ขอบันทึกเรื่องเล่าต่อยอดจากจมน้ำตาย ภัยร้ายของเด็ก (ครูหยุย) ทำให้ภาพเหตุการณ์ผุดขึ้นมาให้อยากจะเล่า เพื่อเป็นการป้องกันภัยของครูและผู้บริหารโรงเรียนที่มีสระน้ำในโรงเรียน
ตอนบ่ายวันนั้น ได้ทราบจากครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ว่านักเรียนในชั้นหายไป ๓ คน ถามเพื่อน ๆ ก็ไม่มีใครทราบ ไปติดตามที่ห้องเรียนที่คุณยายของเด็กหญิงแจงก็ไม่มี
ทุกคนมุ่งประเด็นไปที่การลักพา เพราะหนึ่งนั้นคือเด็กหญิงแจงเป็นเด็กน่ารัก เป็นลูกสาวคนเดียวและคนสุดท้องซึ่งพ่อแม่ คุณตาคุณยายมีอันจะกิน และอีกสองคนเป็นพี่น้องกันพ่อแม่เดียวกันและเป็นญาติกับเด็กหญิงแจง
ภารโรงเดินผ่านไปที่สระน้ำและสังเกตเห็น "ไม้กระดานที่นำมาทำสะพานสำหรับเดินลงไปตักน้ำลอยอยู่" จึงมั่นใจว่าเด็กทั้ง ๓ คนตกน้ำแน่นอน พวกเราวิ่งไปออกันอยู่ที่ขอบสระ
ครูผู้ชายคนหนึ่งกระโดดลงไปทั้งชุดเครื่องแบบสีกากี ไม่นานนักอุ้มขึ้นมา ๑ ร่าง ครูทุกคนตกใจวิ่งหนีเอามือปิดหน้าร้องไห้โฮ ๆ ๆ เสียงกรีดร้องของคุณยายและคุณป้าที่เป็นครู ครวญระงมกันแทบลมจับ
ฉันตั้งสติได้ ไม่ได้ร้องไห้หรือวิ่งหนี รีบรับอุ้มร่างนั้นมาวางนอนลงบนพื้นหญ้า เพราะเคยเห็นมาจากภาพเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน เมื่อทุกคนเห็นว่าเด็กได้สิ้นใจไปนานแล้ว ทำให้แต่ละคนมีอาการหนักขึ้นกว่าเดิม
ฉันวิ่งกลับไปลุ้นครูผู้ชายอีก ภารโรงไปตามชาวบ้านมาลงไปหาเด็กอีก ๒ คน คราวนี้นานประมาณ ๑๐ นาที อุ้มขึ้นมาพร้อมกันเพราะเด็กกอดกันอยู่ คือเด็กแจงและเด็กหญิงอ้อ คนแรกคือเด็กหญิงแอ้ ฉันได้ส่งมือรับอุ้มทีละคนและส่งให้คนข้างหลัง เพราะฉันยืนอยู่ริมขอบสระน้ำ
วันนั้นเป็นวันจันทร์ที่ครูแต่งเครื่องแบบ แม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านไปนานหลายปี อยากเล่าเพื่อให้เป็นข้อคิดสำหรับครูและผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งส่วนมากจะมีสระน้ำในโรงเรียน ควรป้องกันและอบรมเด็กเล็ก
สะพานที่เกิดเหตุ เป็นไม้กระดานแผ่นเดียวขนาดยาวประมาณ ๒ เมตร วางพาดจากขอบสระยื่นลงไปในสระน้ำ มีคานขาดเล็กให้กระดานพาด สำหรับภารโรงลงไปตักน้ำมารดต้นไม้
แต่เด็กคนใดคนหนึ่งคงรู้เท่าไม่ถึงการณ์เดินลงไปเหยียบปลายไม้กระดานแล้วกระดานอาจกระดกขึ้น ทำให้จมลงไป เมื่อกระดานกระดกเด็กทุกคนก็ต้องกระเด็นตกลงไปในน้ำ
การที่เด็กเสียชีวิตถึงสามคน ในโรงเรียนขณะที่มีการทำการเรีบนการสอน "ผู้บริหารโรงเรียน ครูเวร ครูประจำชั้น" ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แต่วันนั้นเป็นเวรของคุณครู"คุณยาย" ของเด็กหญิงแจง และญาติของเด็กหญิงอ้อและแอ้ เรื่องราวก็ไม่กระทบทางคดีความแต่มันกระทบกับจิตใจที่ครอบครัวหนึ่งมีลูกสาวเพียงคนเดียวและอีกครอบครัวหนึ่งมีลูกสาวเพียงสองคน
ขอขอบพระคุณนาย วัลลภ ตังคณานุรักษ์ (ครูหยุย) ที่ได้เขียนบันทึกเรื่อง "จมน้ำ
ตายภัยร้ายของเด็ก" ได้เป็นการทำให้เกิดความคิดจากเหตุการณ์จริงมาเล่าในบันทึกนี้
สวัสดีค่ะพี่คิม ....อุบัติเหตุ แบบต่างๆเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อนะคะ ตกเครื่องเล่นหัวแตก แขนหัก นี่ประจำ ไม่ใช่ครูไม่บอก แต่เด็กก็คือเด็กไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว ล่าสุดวันศุกร์ที่แล้ว เด็กป.1 ตกน้ำค่ะ สระไม่ลึก แต่มีเศษแก้ว และหนามเยอะ ครูประจำชั้นใจหายใจคว่ำ โชคดีที่ไม่ได้รับอันตราย แต่เสื้อผ้าเลอะเทอะค่ะ ....ในกรณีน้อง3คน ของโรงเรียนพี่คิม เป็นเหตุการณ์ที่ยากจะลืมได้เหมือนกันนะคะ ...ขออนุญาตนำไปเล่าให้ลูกๆที่โรงเรียนฟัง เพื่อเตือนภัยค่ะ ....
