ความน่าจะเป็นไปได้ของ "แรงบันดาลใจ" ที่ทำให้ David Bohm มุ่งมั่นคิดค้น/พัฒนา/เผยแพร่ Dialogue

ก่อนอื่นต้องขอเรียนว่า ในข้อเขียนชิ้นนี้
จะขอใช้คำว่า Dialogue แทนคำว่า
สุนทรียสนทนา นะครับ
เพราะเจตนาอยากจะให้เข้าใจตรงกันถึง
รูปแบบ/วิธีการ/เป้าหมายของ
กระบวนการสื่อสารแบบ  Dialogue
ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย David Bohm นักควอนตัมฟิสิกส์
ซึ่งคงไม่ใช่ Dialogue แบบของนักปรัชญาชาวกรีกโบราณ
ที่ชอบใช้กันในสมัยนั้น หรือ Dialogue ในความหมายอื่นๆ

 

และต้องขอเรียนว่า มุมมองในข้อเขียนฉบับนี้
เป็นความคิดเห็นส่วนตัวอันจำกัด
เท่าที่ได้เคยรับรู้ รับทราบมาจากหนังสือแหล่งต่างๆ
เท่าที่พอจะประมวลได้ หากผิดพลาดแต่ประการใด
จึงต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้

------

 

เมื่อแรกเริ่มรับรู้ถึงที่มาที่ไปของ Dialogue นั้น
ผมประหลาดใจมากครับ เมื่อได้ทราบว่า
Dialogue นั้นถูกพัฒนากระบวนการ
มาจากนักควอนตัมฟิสิกส์รางวัลโนเบล
ผู้มีนามว่า David Bohm
ผู้ซึ่งอุทิศชีวิตในบั้นปลายของเขา
เพื่อพยายามเผยแพร่ Dialogue
ให้เป็นที่รู้จักให้มากที่สุด

ผมชอบคิดเล่นๆ ไปเรื่อยเปื่อย
ว่าอะไรหรือคือแรงบันดาลใจที่ทำให้
นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลผู้นี้ หันมาค้นคว้า
พัฒนากระบวนการสื่อสารระหว่างมนุษย์ด้วยกัน
แทนที่จะไปคิดสูตร หรือเข้าห้องทดลอง
เพื่อหาว่าอนุภาคใดคืออนุภาคมูลฐานของสสารทั้งปวงในโลกใบนี้

ผมเชื่อว่า แรงบันดาลใจของ David Bohm
ในการคิดค้นพัฒนากระบวนการสื่อสารแบบ Dialogue นั้น
น่าจะมาจากการเห็นความขัดแย้งระหว่าง
โลกทัศน์ของวิทยาศาสตร์แบบคลาสสิก (นิวตัน+ไอนสไตน์)
กับโลกทัศน์ของวิทยาศาสตร์แบบควอนตัม

ความขัดแย้งนั้น มีมูลเหตุมาจาก
การที่นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง นำโดย
นีล บอห์ร กับ แวร์เนอร์ ไฮเซนเบิร์ก
และพรรคพวกอีกหลายคนซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ในสายควอนตัม
ได้ประกาศทฤษฏีควอนตัมฟิสิกส์
ที่อาศัย "ความเชื่อมูลฐาน" หลายประการ
ที่ไม่สามารถเข้ากันได้เลยกับความเชื่อมูลฐาน
ของวิทยาศาสตร์แบบคลาสสิก
ที่มีไอน์สไตน์เป็นแกนนำต่อต้านทฤษฎีควอนตัม
(ว่ากันว่า จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต
ไอน์สไตน์ก็ยังไม่ยอมรับในทฤษฎีควอนตัม
และนั่นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ช่วงปลายชีวิต
ของไอน์สไตน์นั้นไม่ได้สร้างสรรค์ผลงานให้โลกตะลึง
เหมือนสมัยที่เขายังหนุ่มๆ
อาจเพราะมัวแต่ หาทฤษฎีมาหักล้างทฤษฎีควอนตัม)

จุดที่ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมใครได้ก็เนื่องจาก
แนวคิดพื้นฐานของควอนตัมฟิสิกส์นั้นบอกว่า
ในโลกระดับที่เล็กกว่าอะตอมนั้น
เราไม่สามารถคาดการผลทางทดลองทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ได้เลย
ทุกสิ่งล้วนเป็นเพียง "ความน่าจะเป็น" ของเหตุการณ์เท่านั้น
และสิ่งที่เราสามารถคำนวนได้ก็คือ "ความน่าจะเป็น" เท่านั้น

