกอ. คือไม่เข้าไปทำหน้าที่ตัดสินใจเชิงบริหาร
ดังนั้น เมื่อมีคนมาวิ่งเต้น ขอให้ช่วยพูดกับฝ่ายบริหารเพื่อผลประโยชน์ของผู้มาวิ่งเต้น ผมจึงไม่ทำสิ่งนี้ โดยผมจะสนองว่าผมรับรู้ความต้องการของเขา แต่ผมไม่บอกว่าผมจะทำอย่างไร ไม่รับปากว่าจะไปพูดกับใคร เพราะนั่นเป็นสิทธิเสรีภาพของผม และผมจะฝึกฝนตนเองให้หาวิธีทำให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรที่ผมมีหน้าที่กำกับสนับสนุนสูงสุด หากมันเข้าทางของผู้วิ่งเต้นก็ดีไป หากมันขัดกัน ก็ต้องยึดถือประโยชน์องค์กรหรือประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นหลัก
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าประธานสั่งใครต่อใครได้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นความเข้าใจผิด ในฐานะที่ผมเป็นประธานต่างๆ มากมาย คำพูดหลักที่ผมบอกแก่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานคือ อย่าเชื่อประธาน เพราะในหลายกรณีประธานอย่างผมก็ไม่รู้จริง แต่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการต้องทำตามมติของสภาฯ หรือคณะกรรมการที่มีอำนาจตามกฎหมาย
คณะกรรมการที่เป็นกลไกกำกับสนับสนุน (governance) จะมีฤทธิ์ ก็ต่อเมื่อประกอบกันเข้าเป็นองค์คณะ และมีมติออกมา โดยส่วนบุคคลที่เป็นกรรมการเป็นคนๆ แล้ว ถือว่าไม่มีฤทธิ์ ยกเว้นจะใช้อำนาจนอกระบบ
วิจารณ์ พานิช
๒๗ มิ.ย. ๕๓
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าประธานสั่งใครต่อใครได้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นความเข้าใจผิด ในฐานะที่ผมเป็นประธานต่างๆ มากมาย คำพูดหลักที่ผมบอกแก่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานคือ อย่าเชื่อประธาน เพราะในหลายกรณีประธานอย่างผมก็ไม่รู้จริง แต่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการต้องทำตามมติของสภาฯ หรือคณะกรรมการที่มีอำนาจตามกฎหมาย
คณะกรรมการที่เป็นกลไกกำกับสนับสนุน (governance) จะมีฤทธิ์ ก็ต่อเมื่อประกอบกันเข้าเป็นองค์คณะ และมีมติออกมา โดยส่วนบุคคลที่เป็นกรรมการเป็นคนๆ แล้ว ถือว่าไม่มีฤทธิ์ ยกเว้นจะใช้อำนาจนอกระบบ
วิจารณ์ พานิช
๒๗ มิ.ย. ๕๓
๒๗ มิ.ย. ๕๓
ขอบพระคุณที่บอก แล้วกกอ. ทำหน้าที่อะไร ผมก็เพิ่งได้ฟังจากท่านเลขาธิการ ว่าสกอ. ไม่มีอำนาจในการกำกับดูแล
มหาวิทยาลัยต่างๆ จึงทำให้มีเรื่องแปลกๆ ของหลายมหาวิทยาลัย เช่นเปิดหลักสูตรปริญญเอกตามจังหวัดต่างๆ และโฆษณา
ว่าเรียนเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์