การบ้านที่ครูให้พิจารณา แล้วนำมาเขียนเป็นบันทึกในวันนี้คือ

 

ใคร่ครวญกับคร่ำครวญต่างกันอย่างไร

 

ใคร่ครวญ คือการคิดพิจารณา ทบทวน โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น  มีสาเหตุมาจากอะไร หาคำตอบ อย่างที่ครูทำให้เห็นบ่อย ๆ แล้วเรียกว่า “ถอดรหัส”

การคิด พิจาณาอย่างมีสติ สะท้อนแต่ละมุมมองของสิ่งที่ปรากฎขึ้น มองเหมือนคนอื่นมอง มองไปเรื่อย ๆ ในเรื่องราวที่ยังรู้สึกสงสัย ให้ถามตนเอง ซ้ำ ๆ แล้วค้นหาคำตอบด้วยสติปัญญา เหมือนใช้ลมหายใจนำทาง แล้วใช้ปัญญาหาคำตอบ ที่สำคัญคำตอบที่ได้ในแต่ละครั้ง ไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิม ยิ่งพิจารณาลึกเข้าไป ซ้ำเข้าไป คำตอบที่ได้ยิ่งละเอียดขึ้น ๆ เรื่องไหนที่พิจารณาแล้วเป็นประโยชน์ให้มองซ้ำเข้าไป แต่เรื่องไหนที่พิจารณาแล้ว เห็นว่าไม่จำเป็นก็ปล่อยไป อย่างที่ครูเคยบอกว่า

“ที่ผ่านไปแล้วก็คือจบแล้ว ตอนนี้คือ อันใหม่ มันเป็นขณะ ๆ” 

“ไม่สำคัญว่าใครจะมองอย่างไร สำคัญที่เรารู้ตัวว่าทำอะไรอยู่”

ณ ขณะที่ใคร่ครวญ ถ้าเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น คือ กำลังจะทำแล้วนั่งลงพิจารณาใคร่ครวญ มักจะมองเห็นช่องทาง ที่จะทำได้มากกว่าหนึ่ง เช่น ครั้งนั้น ทำอย่างไร จึงจะเอาตั๋วมามอบให้ครูให้ทัน ช่องทางเกิดขึ้น พรึบในหัว

นั่งรถประจำทาง ขึ้นที่ห้วยผึ้ง ไปลงขอนแก่น สามชั่วโมง

ให้พ่อไปส่งที่สมเด็จ ขึ้นรถไปลงขอนแก่น สองชั่วโมงครึ่ง

ให้พ่อไปส่งที่กาฬสินธุ์ ขึ้นรถไปลงขอนแก่น หนึ่งชั่วโมง

แต่ปัญหาคือ คุมเวลาไม่ได้ ไปถึงแล้วก็จะต้องได้ขึ้นรถเลย

สุดท้าย ขอให้พ่อไปส่งที่ขอนแก่น

พอได้หนทางก็ลงในรายละเอียดปลีกย่อยเช่น ใครขับ เพื่อลดความเครียดให้ผู้อื่น ตัดสินใจ ขับเอง เติมน้ำมันให้รถพ่อ และเพื่อไม่ให้เสียเที่ยวก็ออกตังค์ให้ที่บ้านซื้อของกลับไปด้วย

พอลงมือทำ จะเริ่มขับรถออกมา พ่อจะขับเอง ก็ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ตัดเรื่องไม่เร่งด่วนออก เช่น ไม่เอากระติกน้ำที่จะเอาไปด้วย ไม่เอาตำเหมี่ยง ด้วยข้อจำกัดของเวลา

สำนึกแห่งความรับผิดชอบในครั้งนั้น ทำให้เกิดการพิจารณาอย่างรวดเร็ว แล้วทำเลย พร้อมรับ พร้อมเผชิญทุกอย่าง ที่สำคัญ ยอมรับผิด แล้วแก้ไขค่ะ

เรื่องตั๋วเครื่องบินในครั้งนั้นสอนให้เรียนรู้ว่า เมื่อสำนึกว่าพลาด ยอมรับ แล้วก็หาช่องทางแก้ไข ลงมือทำ แล้วก็ปรับวิธีการไปเรื่อย ๆ แล้วก็สำเร็จ มอบตั๋วให้ครูทันเวลา เหมือนมีเป้าหมายคือ “มอบตั๋วให้ครูทันเวลา” ที่เหลือมันลุยพิจารณาเอง แล้วพยายามทำอย่างมีสติ ประคับประคองสติ อันนี้คือใคร่ครวญ ทำให้เกิดหนทาง เพื่อลงมือแก้ไขปัญหา

 ณ ขณะที่พิจารณาตอนที่นั่งเขียนนี้ คือการคิดใคร่ครวญย้อนหลัง มองภาพเหตุการณ์ เหมือนเป็นเรื่องราวของคนอื่น หาสาเหตุ โจทย์คือ

