เทคโนโลยีสารสนเทศกับการบริหาร

บทนำ

                ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศ( International Technology ) หรือที่นิยมเรียกว่า IT  เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันองค์กรธุรกิจต่างๆมีการแข่งขันกันสูง ผู้ที่ได้รับข้อมูลข่าวสารเร็วหรือเข้าถึงข้อมูลได้เร็วกว่าคนอื่นเท่านั้นถึงจะเป็นผู้ชนะ  นอกจากนี้เทคโนโลยีสารสนเทศ ยังมีบทบาทต่อการตัดสินใจของผู้บริหารได้รวดเร็วและถูกต้อง  

             พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ  ได้สร้างความท้าทายแก่ผู้บริหารเป็นอย่างมาก  เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศสร้างผลกระทบในเชิงลึกต่อวัฒนธรรมความคิด และรูปแบบในการแก้ปัญหาของบุคคล  ซึ่งผู้บริหารในอนาคตต้องมีทักษะโดยเฉพาะความรู้ความใจในศักยภาพ และสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์แก่องค์กร  ผู้บริหารต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร  ผู้บริหารต้องรับผิดชอบในการกำหนดกลยุทธ์การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน แต่ยังมีผู้บริหารบางส่วนยังขาดวิสัยทัศน์ในเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ  ผู้บริหารหลายคนยังติดอยู่กับระบบงานที่เชื่องช้า ไม่ยืดหยุ่นตลอดจนมีความคิดหรือกระบวนทัศน์( Paradigm) ที่ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ยอมรับและกล้าต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี  แต่ก็คงไม่มีใครปฏิเสธที่ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของราชการและธุรกิจในอนาคต

             ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ

คำว่า  “เทคโนโลยีสารสนเทศ”  หรือ “Information  Technology”  ตรงกับคำศัพท์ที่ว่า “Informatique”  ซึ่งหมายถึง  “การนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีอื่นๆ  มาใช้ในงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและสังคม”  นอกจากนี้ยังมีความหมายที่ใกล้เคียงกันคือ “Telematioque” หมายถึง  “การบูรณาการระหว่างคอมพิวเตอร์กับการสื่อสาร” และคำว่า  “Burotique”  หมายถึง  สำนักงานอัตโนมัติ   ดังนั้นเมื่อมีการนำคำศัพท์ภาษาอังกฤษทั้งสองคำมาใช้แทนคำว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ  จึงได้คำว่า “Informatic”  ซึ่งมีความหมายเช่นเดียวกันกับ “Informatique”  แต่คำเหล่านี้ไม่เป็นที่นิยมมากนัก  ในสหรัฐอเมริกาได้มีการบัญญัติคำศัพท์ว่า “Teleputer”  ขึ้นมาใช้แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมเช่นกัน   

เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT: Information Technology) หรือที่เรียกกันติดปากว่า ไอที  เป็นคำที่รู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ในสังคมยุคข่าวสาร หรือสังคมสารสนเทศที่ไร้พรมแดน  เทคโนโลยีสารสนเทศอาจได้รับการยอมรับว่ามีศักยภาพสูงสุด ในบรรดาในทุกๆ ประเด็นที่ทำการศึกษา  จะเห็นได้ว่าระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้รับความสนใจจากทุกประเทศทั่วโลก  ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีสารสนเทศจะต้องก่อให้เกิดประโยชน์เป็นอย่างมากต่อประเทศต่างๆ อย่างแน่นอน  เทคโนโลยีสารสนเทศ ได้มีผู้ให้ความหมาย คำว่า “เทคโนโลยีสารสนเทศ” ไว้  ดังนี้

    

ครรชิต   มาลัยวงศ์ (2540, หน้า 35) ได้ให้ความหมายว่า  “เทคโนโลยีสารสนเทศ  หมายถึง เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการจัดประมวลผล และการเผยแพร่สารสนเทศ   ซึ่งรวมหลักแล้วก็คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์” โดยสรุปความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศตามการนำเทคโนโลยีมาใช้ในงานสารสนเทศ แบ่งได้  6  ประเภท  ดังนี้

1.  เทคโนโลยีที่ใช้ในการเก็บข้อมูล  เช่น ดาวเทียมถ่ายภาพทางอากาศและพื้นผิวของโลก (Remote Sensing)  กล้องถ่ายภาพ  กล้องถ่ายวิดิทัศน์  เครื่องเอกซ์เรย์

