บทความภาวะผู้นำของประเทศไทย
แหล่งที่มา http://leadership.exteen.com/20090415/entry
ทฤษฎีผู้นำเชิงพฤติกรรม(Behavior Leadership Theories) ซึ่งเป็นการศึกษาของมหาวิทยาลัยไอโอว่า ที่แบ่งภาวะผู้นำออกเป็น 3 แบบ คือ 1.ภาวะผู้นำแบบอัตตนิยม (Autocratic Leadership) 2.ภาวะผู้นำแบบประชาธิปไตย (Democratic Leadership) และ 3.ภาวะผู้นำแบบปล่อยเสรี (Laissez-faire Leadership) ซึ่งเมื่อลองมาวิเคราะห์กับภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรีไทย ในขณะที่เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้นมากมายในประเทศไทย เลยขอแสดงความคิดเห็นดู ใครมีความคิดเห็นอื่นๆ ก็ลองมาถกกันดู
ประเทศไทยต้องการผู้นำแบบกึ่งอัตตนิยมกึ่งประชาธิปไตย
จากปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หลายฝ่ายอาจจะมองว่าเป็นการแก้แค้นกันของคนสองกลุ่มที่มีความเห็นมีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกัน ซึ่งเกิดขึ้นได้ในประเทศประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก แต่ความสำคัญอยู่ที่ ในยุคสมัยที่เกิดสภาวะความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทั้งทางด้านการบริหารจัดการ ด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง (ที่ต้องการรูปแบบใหม่) ผู้นำควรจะมีคุณลักษณะอย่างไรจึงจะนำพาประเทศให้ไปถึงฝั่งอย่างปลอดภัย คงเป็นคำถามที่หลายคนต้องการคำตอบ
ประเทศไทยในยามนี้ ไม่ว่านักวิชาการ นักธุรกิจ หรือใครๆทั้งในและนอกประเทศ ต่างลงความเห็นสอดคล้องกันว่า ปัญหาของประเทศไทยตอนนี้มีเพียงประการเดียว คือการเมือง เพราะถ้าทำให้นิ่ง ทำให้สงบลงได้ ประเทศไทยเรามีขีดความสามารถในการพัฒนาในทุกด้านที่สตาร์ทเครื่องรออยู่แล้ว เพียงแต่รอธงปล่อยตัวเท่านั้นเอง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายๆเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทำให้มองภาพนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่าออกจะมีพฤติกรรมแบบนุ่มนวลจนเกินไป ดูเหมือนจะเป็นแบบประชาธิปไตยแต่ก็กึ่งๆจะปล่อยเสรี ทำให้มองว่า ไม่ค่อยกล้าที่ตัดสินใจในการแก้ปัญหา หรือกล้าฟันธงในเรื่องที่เป็นข้อขัดแย้งให้มันชัดเจนอย่างจริงจัง ลักษณะแบบนี้อาจจะเรียกได้ว่า ขาดภาวะผู้นำ (บางส่วน) หรือเปล่า? ประเทศไทยในภาวะวิกฤตนี้ ต้องการผู้นำที่นอกเหนือจากที่จะต้องฉลาดและมือสะอาดแล้ว เราต้องการผู้นำที่มีบุคลิกเด็ดขาดในการบังคับบัญชาสั่งการ เด็ดขาดในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ มีทักษะในเรื่องการบริหารกิจการบ้านเมือง มีทักษะในการเลือกคนที่เก่งที่สุดมาบริหารกระทรวงต่างๆ และเปิดโอกาสให้คนเก่งๆ เหล่านั้นบริหารไปอย่างดีที่สุด แล้วยังต้องมีทักษะการสื่อสารและรู้จักใช้เครื่องมือการสื่อสารเพื่อการสื่อสารนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพด้วย คือโดยสรุปเป็นผู้นำแบบกึ่งอัตตนิยมกึ่งประชาธิปไตย
คุณทักษิณอาจจะมีลักษณะผู้นำแบบอัตตนิยม คือ บริหารแบบยึดการตัดสินใจทุกอย่างไว้ที่ตนเอง อาจจะด้วยความที่เคยเป็นนักธุรกิจดูแลกิจการขนาดใหญ่มากก่อน จึงเห็นคุณลักษณะที่ชัดเจนของการตัดสินใจทำอะไรอย่างรวดเร็ว จะเห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมหลายอย่าง ทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว เห็นความเด็ดขาดในการสั่งงานหรือบังคับบัญชา แต่จะมีข้อเสียในเรื่องของความโปร่งใส และขาดทักษะในการสื่อสารกับคนอื่นๆ ในประเทศไทย (ในทางตรงข้าม เก่งเรื่องการใช้สื่อต่างประเทศ)
ขณะที่ คุณสมัคร ซึ่งที่จริงแล้วมีคุณลักษณะเด่นชัดเจนทางด้านการสื่อสาร แต่ในช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่ง มักจะสื่อสารไปในทางท้าทายกลุ่มผู้ที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างไปจากตน ในด้านของการเลือกคนเก่งมาบริหารจะเห็นว่า รัฐมนตรีหลายท่านเป็นผู้ที่มีความสามารถเป็นที่ยอมรับ เช่น นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ที่ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) นายวุฒิพงษ์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ (ที่ถึงแม้จะเป็น controversial ในหมู่คนไทยแต่ในระดับนานาชาติ ถือว่าเป็นคนเก่งที่มีแนวคิดในทางวิทยาศาสตร์น่าจับตามองมากที่สุดคนหนึ่ง ด้วยผลงานสิทธิบัตร”การเพาะกล้าสักด้วยตา” และสิทธิบัตร”ไม้สักลายตรง” ถือเป็นตัวอย่างที่ดีให้คนไทยคิดต่าง คิดเป็นวิทยาศาสตร์ และหาทางจดสิทธิบัตร)