ซึ่งสิ่งนี้นั้น นักวิทยาศาสตร์ที่มีโลกทัศน์แบบวิทยาศาสตร์คลาสสิกบอกว่า
ยอมรับไม่ได้หรอก ทุกอย่างในโลกนี้
ต้องวัดได้ คำนวนได้ อย่างแม่นยำ
ไม่เช่นนั้น เราจะไม่สามารถรู้อะไรได้อย่างถูกต้องเลย

ความขัดแย้งระหว่างโลกทัศน์ทั้งสองแบบนั้น
ปรากกชัดในวาทกรรมของไอนสไตน์
ที่กล่าวเหน็บแนมแนวคิดของทฤษฎีควอนตัมว่า

"พระเจ้าไม่เล่นทอดลูกเต๋าแน่ๆ"

แต่ทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันต่างยอมรับในความแม่นยำ
ของทฤษฎีควอนตัม ที่แม้จะมีพื้นฐานอยู่บนหลัก "ความน่าจะเป็น"
แต่มันกลับใช้ทำนายผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในระดับอะตอม
ได้อย่างแม่นยำที่สุด

แต่ในขณะเดียวกัน ในโลกนี้ก็ยังไม่มีทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ใด
ที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ของวัตถุที่มีความเร็วสูงมากจนเข้าใกล้ความเร็วแสง
ได้ดีเท่ากับทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์

David Bohm คงจะได้เห็นถึงกำแพงอะไรบางอย่าง
ที่เกิดขึ้นในแวดวงนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก
หรือเขาจะเห็นว่า
แท้ที่จริงแล้วทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ก็เป็นเพียงโลกทัศน์
อันมีที่มาจาก "ความเชื่อมูลฐาน" ชุดหนึ่ง
และแม้ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก
เป็นอัจฉริยะของโลก
ก็ยังมิวาย ถูกจำกัด ปิดกั้น ด้วยโลกทัศน์แบบใดแบบหนึ่ง
หรือความเชื่อแบบใดแบบหนึ่ง

ลองคิดดูเล่นๆ นะครับว่า
หากไอน์สไตน์ อัจฉริยะเบอร์หนึ่งของโลกซึ่งเป็นเจ้าตำรับแห่งทฤษฎีสัมพัทธภาพ
และ นีล บอห์ร กับ ไฮเซนเบิร์ก และสมัครพรรคพวกนักควอนตัมฟิสิกส์
มาตั้งวงสุนทรียสนทนา - Dialogue
มารับฟังกันอย่างลึกซึ้ง เปิดใจ
และสามารถแขวนวางสมมติฐานดั้งเดิมของทุกคนเอาไว้ได้
แล้วช่วยกันคิดเพื่อพัฒนาทฤษฎีใหม่ให้ครอบคลุมทั้งทฤษฎีสัมพัทธภาพ
และทฤษฎีควอนตัมได้สำเร็จ
โลกวันนี้อาจมิใช่อย่างที่เราเห็น และเป็นอยู่
(ด้านดี - อาจมีเทคโนโลยีสุดล้ำ ไฮเทคสุดขีด อาจมีเครื่อยย้ายสสารเหมือนในภาพยนตร์
ด้านมืด - โลกอาจถูกทำลายจากอาวุธมหาประลัยในสงครามโลกครั้งที่ 3
แต่โชคยังดีที่เราไม่มีทั้งสองอย่าง ขอแบบกลางๆ แต่ยั่งยืนละกันครับ)

เสียดายที่ David Bohm เกิดช้าไปหน่อยนะครับ
ไม่งั้นคงได้แนะนำกระบวนการ Dialogue
ให้กับบรรดานักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก
ให้ตั้งวงสุนทรียสนทนาคุยกัน
เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าให้กับโลกใบนี้

โดยสรุปก็คือ
ผมเชื่อว่า แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งของ David Bohm
ที่ผลักดันให้เขามุ่งมั่นพัฒนากระบวนการ Dialogue
ก็น่าจะมาจากการที่เขาเห็นความขัดแย้งทางความเชื่อ
และโลกทัศน์ของแวดวงนักวิทยาศาสตร์
ซึ่งแม้ว่าจะมีสติปัญญาขั้นอัจฉริยะ
แต่ก็ยังถูกปิดกั้นการรับรู้ และเข้าใจสิ่งใหม่ๆ
เพียงเพราะยึดติด ฝังแน่กับโลกทัศน์ และความเชื่อส่วนตัวนั่นเอง

