ทัศนคติที่ดีต่อการทำงานภาครัฐ ตอนที่ 1






"ทัศนคติที่ดีต่อการทำงานภาครัฐ ตอนที่ 1"
นับจากผู้เขียนได้เริ่มบรรจุเข้ารับราชการ ในสภาพสิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน จะพบเจอกับเรื่องการใช้อำนาจ ในสายบังคับบัญชาเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ต่อมาเมื่อรัฐได้ทำการปฏิรูประบบราชการใหม่ ทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระบบราชการไทย...ผู้เขียนยังคิดต่อไปว่า ถ้าทำได้อย่างที่รัฐวางไว้ ก็คงดี...แต่สิ่งที่สำคัญ...ก็คือ...การที่คนในสังคมหรือวงราชการไทยจะปฏิบัติได้ตามที่รัฐวางไว้มากน้อยเพียงใดเล่า...เพราะถ้าปฏิบัติได้จริงอย่างที่รัฐกำหนดไว้...ก็จะเป็นผลดีต่อประเทศไทยอย่างมหาศาล... ผู้เขียนจึงขอนำเรื่อง "ทัศนคติที่ดีต่อการทำงานภาครัฐ" มาบอกกล่าวเพื่อทราบถึงความเป็นไปของการทำงานภาครัฐในอนาคต... โดยแบ่งออกเป็น 2 ตอน ดังนี้ค่ะ...
รัฐได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนบริบทใหม่ของข้าราชการไทย ให้มีทัศนคติที่ดีต่อการทำงานภาครัฐ โดยมีรายละเอียดดังนี้ค่ะ...
วัตถุประสงค์
1. ประเมินคุณค่าการทำงานราชการภาครัฐในบริบทใหม่ได้อย่างเหมาะสม
2. สร้างความรู้ความพอใจในการทำงานภาครัฐอย่างเต็มความสามารถ
3. พัฒนาความพร้อมที่จะกระทำความประพฤติในการปฏิบัติงานภาครัฐที่สอดคล้องกับสถานการณ์บริหารภาครัฐแนวใหม่
สาเหตุที่มีความจำเป็นในการปฏิรูปและพัฒนาระบบราชการไทย คือ
1. ขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน
2. ความด้อยคุณภาพในการทำงานในการบริการประชาชน
3. การฉ้อราษฎร์บังหลวง
4. ขีดความสามารถของระบบราชการหรือความล้าสมัยของภาคราชการ
5. อำนาจและบทบาทของภาคราชการมีมากเกินความจำเป็น
รัฐจึงได้ดำเนินการดังต่อไปนี้
1. ความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนการบริหารภาครัฐแนวใหม่
2. คุณค่าของงานราชการและทัศนคติในการทำงานภาครัฐ
3. การทำงานภาครัฐในบริบทใหม่
ในสมัยก่อนคนทั่วไปจะคำนึงถึงว่าถ้าท่านใดได้เป็นข้าราชการ ซึ่งถือว่ามีเงินเดือนใช้จ่ายเป็นประจำทุกเดือนไม่เดือดร้อนในการหาเงินได้ ดังคำพูดที่ว่า “สิบพ่อค้าไม่เท่าพระยาเลี้ยง” หรือ ในสมัยเมื่อตอนเด็ก ๆ เวลาไปหาผู้ใหญ่ เราจะถูกผู้ใหญ่ให้พรเราว่า “ขอให้เจริญสุข เจริญสุข เติบใหญ่เป็นจ้าวคนนายคน” ซึ่งคำว่า “เป็นจ้าวคนนายคน” นั้นหมายถึงว่า ได้รับราชการเป็นข้าราชการ ซึ่งติดเป็นค่านิยมและวัฒนธรรมของข้าราชการไทยมาจนถึงปัจจุบัน...
ท่านยังคิดหรือไม่ว่า...ความเชื่อและค่านิยมนี้ยังมีอยู่ในระบบราชการไทย...