2.  เทคโนโลยีที่ใช้บันทึกข้อมูล จะเน้นสื่อที่ใช้บันทึก เช่น  เทปแม่เหล็ก  จานแม่เหล็ก  จานเสียง หรือจานเลเซอร์  บัตรเอทีเอ็ม

3.  เทคโนโลยีที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ  ได้แก่  หน่วยประมวลผลกลาง และชุดคำสั่งต่าง ๆ

4.  เทคโนโลยีที่ใช้ในการแสดงผล  เช่น  เครื่องพิมพ์  จอภาพ  พล็อตเตอร์( Plotter) และอื่น ๆ

5.  เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดทำสำเนาสารสนเทศ  เช่น  เครื่องถ่ายเอกสาร  เครื่องถ่ายไมโครฟิล์ม

6.  เทคโนโลยีที่ใช้ในการถ่ายทอดสื่อสารข้อมูลและสารสนเทศ  เช่น  ระบบโทรคมนาคมต่างๆ เช่น  วิทยุโทรทัศน์  วิทยุกระจายเสียง  โทรศัพท์  โทรเลข  โทรสาร  ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

             บีแฮนและโฮลัมส์ ให้ความหมายไว้ว่า  “เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง เทคโนโลยีที่ทำให้มนุษย์สามารถสร้างระบบสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ   จนทำให้เกิดประสิทธิผลและประโยชน์อย่างมหาศาล ได้แก่  การใช้ทำทะเบียนข้อมูล  การจัดเก็บ  การประมวลผลการค้นคืน การส่งและรับสารสานเทศต่างๆ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ  เช่น  คอมพิวเตอร์  โทรสาร โทรคมนาคม และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งเทคโนโลยีเดิมที่ใช้ในระบบจัดเรียงเอกสาร  เครื่องทำบัญชีอัตโนมัติ  เป็นต้น”       

             มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้ความหมายว่า “เทคโนโลยีสารสนเทศ  หมายถึง เทคโนโลยีทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสารสนเทศ  มาจากเทคโนโลยีเดิมที่ใช้ในการจัดเก็บ  ประมวลผล  แสดงผล และเผยแพร่สารสนเทศในรูปของข้อมูล ข้อความและเรื่อง โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีโทรคมนาคม”       

                วาสนา   สุขกระสานติ (2540, หน้า 28) ได้ให้ความหมายของคำว่า “เทคโนโลยีสารสนเทศว่ากระบวนการต่างๆ และระบบงานที่ช่วยให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ   รวมถึงเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ กระบวนการจัดเก็บ ประมวลผล และแสดงผลลัพธ์ในรูปแบบต่าง ๆ”

                กมลรัฐ  อินทรทัศน์ (2550) ให้ความหมายว่า “เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การนำเทคโนโลยีมาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสารสนเทศทำให้สารสนเทศมีประโยชน์และใช้งานได้กว้างขวางมากขึ้นเทคโนโลยีสารสนเทศยังเอื้อประโยชน์ทำให้การสื่อสารกันและกันของมนุษย์ทำได้อย่างไร้ขีดจำกัดมากขึ้น  ทั้งนี้อาจแบ่งประเภทของเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารออกเป็นประเภทหลักๆ ได้ 3 ประเภท คือ อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต และเวิร์ล  ไวด์  เว็บ”

                มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (2550, หน้า 2)  ได้ให้ความหมายว่า “เทคโนโลยีสารสนเทศ (information technology -IT) หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (information and communication Technologies -ICT) ก็คือ เทคโนโลยีสองด้านหลักๆ ที่ประกอบด้วยเทคโนโลยีระบบคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมที่ผนวกเข้าด้วยกัน  เพื่อใช้ในกระบวนการจัดหา  จัดเก็บ  สร้าง และเผยแพร่สารสนเทศในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียง  ภาพ  ภาพเคลื่อนไหว  ข้อความหรือตัวอักษร และตัวเลข เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ  ความถูกต้อง  ความแม่นยำ และความรวดเร็วให้ทันต่อการ นำไปใช้ประโยชน์”

               สรุป “เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดวิธีการใหม่ ๆ ในการจัดเก็บข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ การส่งผ่าน การสื่อสารสารสนเทศ การเข้าถึงสารสนเทศ การรับสารสนเทศ รวมถึงการสร้างสังคมและอุตสาหกรรมด้านสารสเทศ และการจัดการสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพ”    

                ความสำคัญของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

การบริหารงานในยุคปัจจุบัน  ที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จ  ต้องอาศัย การพิจาณาตัดสินใจสั่งการอย่างถูกต้องและเหมาะสม (อุทัย  บุญประเสริฐ,2543) กล่าวว่า หลักการพื้นฐานแบบง่ายๆ ที่น่าจะช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ   เพื่อการบริหารนั้นพัฒนามาจากการที่ผู้บริหารต้องตัดสินใจในเรื่องหนึ่งเรื่องใด  โดยมีการคิดพิจารณาอย่างเป็นระบบรอบครอบ  ซึ่งใช้แต่ระเบียบกฎเกณฑ์และประสบการณ์ที่เคยใช้ในอดีตอีกต่อไปไม่ได้ ต้องใช้ข้อมูลและสารสนเทศเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  เชื่อกันว่าการตัดสินใจโดยใช้ระบบข้อมูลและสารสนเทศเป็นฐาน น่าจะเป็นการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพสูงในโลกปัจจุบันที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูงงานตามภาระหน้าที่ของผู้บริหาร มีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลและสารสนเทศทุกเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการบริหารด้านบุคลากร  ด้านงบประมาณ  ด้านวัสดุ  ครุภัณฑ์ และด้านการจัดการ  ซึ่งต้องกระทำอย่างรอบคอบ  เพื่อการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดผลทางด้านประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะในปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งจำเป็นสูงสุดของผู้บริหารทุกระดับ  จึงจำเป็นที่ผู้บริหารต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ  ซึ่งเกี่ยวกับการวางแผนและการตัดสินใจโดยข้อมูลและสารสนเทศต้องมีความสอดคล้องกับความต้องการ(Requirement) มีความถูกต้อง (Accuracy) และมีความทันต่อเหตุการณ์ (Timeliness) ในยุคข้อมูลข่าวสารเทคโนโลยีสารสนเทศ(IT-Information Technology) มีบทบาทในการจัดการศึกษามากขึ้น  เนื่องจากความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้รับการพัฒนาขึ้น  สภาพสังคมในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในขณะเดียวกับนโยบาย ทางการการศึกษาได้พัฒนาให้สอดคล้องกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม  ดังนั้นการจัดการศึกษาในสถานศึกษาจึงต้องจัดให้สอดคล้องกับนโยบายทางการศึกษาความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างเหมาะสมและมีคุณภาพ

                 ดังนั้น ในการที่ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องตัดสินใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  จึงต้องได้รับข้อมูลข่าวสารสารสนเทศเกี่ยวกับทรัพยากร ด้านนั้นมาใช้ประกอบการตัดสินใจ  การที่จะรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจให้ครบถ้วนได้นั้น ผู้บริหารย่อมมีเวลาไม่เพียงพอจึงต้องอบหมายให้มีบุคลากรจัดเตรียมแหล่งข้อมูลต่างๆ ตามความต้องการทันต่อเวลาในการใช้ประกอบการตัดสินใจตลอดจนการจัดกระทำข้อมูลดังกล่าวมาแล้วเรียกว่าระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร(Management Information System หรือ MIS)

องค์ประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศ

ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นอาจกล่าวได้ว่าประกอบขึ้นจากเทคโนโลยีสองสาขาหลักคือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม  สำหรับรายละเอียดพอสังเขปของแต่ละเทคโนโลยีมีดังต่อไปนี้คือ

1. เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์  ที่สามารถจดจำข้อมูลต่างๆ และปฏิบัติตามคำสั่งที่บอก เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งให้  คอมพิวเตอร์นั้นประกอบด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ต่อเชื่อมกันเรียกว่า ฮาร์ดแวร์ (Hardware) และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์นี้จะต้องทำงานร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือที่เรียกกันว่า ซอฟต์แวร์ (Software) (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2546: 4)  ฮาร์ดแวร์ ประกอบด้วย 5 ส่วน คือ

อุปกรณ์รับข้อมูล (Input)  เช่น  แผงแป้นอักขระ (Keyboard), เมาส์, เครื่องตรวจกวาดภาพ (Scanner), จอภาพสัมผัส (Touch Screen), ปากกาแสง (Light Pen), เครื่องอ่านบัตรแถบแม่เหล็ก (Magnetic Strip Reader), และเครื่องอ่านรหัสแท่ง (Bar Code Reader)

