เช้าวานนี้ (๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓) ในตอนเช้าตื่นขึ้นมา ยังคงไปวิ่งออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ทำอยู่ แต่กลัวที่จะเขียนออกมาเป็นบันทึก ด้วยความแหย ๆ ของใจที่ไม่กล้าหาญ ที่ผ่านมาไม่เขียน แต่ยังตามอ่านงานของครู อยากจะตอบแต่ก็กลัวสารพัด มีความคิดปรุงแต่งด้านลบ จนทำให้ ล้าไปเอง แต่พอได้คุยโทรศัพท์กับครูในตอนเย็น แล้วตื่นหลุดออกมาจากความเศร้าหมอง แล้วกระโจนออกมา เอาใหม่
ครูค่ะ เรื่องราวของเมื่อวาน ขอโอกาสเอามาถ่ายทอดลงในบันทึกนี้ สิ่งที่สะกิดใจ แล้วได้ทำอย่างตั้งใจคือ การเขียนสรุปงานที่ไปเยี่ยม รพ.สต.เพ็กใหญ่ ยิ่งเขียน ยิ่งทบทวนยิ่งเห็น กระบวนการคิด กระบวนการเติบโตของพลังมวลชน
ในช่วงนี้หนูได้รับมอบหมายให้ไปช่วยงานด้าน ComMedSci เรียกเป็นภาษาไทยว่า วิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน เอาชุดทดสอบที่กรมวิทยาศาสตร์คิดค้น สนับสนุนให้นำไปเป็นเครื่องมือ ในการเฝ้าระวังสารปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์สุขภาพต่าง ๆ
ณ วันที่ได้ลงพื้นที่ หนูกราบระลึกถึงครู เพราะเป็นงานที่ได้รับมอบหมายกะทันหัน ไม่ค่อยรู้ที่มาที่ไป แต่ลึก ๆ หนูเชื่อว่าสิ่งที่ครูสอนหนูมาคงถึงเวลาต้องเอามาใช้ ทำงานอย่างมีความสุขด้วยจิตใจที่เบิกบาน เมตตาคนสำคัญที่อยู่ตรงหน้า มีเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้มากมาย แต่รู้สึกว่าจัดการในตนเองได้ และรู้ในตนเองเลยว่า “ทำเต็มที่”
เทคนิคที่หนูใช้คุยกับพี่ ๆ ที่ รพ.สต. คุยกับ กลุ่ม อสม. ทำให้เขาผ่อนคลายสนุกเบิกบานที่จะเล่าเรื่อง ความประทับใจที่ได้ลงพื้นที่ ความอบอุ่นใจที่เกิดจากการได้ทำหน้าที่เฝ้าระวังสารปนเปื้อน เป็นสิ่งที่ครูสอนมาแทบทั้งสิ้น เป็นผู้ฟัง ซักถามในข้อสงสัย ถามนำ ต่อยอด
มานั่งทบทวน ทำให้เห็นกระบวนการแก้ไขปัญหาโดยมวลชน เป็นการแก้ไขปัญหาที่แนบเข้าไปในวิถีชีวิตของเขาเลยค่ะครู ไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน เช่น พอตรวจเจอสารปนเปื้อน ก็บอก ก็คุยกันปากต่อปาก เพิ่มขึ้นมาหน่อยก็เสียงตามสาย ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ และที่สำคัญใช้ได้ผล ชาวบ้านตื่นตัว ระวังตัว เห็นคุณค่าของอาหารปลอดภัย พอตรวจแล้ว แม่ค้าก็ยินดี พอตรวจเจอก็ช่วยกันแก้ไข หาทางออก การไปทำงานครั้งนั้นเหมือนได้ไปทำงานกับครู เพราะครูอยู่ในใจ ทำเสร็จพูดถอดบทเรียนกับตนเอง
พอมานั่งเขียนสรุปเขียนเป็นเรื่องเล่า ในใจก็ระลึกว่า
“ครูขาขอให้โอกาสนี้ฝึกการเขียนนะคะ”