ปัจจัยที่จะทำให้การปฏิรูปภาครัฐให้ประสบผลสำเร็จ ได้แก่
1. ปฏิรูปภาคราชการในระดับรัฐ
2. ปฏิรูปหรือพัฒนาระดับตัวข้าราชการ
3. ปรับเปลี่ยนหรือปฏิรูปทัศนคติของข้าราชการ
ท่านเคยมีประสบการณ์เหล่านี้บ้างหรือไม่ ? ในขณะที่ท่านเป็นข้าราชการ...
1. ข่มขู่ประชาชนหรือผู้มาติดต่อ
2. ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม
3. พูดไม่ไพเราะต่อประชาชนหรือผู้มาติดต่อ
4. ทำตัวเป็นนายประชาชน วางอำนาจต่อผู้มาติดต่อ
5. รับสินบนจากประชาชน
6. ไม่อยู่ประจำสถานที่ที่ทำงาน
7. ทำตัวเป็นนายประชาชนไม่ออกไปให้บริการต่อประชาชนและผู้มาติดต่อ
พฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของข้าราชการ มีดังต่อไปนี้...
1. ล่าช้าไม่ยืดหยุ่น
2. ทุจริตรับสินบน
3. ใช้อำนาจ
4. ทำงานไม่มีเป้าหมาย
5. ทำงานตามระเบียบมากกว่าส่วนรวม
6. ปูนบำเหน็จ
7. 7 นิสัยที่ควรขจัด
7 นิสัยที่ควรขจัด ได้แก่... ทำงานเอาหน้า...หวาดผวา...ยินดีต่ออามิส...เสเพล...เกกับลูกน้อง...เล่นพวกพ้อง...เบ่งทับราษฎร....
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ข้าราชการขาดประสิทธิภาพ เนื่องมาจากทัศนคติที่ไม่พึงประสงค์ หรือกล่าวง่าย ๆ ก็คือ มีทัศนคติที่ไม่ดีต่องานและผู้รับบริการ 4 ประการ ทัศนคติ 4 ประการนี้เองเป็นตัวจักรสำคัญที่ทำให้ข้าราชการมีความเข้าใจผิด ๆ และแสดงออกมาทางพฤติกรรมการทำงาน ได้แก่...
ทัศนคติที่ไม่พึงปรารถนา...
1. ทัศนคติต่อสังคม มีพฤติกรรมเบียดเบียนไม่ให้ความเป็นธรรมกดขี่ข่มเหงประชาชน
2. ทัศนคติต่อเศรษฐกิจ มีพฤติกรรมใช้จ่ายไม่ประหยัด ทำให้เกิดการหาเงินในทางที่ไม่ควร
3. ทัศนคติต่อการศึกษา มีพฤติกรรมทำให้ไม่หาความรู้เพิ่มเติม ไม่ทันโลก ไม่ทันเหตุการณ์
4. ทัศนคติต่อการบริหาร มีพฤติกรรมไม่พอใจงานที่รับผิดชอบ ขาดความสนใจและตั้งใจทำงานทำให้งานไม่ได้ผล
ทัศนคติที่ดีต่อการทำงานและผู้รับบริการจึงมีความสำคัญต่อการทำงานของข้าราชการเป็นอย่างยิ่ง และถือเป็นความสำคัญในระดับชาติด้วย ดังเห็นได้จากนโยบายของรัฐทั้งที่ผ่านมาจนในปัจจุบัน เช่น
ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
แผนพัฒนาปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมและค่านิยมในการบริหารภาครัฐ
ฯพณฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
“เราต้องการส่วนราชการที่ดี ปรับกระบวนการทำงาน ปรับวัฒนธรรมองค์กร ข้าราชการต้องเป็นผู้ให้บริการมากขึ้น ไม่ใช่เป็นผู้รอให้ประชาชนมาขอรับบริการ”
คุณค่างานของงานราชการและทัศนคติในการทำงานภาครัฐ