อุปกรณ์ส่งข้อมูล (Output)  เช่น  จอภาพ (Monitor), เครื่องพิมพ์ (Printer), และเทอร์มินัล

หน่วยประมวลผลกลาง  จะทำงานร่วมกับหน่วยความจำหลักในขณะคำนวณหรือประมวลผล โดยปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร์  โดยการดึงข้อมูลและคำสั่งที่เก็บไว้ไว้ในหน่วยความจำหลักมาประมวลผล

หน่วยความจำหลัก  มีหน้าที่เก็บข้อมูลที่มาจากอุปกรณ์รับข้อมูลเพื่อใช้ในการคำนวณ และผลลัพธ์ของการคำนวณก่อนที่จะส่งไปยังอุปกรณ์ส่งข้อมูล  รวมทั้งการเก็บคำสั่งขณะกำลังประมวลผล

หน่วยความจำสำรอง  ทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลและโปรแกรมขณะยังไม่ได้ใช้งาน  เพื่อการใช้ในอนาคต

ซอฟต์แวร์  เป็นองค์ประกอบที่สำคัญและจำเป็นมากในการควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์  ซอฟต์แวร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท  คือ

                                ซอฟต์แวร์ระบบ  มีหน้าที่ควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ภายในระบบคอมพิวเตอร์ และเป็นตัวกลางระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์หรือฮาร์ดแวร์  ซอฟต์แวร์ระบบสามารถแบ่งเป็น 3 ชนิดใหญ่  คือ 

                                1.  โปรแกรมระบบปฏิบัติการ ใช้ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พ่วงต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์  ตัวอย่างโปรแกรมที่นิยมใช้กัน ในปัจจุบัน เช่น UNIX, DOS, Microsoft Windows

                                2.  โปรแกรมอรรถประโยชน์  ใช้ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในระหว่างการประมวลผลข้อมูลหรือในระหว่างที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์  ตัวอย่างโปรแกรมที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน  เช่น  โปรแกรมเอดิเตอร์ (Editor)

                                3.  โปรแกรมแปลภาษา  ใช้ในการแปลความหมายของคำสั่งที่เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าใจ และทำงานตามที่ ผู้ใช้ต้องการ

                                ซอฟต์แวร์ประยุกต์  เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อทำงานเฉพาะด้านตามความต้องการ  ซึ่งซอฟต์แวร์ประยุกต์นี้สามารถแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ

                                1.  ซอฟต์แวร์ประยุกต์เพื่องานทั่วไป  เป็นซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้งานทั่วไปไม่เจาะจงประเภทของธุรกิจ  ตัวอย่าง เช่น Word Processing, Spreadsheet, Database Management  เป็นต้น

                                2.  ซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงาน  เป็นซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในธุรกิจเฉพาะ ตามแต่วัตถุประสงค์ของการนำไปใช้

                                3.  ซอฟต์แวร์ประยุกต์อื่น ๆ  เป็นซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิง และอื่น ๆ นอกเหนือจากซอฟต์แวร์ประยุกต์สองชนิดข้างต้น  ตัวอย่าง เช่น Hypertext, Personal Information Management และซอฟต์แวร์เกมต่าง ๆ เป็นต้น

 

2. เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม

เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม  ใช้ในการติดต่อสื่อสารรับ/ส่งข้อมูลจากที่ไกลๆ เป็นการส่งของข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์หรือเครื่องมือที่อยู่ห่างไกลกัน  ซึ่งจะช่วยให้การเผยแพร่ข้อมูลหรือสารสนเทศไปยังผู้ใช้ในแหล่งต่างๆ เป็นไปอย่างสะดวก  รวดเร็ว  ถูกต้อง  ครบถ้วน และทันการณ์  ซึ่งรูปแบบของข้อมูลที่รับ/ส่งอาจเป็นตัวเลข (Numeric Data)  ตัวอักษร (Text)  ภาพ (Image)  และเสียง (Voice)

เทคโนโลยีที่ใช้ในการสื่อสารหรือเผยแพร่สารสนเทศ ได้แก่ เทคโนโลยีที่ใช้ในระบบโทรคมนาคมทั้งชนิดมีสายและไร้สาย เช่น ระบบโทรศัพท์, โมเด็ม, แฟกซ์, โทรเลข, วิทยุกระจายเสียง, วิทยุโทรทัศน์ เคเบิ้ลใยแก้วนำแสง  คลื่นไมโครเวฟ และดาวเทียม เป็นต้น  สำหรับกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคมมีองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ส่วน ได้แก่  ต้นแหล่งของข้อความ (Source/Sender), สื่อกลางสำหรับการรับ/ส่งข้อความ (Medium), และส่วนรับข้อความ (Sink/Decoder) ดังแผนภาพต่อไปนี้  คือ

