พจนานุกรม….คัมภีร์ที่ชี้รายละเอียดของภาษา...มาทบทวนทำความรู้จักกันอีกครั้ง
ด้วยความที่จะตั้งใจเชิญชวนให้มวลสมาชิกให้หันมาเห็นความสำคัญของพจนานุกรมอันเนื่องมาจากประสบการณ์พบว่าคนไทยทุกระดับยังไม่ค่อยจะได้ใช้พจนานุกรม จึงทำให้ไม่รู้รายละเอียดของภาษาเท่าที่ควรจะรู้ คนไทยจึงอ่อนทางด้านการให้นิยามความหมายในการที่จะอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ให้เกิดความสมบูรณ์เท่าที่น่าจะเป็นได้ แต่มิได้หมายถึงผู้ที่มีความรู้แล้วที่ชัดเจนในการการใช้พจนานุกรม แต่หมายถึงอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่รู้รายละเอียดซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศที่จำเป็นจะต้องหันมาทำความรู้จักกับพจนานุกรมกันใหม่อีกสักครั้งน่าจะเป็นการดี
ในพจนานุกรมที่กำลังใช้อยู่ในปัจจุบันคือ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 มีหน้าทั้งหมด 1436 หน้าไม่รวมปก สารบัญ คำนำ ความเป็นมาและคำชี้แจงในการใช้พจนานุกรม มีทั้งหมด 29 หน้า นี่คือจุดสำคัญที่ไม่ค่อยได้ทำความรู้จักกันมากนัก
แต่ในคราวนี้เราจะมาทำความรู้จักกับตัวพจนานุกรมกันก่อนว่าคืออะไร มีกี่ประเภท กี่รูปแบบและมีคุณลักษณะกว้าง ๆเป็นอย่างไร วิกีเพียเดียได้สรุปไว้น่าจะทำความเข้าใจกับท่านได้ดีที่สุด
พจนานุกรม เป็นหนังสืออ้างอิงประเภทหนึ่ง โดยทั่วไป หมายถึง หนังสือที่รวบรวม คำศัพท์ในวงศัพท์ที่กำหนด และนิยามความหมายเอาไว้ เพื่อใช้เป็นที่ค้นหาความหมายของคำ โดยมีการเรียงลำดับคำศัพท์ตามตัวอักษร ตามเสียง หรือตามลำดับอื่นๆ ที่เหมาะสมสอดคล้องกับการใช้พจนานุกรมนั้นๆ พจนานุกรมยังมีนัยถึงหนังสือที่ให้รายละเอียด ครอบคลุมวงศัพท์ที่กว้าง ขณะที่หนังสือรวบรวมและอธิบายคำศัพท์ในวงแคบและมีจำนวนจำกัด มักจะเรียกว่า ปทานุกรม อย่างไรก็ตาม คำว่าปทานุกรมและพจนานุกรมอาจใช้สลับกันได้
คำว่า พจนานุกรม เป็นการคิดคำขึ้น จาก พจน (คำพูด) และ อนุกรม (ลำดับ ระเบียบ ชั้น) รวมกันด้วยวิธีสมาส เป็น “พจนานุกรม” หมายถึง หนังสือที่รวบรวมและเรียงลำดับคำ(พูด) เอาไว้ อย่างไรก็ตาม แต่ถ้ามีชื่อว่า “พจนานุกรมไทยอังกฤษ” ก็เป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อแปลศัพท์ dictionary ในภาษาอังกฤษนั่นเอง ในภาษาอื่นก็เช่นเดีนวกันที่ต้องให้ทราบคำแปลภาษานั้น ๆ มาเป็นภาษาไทย ก็จะมีชื่อไปตามภาษานั้นด้วยควบคู่กับภาษาไทย
รูปแบบพจนานุกรม
1.พจนานุกรมภาษาเดียว มักเป็นพจนานุกรมหลัก ที่อธิบายความหมายของคำในภาษาหนึ่งๆ ภาษาที่อธิบายความหมาย เป็นภาษาเดียวกับภาษาที่ลำดับเป็นหลักในพจนานุกรม วงศัพท์ในพจนานุกรมภาษาเดียวมักจะกว้าง แทบจะครอบคลุมทุกคำที่มีอยู่ในภาษานั้นหรือแวดวงนั้น (แม้ว่าจะเป็นไปไม่ได้ก็ตาม)
