ขอบคุณกรณีศึกษาและผู้ปกครองที่ร่วมมือฝึกกิจกรรมบำบัดในสายตาเลือนรางและ Albinism มานาน 7 เดือนแล้ว คลิกอ่านกิจกรรมบำบัดที่ผานมาที่ http://gotoknow.org/blog/otpop/371688 กับ http://gotoknow.org/blog/otpop/369945

ผมได้ติดตามผลกรณีศึกษาเด็กน้อยน่ารักวัย 9 เดือน ซึ่งผู้ปกครองมีความมุ่งมั่นและตั้งใจวิเคราะห์และสังเคราะห์กิจกรรมบำบัดในสายตาเลือนรางตลอด 7 เดือน ทำให้เด็กมีการพัฒนาได้ดีขึ้นเรื่อยๆ คลิกอ่านที่ http://gotoknow.org/blog/otpop/371688 กับ http://gotoknow.org/blog/otpop/369945

ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน คุณหมอด้านพัฒนาการได้ตรวจและพอใจในการพัฒนาของกล้ามเนื้อเล็กและกล้ามเนื้อใหญ่ของเด็ก แต่ไม่ได้แนะนำให้มีการฝึกพัฒนาการใดๆ เพิ่มเติม

ผมมองว่า การทำงานเป็นทีมระหว่างคุณหมอด้านพัฒนาการและนักกิจกรรมบำบัดเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะก่อนหน้านี้ก็ไม่มีการส่งปรึกษาในเรื่องปัญหาและความสามารถในการรับรู้ความรู้สึก การเรียนรู้กิจกรรมการเล่นตามวัย และการชดเชยการมองเห็นที่เลือนรางด้วยการรับความรู้สึกของกายสัมผัส การทรงท่า การรู้และเคลื่อนไหวตำแหน่งข้อต่อ ที่มีการใช้งานอย่างไม่สมดุล 

ท่านผู้สนใจลองศึกษาถึงกระบวนการประเมินและให้การบริการทางกิจกรรมบำบัดสากล ได้จาก Link ข้างต้น

โดยสรุปการพัฒนาของเด็กขณะอายุ 9 เดือน พบว่า มีการคลานและเกาะยืนได้ดี แต่ต้องกระตุ้นด้วยไฟสีแดงกระพริบเร็ว ซึ่งต้องใช้ความเงียบเพื่อให้เด็กสนใจมองมากกว่าการเคลื่อนไหวจากการได้ยินเสียง

เด็กมีการเริ่มหยิบจับและเลียของเล่น มีการใช้มือในรูปแบบการชี้นิ้ว การแยกนิ้ว และการอมนิ้วในขณะให้ทานอาหารที่นิ่มและละลายในปากได้บ้าง แต่มีการแหงนคอเพื่อให้เกิดการกลืน ไม่เคี้ยวในปากมากนักแต่กัดได้ ไม่ยอมให้แปรงฟัน และผู้ปกครองไม่อยากให้ลองกินอาหาร ได้แต่ป้อนอาหารด้วยช้อนให้ แม้ว่าเด็กจะพยายามใช้มือหยิบช้อนนำอาหารเข้าปากเอง

เด็กเล่นเสียงไม่มีความหมาย จ้องมองภาพหนังสือและฟังเสียงผู้ปกครองได้ รับรู้คำสั่งห้ามหรือ "ไม่" ได้ แต่ยังไม่รู้จักโบกมือบายบายและเล่นเสียง "จ๊ะเอ๋" รู้คำว่า "หมำๆ" แต่ยังไม่เลียนแบบเสียง รวมทั้งยังไม่เรียก "พ่อ" "แม่" ได้

ผมจึงนำหลักการทางกิจกรรมบำบัดมาสร้างสรรค์กิจกรรมโดยทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ให้ผู้ปกครองทำให้ดู และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดังนี้

หลักการ MORE (Motor, Oral, Respiration, Eye)

1. Motor & Eye: โดยจัดการเคลื่อนไหวให้มีแสงไฟสีแดงกระพริบหลอกล่อ ไม่ใช้เสียงเรียก แต่เน้นให้มองตามแสงไฟ พร้อมคลานมาเรื่อยๆ พร้อมมีการยืนจับเบาะที่นั่งและเดินเกาะมาเรื่อยๆ จากนั้นตามด้วยการเปลี่ยนจากเดิมมายืนมานั่งลงพื้นแล้วคลานให้ครบหนึ่งรอบ

2. Oral & Respiration: ให้เด็กนั่งเล่นของเล่นที่นำเข้าปากได้ เพื่อฝึกการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกินและการพูด โดยผู้ฝึกนำถุงนิ้วยางที่สะอาดแตะปุ่มเหงือกหลังฟันบนด้านในอย่างค่อยเป็นค่อยไปพร้อมออกเสียง "อู" ให้เด็กได้ยิน แตะเหงือกขากรรไกรล่างซ้ายขวาพร้อมออกเสียง "อา" ให้เด็กได้ยิน ระหว่างนั้นอาจให้เด็กหยิบจับขนมผิง-ขนมขบเคี้ยวนิ่มๆ ละลายในปากได้ พร้อมกันนั้นสัมผัสเขย่าบริเวณซี่โครงด้านข้างและด้านหน้าเพื่อให้เกิดการกระตุ้นหายใจเข้าออกมากขึ้น สุดท้ายจ้องหน้าและให้เด็กมองตามผู้ปกครองที่มีการส่งเสียงพูดคุยกับเด็ก

ทั้งนี้ได้เน้นไม่หลอกล่อเด็กให้แหงนมองขณะกินอาหาร เพราะจะเกิดอาการสำลัก ให้เน้นมองในระดับสายตาและป้องกันไม่ให้แหงนมอง รวมทั้งเน้นการให้ฝึกทานอาหารแบบ Finger Food ด้วยสัก 50% อีกที่เหลือก็ป้อนอาหารแบบให้โอกาสเด็กได้หยิบจับข้อนด้วย

การกระตุ้นให้ระบบทรงท่าในขณะนั่งเล่นเครื่องหมุน พร้อมกับการให้ข้อมูลเสียงต่างๆ และสื่อสารกับเด็กให้จ้องมองตามหรือเลนเสียงตามผู้ฝึกก็จะดีมากๆ ที่สำคัญไม่ควรเน้นการแปรงฟันโดยตรง แต่เน้นการกระตุ้นสัมผัสภายในช่องปากอย่างค่อยเป็นค่อยไป

นัดหมายผู้ปกครองเพื่อติดตามผลความก้าวหน้าในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า