ผมได้ทราบมาว่าในช่วงท้ายๆ ของชีวิต David Bohm
เขาได้ไปคลุกคลีสนทนากับท่านกฤษณมูรติ (Krishnamurti)
ปรัชญาเมธีคนสำคัญของโลก อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง

เท่าที่ผมเคยอ่านหนังสือของท่านกฤษณมูรติมาจำนวนนึง
พอจะจับประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่ท่านพูดถึงไว้บ่อยๆ ทำนองว่า
คนเราจะต้องเป็นอิสระจากความเชื่อทุกประการ
จึงจะเป็นอิสระได้อย่างแท้จริง
และท่านก็ยังได้จัดตั้งโรงเรียนตามแนวคิดของท่าน
เพื่อสอนเด็กๆ ให้มีอิสรภาพที่แท้จริง
ไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบความเชื่อใดๆ

ผมเข้าใจเอาเองว่า ด้วยภูมิหลังของ David Bohm
ที่ผ่านประสบการณ์ความขัดแย้งในแวดวงวิทยาศาสตร์
อันมีมูลเหตุมาจากการไม่เปิดยอมรับความเชื่อที่แตกต่าง
ทำให้เขาเข้าใจเป็นอย่างดีถึงคำสอนของท่านกฤษณมูรติ
พร้อมกับเกิดปิ๊งแว็บถึงความเป็นไปได้บางประการ
ที่จะสร้างสรรค์กระบวนการสื่อสารแบบใหม่
ที่ก้าวข้ามขอบเขตของความเชื่อของแต่ละคน
เพื่อให้เข้าถึง และค้นพบซึ่งภูมิปัญญาร่วมของมนุษยชาติ

ซึ่งผมเชื่อว่าไม่มากก็น้อย
แนวคิดเรื่อง Dialogue ก็ได้รับอิทธิพล
จากการสนทนาแบบสองต่อสอง
ระหว่างท่านกฤษณมูรติ กับ David Bohm
เพื่อสืบค้นถึงประเด็นปัญหาร่วมกันของมนุษย์ชาติ
และผมก็เชื่อว่า บรรยากาศของการสนทนา
ระหว่างสองบุคคลสำคัญของโลกนั้น
คือจุดกำเนิดของกระบวนการสื่อสารแบบ Dialogue นั่นเอง

และเท่าที่ทราบ เขาก็ได้สนทนากับท่านกฤษณมูรติ
อยู่หลายครั้ง ในช่วงเวลาหลายปี กว่าจะตกผลึกทางความคิด
แล้วเขียนหนังสือเล่มเล็กๆ ชื่อ On Dialogue
อันเป็นหนังสือต้นตำรับอันเป็นที่มาของกระบวนการ
สุนทรียสนทนา สานเสวนา ศานติ์เสวนา ฯลฯ ในบ้านเรา

แนวคิดของกระบวนการสื่อสารแบบ Dialogue
ของ David Bohm
ตามที่ผมพอเข้าใจนั้นอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า
มนุษย์ทุกคนนั้นจะให้ "ความหมาย" - Meaning
ต่ออะไรซักอย่างหนึ่ง แตกต่างกันเสมอ
เพราะเหตุที่มนุษย์ (ส่วนมาก) นั้น
มีขอบเขตของความรู้ความเข้าใจที่จำกัด
อันแตกต่างกันไปตามโลกทัศน์ ความเชื่อ ภูมิหลัง
และประสบการณ์ ที่แตกต่างกัน

หากจะเปรียบเทียบอย่างสุดโต่งก็เสมือนว่า
เราแต่ละคนเป็นเสมือนตัวเห็บตัวไร ที่อาศัยบนตัวช้าง

หากไปถามเห็บตัวที่เกาะอาศัยอยู่ที่หางช้างว่า "ช้างคืออะไร ???"
เห็บตัวนั้นอาจจะตอบว่า
"ก็เป็นเส้นยาวๆ แกว่งไปแกว่งมา"

หากไปถามเห็บตัวที่อยู่ที่หูช้าง ก็อาจจะตอบว่า
"ก็เป็นแผ่นแบนๆ ปัดไปปัดมา"