 

กระบวนการทำงานของเทคโนโลยีสารสนเทศ

         เทคโนโลยีสารสนเทศมีกระบวนการทำงาน ดังนี้
         . การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นวิธีการรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบ  อาจเห็นพนักงานการไฟฟ้าไปที่บ้านพร้อมเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเพื่อบันทึกข้อมูลการใช้ไฟฟ้า  ในการสอบแข่งขันที่มีผู้สอบจำนวนมาก ก็มีการใช้ดินสอระบายตามช่องที่เลือกตอบ  เพื่อให้เครื่องอ่านเก็บรวบรวมข้อมูลได้  เมื่อไปซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าก็มีการใช้รหัสแท่ง (bar code) พนักงานจะนำสินค้าผ่านการตรวจของเครื่องเพื่ออ่านข้อมูลการซื้อสินค้าที่บรรจุในรหัสแท่ง  เมื่อไปที่ห้องสมุดก็พบว่าหนังสือมีรหัสแท่งเช่นเดียวกันการใช้รหัสแท่งนี้เพื่อให้ง่ายต่อการเก็บรวบรวม

         . การประมวลผล  ข้อมูลที่เก็บมาได้มักจะเก็บในสื่อต่าง ๆ เช่น  แผ่นบันทึก  แผ่นซีดี  หรือเทป เป็นต้น  ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาประมวลผลตามต้องการ เช่น  แยกแยะข้อมูลเป็นกลุ่ม  เรียงลำดับข้อมูล คำนวณ หรือจัดการคัดแยกข้อมูลที่จัดเก็บนั้น
          . การแสดงผลลัพธ์  อุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีในการแสดงผลลัพธ์มีมาก  สามารถแสดงเป็นตัวหนังสือ  เป็นรูปภาพ  ตลอดจนพิมพ์ออกมาที่กระดาษ  การแสดงผลลัพธ์มีทั้งที่แสดงเป็นภาพ  เป็นเสียง เป็นวีดิทัศน์  เป็นต้น

          . การทำสำเนา  เมื่อมีข้อมูลที่จัดเก็บในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ  การทำสำเนาจะทำได้ง่าย  และทำได้เป็นจำนวนมาก  ดังนั้นอุปกรณ์ช่วยในการทำสำเนา จัดได้ว่าเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง  เรามีเครื่องพิมพ์  เครื่องถ่ายเอกสาร  อุปกรณ์การเก็บข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์  เช่น  จานบันทึก  ซีดีรอม  ซึ่งสามารถทำสำเนาได้เป็นจำนวนมาก
          . การสื่อสารโทรคมนาคม  เป็นวิธีการที่จะส่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หรือกระจายออกไปยังปลายทางครั้งละมากๆ  ปัจจุบันมีอุปกรณ์ระบบสื่อสารโทรคมนาคมหลายประเภท ตั้งแต่โทรเลข  โทรศัพท์ เส้นใยนำแสง  เคเบิลใต้น้ำ  คลื่นวิทยุไมโครเวฟ  ดาวเทียม  เป็นต้น

ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ

ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้รับความสนใจนำมาใช้งานในหลายลักษณะ  โดยที่พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศได้ส่งผลกระทบในวงกว้างไปทุกวงการทั้งภาคเอกชนและราชการ  ระบบสารสนเทศช่วยสร้างประโยชน์ต่อการดำเนินงานขององค์กรได้ดังนี้

                1. ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์  เนื่องจากข้อมูลถูกจัดเก็บและบริหารอย่างเป็นระบบ  ทำให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วในรูปแบบที่เหมาะสมและสามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ทันต่อความต้องการ

                2. ช่วยในการกำหนดเป้าหมายกลยุทธ์และการวางแผนปฏิบัติการ โดยผู้บริหารสามารถนำข้อมูลที่ได้จากระบบสารสนเทศมาช่วยในการวางแผนและกำหนดเป้าหมายในการดำเนินงาน  เนื่องจากสารสนเทศถูกรวบรวมและจัดการอย่างเป็นระบบ  ทำให้มีประวัติของข้อมูลอย่างต่อเนื่อง  สามารถที่จะบ่งชี้แนวโน้มของการดำเนินงานว่าน่าจะเป็นไปในลักษณะใด