พี่คิมสบายดีนะคะ คิดถึงเสมอค่ะ
เพิ่งอ่าน ผลัดใบชีวิต ของครูณา (อังคณา มาศรังสรรค์) ทำให้เกิดมุมมองแปลกใหม่ในชืวิตเพิ่มขึ้น
ฝากคำนิยมที่อยู่หน้าปกของหนังสือเล่มนี้ สำหรับคุณครูที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งใครๆก็ไม่อยากเจอ
"ต้นไม้ยังผลัดใบได้ฉันใด ชีวิตก็สามารถสลัดความเจ็บปวดและความผิดพลาดในอดีตได้ฉันนั้น"
คำนิยมของพระไพศาล วิสาโล
สวัสดีค่ะพี่ครูคิม การเกิดอุบัติเหตุแบบนี้ได้ก็เพราะว่า..วันเวลา สถานที่ นักเรียน ดวงมันสมพงษ์กันในวันนั้นนะคะ...การศึกษาในปัจจุบันจะนำเด็กๆไปที่ไหนก็กลัวไปหมดค่ะ..แต่ต้องไปเพราะจัดการงบฯที่ให้มา อิอิ
สวัสดีค่ะพี่คิม
แวะมาอ่านบันทึกค่ะพี่
ขอบคุณน่ะค่ะ
สวัสดีค่ะน้องปิ่นธิดา
สวัสดีค่ะครูต้อย
สวัสดีค่ะน้องrinda
สวัสดีค่ะน้องหนูรี
พี่คิมคะ

*** เป็นประสบการณ์ที่ฝังลึก....ยากแก่การลืมเลือนจริงๆนะคะ ***
เราควรมีสติ เก็บมาเป็นบทเรียนชีวิตครับ..
ขอบคุณมากครับพี่คิม
สวัสดีค่ะน้องK.Pually
สวัสดีค่ะน้องราชิต สุพร
เรื่องจมน้ำตายนี่ สถิติมีมากเลยนะครับ ตอนนี้ จึงนิยมนำบุตรหลานมาฝึกว่ายน้ำกันมากครับ กันไว้ดีกว่าแก้
สวัสดีค่ะน้องครูแป๋ม
สวัสดีค่ะคุณหมอนาย เต็มศักดิ์ พึ่งรัศมี
สวัสดีค่ะท่านรองฯsmall man
ขอบพระคุณพี่ครูคิมสำหรับบทเรียนครับ
สวัสดีพี่ครูคิมครับ
เห็นว่าหลายหน่วยงาน หลายโรงเรียนเริ่มมีการรณรงค์สอนว่ายน้ำ เพื่อลดปัญหานี้ แต่ก็น่าห่วงว่าราคาสระว่ายน้ำนั้นแสนแพงและคงไม่กระจายทั่วถึงสำหรับโครงการนี้ อาจต้องคอยระมัดระวัง สอนสั่งทั้งครู และ ผู้ปกครอง ร่วมด้วยช่วยกัน
การเผชิญหน้ากับความตายของคนอื่น หรือ คนในครอบครัว
ถ้าไม่เคยฝึกสติมาบ้างนั้น ยากนักที่จะทำอะไรถูก
พี่ครูคิมมีสติดีนะครับ
คนที่เคยฝึกมาบ้างยังสั่นๆแต่ก็พอจะทำใจได้
ผมได้บทเรียนครั้งสำคัญยามที่ต้องรับกับสถานการณ์ที่พ่อจากไป
การเตรียมตัวตายอย่างมีสติเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้นในสังคม
เพราะเรารู้ว่าเราตายก็ต้องไปคนเดียวแต่ถ้าเราไม่รู้จักวิธีจัดการ หรือ ทำความรู้จักไว้บ้าง เราจักไม่อาจช่วยเหลือทั้งตนเอง และ คนอื่นได้ในยามจำเป็น ถ้ามัวคิดแต่ว่าคิดถึงความตายไม่เป็นมงคล ซึ่งไม่ตรงกับหลักธรรมทางพุทธศาสนาเลย
ขอบพระคุณมากครับ...
พี่คิมคนเก่ง....
เด็กที่โรงเรียนก็เคยมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้น แต่เป็นนอกโรงเรียนและนอกเวลาด้วย เพราะมันเกิดขึ้นตอนกลางคืนในวันพระจันทร์เต็มดวง เดือนสิบสองน้ำนองเต็มตลิ่ง เอ้าเกือบจะร้องเป็นเพลงแล้วล่ะค่ะ
เด็กก็ลงน้ำเพื่อเก็บกระทงเอาเงินแหละค่ะ พลาดท่ายังไงไม่รู้จมหายไปเลย วันรุ่งขึ้นโรงเรียนเปิด พวกครูถึงทราบเรื่องกัน....เศร้าเลย