ปัญหา =“ลืมเวลาขึ้นเครื่องของครู ตั๋วเครื่องบินไม่ถึงมือครู” (เกิดความรู้สึกว่ายอมรับผิด ปรารถนาจะแก้ไข)

คำถาม = ทำอย่างไรตั๋วจะถึงมือครูทันเวลา

เกิดกระบวนการแก้ปัญหา =

นั่งรถประจำทาง ขึ้นที่ห้วยผึ้ง ไปลงขอนแก่น สามชั่วโมง

ให้พ่อไปส่งที่สมเด็จ ขึ้นรถไปลงขอนแก่น สองชั่วโมงครึ่ง

ให้พ่อไปส่งที่กาฬสินธุ์ ขึ้นรถไปลงขอนแก่น หนึ่งชั่วโมง

แต่ปัญหาคือ คุมเวลาไม่ได้ ไปถึงแล้วก็จะต้องได้ขึ้นรถเลย

ถ้าขับรถไปเองถึงขอนแก่นใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงกว่า ๆ

ลงมือปฏิบัติ = เลือกวิธีการแล้วลงมือปฏิบัติ ปรับเปลี่ยนวิธีตามความเหมาะสม ตอนแรกพ่อขับ พอระหว่างทางขอโอกาสเป็นคนขับ

ผลลัพธ์ = ตั๋วถึงมือครูทันเวลา

ที่บ้านได้ของกลับไปขาย รู้สึกประทับใจในความเมตตาของครู และพ่อ ที่เมตตาให้ได้เรียนรู้

นี่คือการใคร่ครวญในตนเอง

 

การคร่ำครวญ คือ คิดแล้วก็ตัดสิน เกิดความรู้สึกโศกเศร้าเสียใจ คิดซ้ำ ๆ โดยไม่มีสติ หนักขึ้นจะร้องไห้ พร่ำบ่น ยิ่งคร่ำครวญ ใจยิ่งเหนื่อย หนัก ๆในหัว คิดอะไรไม่ออก จะรู้สึกเหมือนจนปัญญา เจอปัญหาก็เหมือนหมดหนทางแก้ไข

การคร่ำครวญ ปิดกั้น หนทางแก้ไข ปิดกั้นความเข้าใจ ปิดกั้นการรับรู้สัมผัสต่าง ๆ เพราะยิ่งคร่ำครวญ ยิ่งบิดเบือนการรับรู้ความจริง ทำให้เสียเวลา กว่าจะหลุดออกมา บางทีก็เสียเวลานาน เป็นเหมือนหลงทางตอนมืด ๆ บางทีก็ออกมาเองไม่ได้ โชคดีหน่อยก็มีผู้เมตตาฉุดออกมา การคร่ำครวญเกิดจากการขาดสติ แม้จะมองเห็นปัญหาเหมือนกัน แต่การคร่ำครวญ นั้นไม่ประกอบด้วยสติ มันจะจมลงไปในปัญหา ไม่เกิดปัญญาเข้าใจความจริง

 

การคร่ำครวญเป็นสิ่งที่ทำบ่อย แต่ไม่ค่อยจำ เหมือนร่องเดิมของความเคยชินคือ

"การคร่ำครวญ เผลอปุ๊บ มาทันที"

มิน่าหล่ะ ยิ่งคร่ำครวญ นอกจากไม่แก้ปัญหา บ่อยครั้งยังสร้างปัญหาซ้ำลงไปอีก ทั้ง ๆที่ รู้ว่าทำให้เสียเวลา แต่พอขาดสติ ก็คร่ำครวญ นี่คือ ธรรมชาติของจิต ดังนั้นสำคัญ "ต้องมีสติ"

 

พอเขียนออกมาแล้วรู้สึกว่า หนูถูกฝึกมาให้พิจารณาใคร่ครวญมาตลอด แต่พอจะมานั่งลงเขียนถอดบทเรียน กลับคร่ำครวญ หรือบางทีทำอะไรที่ไม่ได้อย่างที่คิด ไม่ได้ดั่งใจ ก็คร่ำครวญ แทนที่จะใคร่ครวญ บางบันทึกเขียนแต่ไม่ใช่การเขียนบันทึกที่ประกอบด้วยสติ ทำให้บันทึกที่ผ่าน ๆ มาหลายฉบับ เป็นการคร่ำครวญ ตัดสินเป็นการเขียนด้วยอารมณ์ และพลังงานด้านลบ แต่เมื่อใดที่มีสติ เขียนบันทึกด้วยสติ ก็จะมีความตั้งใจ งานเขียนจะสะท้อนสภาวะข้างใน ณ ขณะถ่ายทอดออกมาเป็นบันทึก ตอนนี้ได้ข้อสรุปในตนเองว่า แท้ที่จริง

การใคร่ครวญ คือการคิดพิจารณาตามหลักของ “อริยสัจ” ตามหลักการของเหตุและผล ตามเหตุและปัจจัยต่าง ๆ

กราบขอบพระคุณครูค่ะสำหรับการบ้านและโอกาส