                3. ช่วยในการตรวจสอบการดำเนินงาน เมื่อแผนงานถูกนำไปปฏิบัติในช่วงระยะเวลาหนึ่งผู้ควบคุมจะต้องตรวจสอบผลการดำเนินงาน  โดยนำข้อมูลบางส่วนมาประมวลผลเพื่อประกอบการประเมินสารสนเทศที่ได้จะแสดงให้เห็นผลการดำเนินงานว่าสอดคล้องกับเป้าหมายที่ต้องการเพียงไร

                4. ช่วยในการศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา  ผู้บริหารสามารถใช้ระบบสารสนเทศประกอบการศึกษาและการค้นหาสาเหตุ หรือข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการดำเนินงาน  ถ้าการดำเนินงานไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้  โดยอาจจะเรียกข้อมูลเพิ่มเติมออกมาจากระบบ  เพื่อให้ทราบว่าความผิดพลาดในการปฏิบัติงานเกิดขึ้นจากสาเหตุใด หรือจัดรูปแบบสารสนเทศในการวิเคราะห์ปัญหาใหม่

                5. ช่วยให้ผู้ใช้สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้น  เพื่อหาวิธีควบคุม ปรับปรุงและแก้ไขปัญหา สารสนเทศที่ได้จากการประมวลผลจะช่วยให้ผู้บริหารวิเคราะห์ว่าการดำเนินงานในแต่ละทางเลือกจะช่วยแก้ไขหรือควบคุมปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ธุรกิจต้องทำอย่างไรเพื่อปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนงานหรือเป้าหมาย

                6. ช่วยลดค่าใช้จ่าย  ระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพช่วยให้ธุรกิจลดเวลา  แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการทำงานลง  เนื่องจากระบบสารสนเทศสามารถรับภาระงานที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ตลอดจนช่วยลดขั้นตอนในการทำงาน ส่งผลให้หน่วยงานหรือธุรกิจสามารถลดจำนวนคนและระยะเวลาในการประสานงานให้น้อยลง โดยผลงานที่ออกมาอาจเท่าหรือดีกว่าเดิม  ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจ

             บทสรุป                                                                                                                     

ดังที่กล่าวมา  จะเห็นได้ว่าระบบสารสนเทศมีความสำคัญในการบริหารจัดการภายในองค์กร เพราะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันสิ่งแวดล้อมโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและมีการแข่งขันทางธุรกิจสูงองค์กรที่มีระบบการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงข้อมูลได้เร็วเท่านั้นถึงจะอยู่รอดได้ในปัจจุบัน  ดังนั้นผู้บริหารขององค์กรนับว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทในการที่จะพัฒนาระบบสารสนเทศของตนเองให้มีความทันสมัยและนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะปัจจุบันการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในวงการธุรกิจและราชการก็เพื่อลดต้นทุนการผลิต  สนับสนุนการตัดสินใจในการบริหารงานและใช้ในการแข่งขันทางธุรกิจ  เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆสำหรับองค์กร  นอกจากนี้ยังสร้างความแข็งแกร่งทางด้านธุรกิจและราชการ  เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าและบริการ  เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันนำไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ต่อไปในอนาคต

 

บรรณานุกรม

 กมลรัฐ  อินทรทัศน์. (2550). เทคโนโลยีสารสนเทศและทฤษฎีการสื่อสาร. ค้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2552, จาก http://www.stou.ac.th/Thai/Schools/sca/MA

ครรชิต มาลัยวงศ์. (2540). ทัศนะไอที. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ. หน้า 35. ค้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2552, จาก http://opac.vru.ac.th/BibDetail.aspx? bibno=1739460&keyid=2607

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. (2550). บทที่ 8 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ. ค้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2552. จาก http://dusithost.dusit.ac.th/~librarian /it107/C1.html

วาสนา สุขกระสานติ. (2541). โลกของคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ.  กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. หน้า 28 ค้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2552, จาก http://www.google.co.th/search?hl=th&q=

วิจิตร อาวะกุล. (2545). พัฒนาบุคลิกภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร: โอ.เอ.

            พริ้นติ้ง เฮ้าส์.   

http://admission.bu.ac.th/image/self%20development.htm

www.ru.ac.th/hu812/a18.doc

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=basbasic&month=10-2007&date=05&group=4&gblog=1