หากไปถามตัวที่อยู่ที่แถวๆ งวง ก็อาจจะตอบว่า
"ก็เป็นท่อนกลมๆ นิ่มๆ ไง"

แล้วเหล่าบรรดาเห็บไรตัวเล็กตัวน้อยทั้งหลาย
จะรู้ได้อย่างไรว่า "ช้าง" ที่แท้จริงนั้นมีลักษณะอย่างไร
หากเห็บไรทั้งหลาย ไม่ด่วนตัดสินต่อคำพรรณาถึงลักษณะของช้างจากเห็บตัวอื่น
ว่าของฉันสิใช่ ของแกไม่ใช่
หากเห็บไรทั้งหลาย ร่วมแบ่งปันความหมายแห่ง "ช้าง" ระหว่างกัน
หากเห็บไรทั้งหลาย ยอมที่จะ "แขวนวาง" โลกทัศน์ ความเชื่อของตัวเองในเรื่อง "ช้าง" ลงบ้าง
หากเห็บไรทั้งหลาย มีความเข้าใจร่วมกันว่า โลกทัศน์ส่วนตัวนั้นมีข้อจำกัดเสมอ

ก็ไม่แน่ว่า หากพวกเห็บไรทั้งหลายได้ร่วมกันทำในสิ่งที่กล่าวข้างต้นได้
พวกมันอาจเข้าใกล้ต่อความหมายที่แท้จริงของ "ช้าง"
เหมือนกับที่มนุษย์โลกอย่างเราประจักษ์

ผมเชื่อว่า...
Dialogue เป็นกระบวนการของการสื่อสาร
เพื่อการแบ่งปัน "ความหมาย" ที่แตกต่างกัน
เพื่อให้เกิดเป็น "ความหมายใหม่" หรือ
"ความหมายร่วม" อันจะทำให้เราสามารถ
เข้าไปใกล้ถึง "ความหมายที่แท้จริง" ได้

ในกระบวนการตรงนั้น
เราต้องการแค่การฟัง/อ่าน/รับข้อมูล
โดยไม่ต้องการคำตัดสินผิด/ถูก/ชั่ว/ดี 
ที่อาจมีที่มาจากสมมติฐาน ความเชื่อส่วนตัวที่แตกต่างกัน
และเหนือสิ่งอื่นใด
เราต้องเข้าใจให้ตรงกันว่า
โลกทัศน์ส่วนตัว ความเชื่อส่วนตัวนั้นมีข้อจำกัดอย่างยิ่ง
และเราก็ต้องพร้อมที่จะเป็นชิ้นส่วนหนึ่งของเกมจิ๊กซอว์

ผมเชื่อว่า...
เราต่างเป็นจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง
เราต่างเป็นเศษเสี้ยวของภาพแห่งองค์รวมอันงดงาม
ไม่มีจิ๊กซอว์ชิ้นไหนที่สำคัญที่สุด
ทุกชิ้นล้วนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน
ในแง่การเติมเต็มความงดงามของภาพสุดท้ายของจิ๊กซอว์

ก่อนที่จะรู้จัก Dialogue
ผมเชื่อว่า...
ผมคือผู้เล่นจิ๊กซอว์
ผู้ซึ่งสามารถต่อทุกชิ้นส่วนให้เกิดเป็นภาพสวยงามตระการตา

แต่บัดนี้ หลังจากรู้จัก Dialogue
ผมเชื่อว่า...
เราหรือก็แค่จิ๊กซอว์ธรรมดาตัวหนึ่ง
ที่ปรารถนาจะเห็นภาพสุดซ้ายอันงดงาม
เราก็มีหน้าที่แค่ช่วยต่อเติมภาพในส่วนของตัวเอง
และสำหรับภาพส่วนที่เหลือ ก็ต้องสุดแท้เหตุปัจจัยจะอำนวย
ก็คงต้องรอคอยไปอย่างอดทน

เราหรือก็แค่จิ๊กซอว์ตัวหนึ่งของ สังคมนี้ ประเทศนี้ โลกนี้ จักรวาลนี้ เอกภพนี้

ผมเชื่อว่าซักวันหนึ่ง...ผมคงได้เห็นภาพแห่งองค์รวมอันงดงาม

ผมเชื่อว่า Dialogue คือกระบวนการนำไปสู่ภาพนั้น