พอเที่ยง ๆ วันนี้หนูห่อข้าวมา นึ่งถั่วห้าอย่าง ทำอย่างที่เคยกินเมื่อครั้งอยู่ที่นนทบุรี ทานเสร็จนั่งตามลมหายใจไปเรื่อย ๆ หนูเริ่มชินกับหลังอาหารเที่ยงที่นั่งเฉย ๆ ตามลมหายใจ บางคราก็วูบหลับนิดหน่อย แต่ก็รู้สึกว่าสดชื่นพร้อมสำหรับงานยามบ่าย นั่งเขียนต่อจนเสร็จ ส่งสรุปงาน แล้วก็เตรียมเอกสารอื่น ๆ ต่อไป
บ่ายสามกว่า ๆพักเอาแรง ผ่อนคลาย ยืดเส้นยืดสาย แวะมาแลกเปลี่ยนเรื่องดี ๆ กันกับพี่อ้อ และบริหารร่างกาย พอบ่ายสี่โมงเย็น ต้องลงไปตรวจเงินทดลองราชการ ตามหน้าที่ เหมือนได้ฝึกตนเองกับงานที่ไม่คุ้นเคย คือ งานบัญชีค่ะครู ไม้เบื่อไม่เมากับหนูทีเดียวแต่ได้รับมอบหมายให้เป็นกรรมการตรวจอย่างเลี่ยงไม่ได้ วันนี้เป็นวันที่สอง บอกตนเองด้วยคำพูดของครูว่า “ไม่ถนัดก็หัดเอา”
เลิกงานกลับบ้าน โทรไปคุยกับเซลล์เรื่องรถใหม่ ต่อรองเกี่ยวกับราคาคันนี้ จนได้ข้อสรุปเป็นที่พอใจ อ้อ หนูยังไม่ได้แจ้งครู กราบขออภัยเรื่องนี้ค่ะ หนูวางแผนซื้อรถใหม่ เป็น New Lancer CNG M/T โดยการเอาคันที่ขับอยู่ไปเทิร์นค่ะ พิจารณาอยู่นาน เพราะคันที่ขับอยู่อายุสิบปี ขับมาสี่แสนสี่กิโลเมตร เครื่องมีปัญหาพอสมควร พ่อบอกว่าถ้าซ่อมต่อก็เป็นหมื่น หรือ อาจจะมากกว่า และค่อนข้างกินน้ำมัน พอปรึกษาพ่อ แม่และพี่สาว จึงลงตัวที่คันนี้ค่ะ
แล้วก็เปลี่ยนชุดไปออกกำลังกาย กลับมาอ่านอะไรอยู่ในอินเตอร์เน็ตไปเรื่อย ๆ ตามข่าวแผ่นดินไหว จนครูโทรมา รู้สึกดีใจที่ได้คุยกับครูค่ะ และก็เห็นความเสียใจที่ไม่มีปัญญากล้าหาญเผชิญด้วยตนเองที่ผ่านมา การได้ยินเสียง ได้ยินคำชี้แนะจากครู ทำให้มีกำลังใจ หนูยอมรับว่ายิ่งฝึกก็ยิ่งเจอโจทย์ยากขึ้น ความรู้สึกที่จะถอยไม่มีค่ะครู แต่ที่ผ่านมามันเหมือนยืนงง ๆ ไปไม่ถูก จนครูมาช่วยเคาะกะโหลกแล้วบอกว่า
“ทำสักทีซิวะ ยืนคร่ำครวญอยู่ได้”
ใจที่ปรารถนาจะช่วยงานครูนั้น ไม่เคยสร่างซา แต่สติปัญญาไม่มี จึงไม่รู้จะทำอย่างไร การงานในช่วงนี้มากมาย ยิ่งทำให้หนูหลงไปกับงาน คำกล่าวของครูที่ว่า
“อย่าว่อกแว่ก เราไม่ได้เกิดมาเพื่อประชุมหรืออะไร เราเกิดมาเพื่อตายเท่านั้น ถ้าติ๋วเข้าใจคำนี้มันจะมีค่ามาก”
เหมือนช่วยปลุกให้ตื่นและเห็นว่า หลงจมไปกับงาน จนละเลยการภาวนา แต่การที่คุยกับครู ศิษย์ก็ยังไม่วายคุยด้วยน้ำตา จนครูให้เรียกสติกลับคืนมา แล้วตั้งใจใหม่ กราบขอบพระคุณค่ะครู พอวางสายจากครูหนูอาบน้ำ แล้วก็ขึ้นไปห้องพระก้มลงกราบพระ กางโต๊ะกราบระลึกถึงครูแล้วก็เขียนบันทึก เอาขึ้นเสร็จ หนึ่งบันทึก รู้สึกล้า ล้มลงพักสายตาแล้วก็หลับไป มันก็ยังไม่วายค่ะครู แต่ก็ได้เรียนรู้ว่า
“เอาน่า เริ่มใหม่ เริ่มใหม่ เต็มที่ อย่างน้อยตอนนี้ใจก็มาเกินร้อย ร่างกายมันอาจจะเหนื่อยสะสม แต่ใจพร้อม ทุกอย่างก็ไม่ใช่ปัญหา”
กราบขอบพระคุณครูค่ะ
สู้ ๆ ครับ
ขอบพระคุณค่ะ ณัฐวุฒิ สืบนันตา ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนค่ะ