* วิธีการปรับความคิด ทัศนคติและการทำงานของข้าราชการ ทัศนคติต่อตนเอง
* การปรับวิธีการทำงาน ตามวิธีของนักบริหารยุคใหม่
* การบริหารคน
วิธีการปรับความคิด ทัศนคติและการทำงานของข้าราชการ
วิธีการปรับความคิด ทัศนคติการทำงานของข้าราชการให้มีประสิทธิภาพ ท่านนภดล เฮงเจริญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้เสนอแนะวิธีการปรับความคิด ทัศนคติและการทำงานของข้าราชการให้มีประสิทธิภาพ คือ ปรับตัว หมายถึง การปรับเปลี่ยนความคิด เราต้องคิดให้กว้าง คิดเป็นระบบและคิดทั่วด้าน
คิดให้กว้าง คือ เราต้องเป็นคนที่สามารถจะมองเห็นในสิ่งที่ผู้อื่นเขาอาจจะมองไม่เห็น เพื่อเราจะสามารถที่จะทำปัญหาให้เป็นโอกาสได้ รวมถึงเราต้องมองการณ์ไกล มองไปข้าวหน้าและที่สำคัญคือจะต้องไม่มีคำว่าทำไม่ได้ ยิ้มสู้ปัญหาและเชื่อมั่นว่า ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นต้องแก้ไขได้และมองว่าถ้าไม่มีปัญหาก็ไม่มีการพัฒนาและไม่มีปัญหาใดที่ได้รับการแก้ไขแล้วมัยจะยุติลง 100 % อาจจะนำมาซึ่งผลกระทบหรือปัญหาอื่น ๆ ตามมาด้วย
ทัศนคติต่อตนเอง
-
เราต้องเป็นคนที่ไม่เอาแต่ได้ ต้องรู้จักให้บ้าง
-
ไม่ขี้อิจฉาริษยา
ปัญหาราชการที่มีมาก คือ ความอิจฉาริษยา ทะเยอทะยานและมากด้วยผู้หวังดีประสงค์ร้าย
-
ไม่เอารัดเอาเปรียบ คิดถึงคนอื่น
-
มีความเอื้ออาทร ไม่ใช้อำนาจ
ปรับวิธีการทำงานตามวิธีของนักบริหารยุคใหม่ 4 ประการ ได้แก่
1. ทัน * รู้เท่าทันสถานการณ์
* รู้นโยบายองค์กร
* รู้คนทำงาน
* รู้รับผิดชอบ
* รู้สิ่งแวดล้อม
2. รุก * ทำงานเชิงรุก
* ทำงานให้เร็ว
* ทำงานล่วงหน้า
* ทำงานคู่ขนาน
3. เร็ว * มีความน่าเชื่อถือ
* สร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับ
4. เที่ยงตรง * ผลงานต้องได้มาตรฐาน
* มีคุณภาพ
* สั่งสมวิทยาการใหม่
* ศึกษางาน
* ปรับแนวทางปฏิบัติ
การบริหารคน แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่...
-
ผู้บังคับบัญชา
-
ผู้ใต้บังคับบัญชา
-
เพื่อนร่วมงาน
-
ประชาชน
การบริหารผู้บังคับบัญชา
-
ต้องมีความจริงใจ
-
ซื่อตรงทั้งต่อหน้าและลับหลัง
-
เข้าใจคำสั่ง
ประเภทของผู้ใต้บังคับบัญชา
-
มีความพร้อม + มีความเต็มใจ
-
มีความพร้อม + ไม่ค่อยมีความเต็มใจ
-
ไม่มีความพร้อม + มีความเต็มใจ
-
ไม่มีความพร้อม + ไม่เต็มใจ
การบริหารคนต่อเพื่อนร่วมงาน
-
นุ่มนวล
-
นอบน้อม
-
หนักแน่น

ผมอยากทราบ เกี่ยวกับ มุมมอง ความคิดเห็น ทัศนคติ ของข้าราชไทยที่มีต่อการเมืองไทยในปัจจุบันในทุกด้าน คับ (ความคิดเห็นประกอบการทำรายงานคับ )