2.พจนานุกรมสองภาษา เป็นพจนานุกรมที่อธิบายความหมายของคำในภาษาหนึ่งๆ ด้วยอีกภาษาหนึ่ง เราพบเห็นได้ทั่วไป เช่น พจนานุกรมภาษาอังกฤษ ที่มีการให้ความหมายเป็นภาษาไทย หรือในทางกลับกัน การอธิบายความหมายนั้น อาจจะสั้น หรือให้ความหมายยืดยาวอย่างละเอียด ก็ยังเรียกว่า พจนานุกรมสองภาษา เช่นกัน
3.พจนานุกรมหลายภาษา เป็นพจนานุกรมที่ มักจะเทียบศัพท์จากภาษาหนึ่ง ไปเป็นศัพท์ภาษาอื่นๆ มากกว่า 1 ภาษา พจนานุกรมลักษณะนี้ ไม่เน้นความละเอียดในการอธิบายศัพท์ เนื่องจากข้อจำกัดของเนื้อที่ และเพื่อความสะดวกในการค้นหาศัพท์ เช่น ปทานุกรม บาลี ไทย อังกฤษ สันสกฤต ฉบับ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ
4.พจนานุกรมเฉพาะทาง เป็นพจนานุกรมที่รวบรวมคำศัพท์เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น พจนานุกรมศัพท์วิศวกรรม พจนานุกรมศัพท์วรรณคดี เป็นต้น
5.พจนานุกรมคำสัมผัส เป็นพจนานุกรมที่ลำดับคำ ตามเสียงสระ และเสียงพยัญชนะตัวสะกด เพื่อประโยชน์ในการแต่งคำประพันธ์ เอาเสียงสัมผัส อย่างไรก็ตาม พจนานุกรมแบบนี้พบได้น้อย เนื่องจากมีผู้ใช้ในวงจำกัด
6.พจนานุกรมคำเหมือนและคำตรงข้าม เป็นพจนานุกรมที่รวบรวมคำศัพท์ที่มีความหมายอย่างเดียวกันเรียงไว้เป็นลำดับ โดยมากมักจะมีคำศัพท์ที่มีความหมายตรงกันข้ามเอาไว้ด้วย
คุณลักษณะของพจนานุกรม
การสะกด การสะกดในพจนานุกรมถือเป็นมาตรฐานในการใช้งาน และถือเป็นหน้าที่หลักลำดับแรกของพจนานุกรม บางภาษามีการเขียนแยกคำไว้ให้ เพื่อความสะดวกในการพิมพ์ที่จำเป็นต้องขึ้นบรรทัดใหม่ นอกจากนี้บางคำที่สามารถสะกดได้มากกว่า 1 แบบ พจนานุกรมจะเก็บไว้ด้วย
ความหมาย การอธิบายความหมาย อาจเป็นข้อความสั้นๆ หรือให้รายละเอียดมาก แจกแจงเป็นข้อย่อยๆ การให้ความหมายถือเป็นหัวใจหลักของพจนานุกรมส่วนใหญ่
คุณสมบัติทางไวยากรณ์ คือการระบุประเภทของคำ ว่าเป็น คำนาม คำกริยา คำสรรพนาม ฯลฯ ซึ่งมักปรากฏในพจนานุกรมภาษา (ไม่ใช่พจนานุกรมศัพท์เฉพาะ)
ตัวอย่างประโยค และปริบท พจนานุกรมอาจยกตัวอย่างประโยคเพื่อให้เข้าใจความหมายและการใช้คำนั้นๆ ง่ายขึ้น บางเล่ม มีตัวอย่างประโยคสำหรับทุกคำในพจนานุกรมเลยทีเดียว
การออกเสียง สำหรับภาษาเขียนที่มีเกณฑ์การออกเสียงที่ซับซ้อน และไม่สามารถคาดคะเนได้จากรูปเขียนอย่างถูกต้อง เช่น ภาษาอังกฤษ, ภาษาจีน และแม้กระทั่งภาษาไทยก็ตาม พจนานุกรมจะระบุการออกเสียงไว้ด้วย บางเล่มออกเสียงให้ทุกคำ ขณะที่บางเล่มระบุการออกเสียงให้เฉพาะคำที่อ่านยาก หรือเป็นข้อยกเว้น
ประวัติคำ หรือที่มาของคำ พจนานุกรมที่มีความละเอียด จะให้ที่มีของคำ ว่าพบครั้งแรกที่ใด หรือ
คุณลักษณะอื่นๆ เช่น การใช้คำ ความหมายแฝง หรือข้อควรสังเกตอื่นๆ
หลังจากได้อ่านแล้วก็อย่าคิดว่าได้ทบทวนเรียบร้อยแล้วในการมาทำการรู้จักกับพจนานุกรม ยังมีรายละเอียดอีกมากมาย และใครก็ตามที่มีความชัดเจนในการใช้พจนานุกรมจะมีความได้เปรียบในการใช้สูงกว่าคนอื่น ๆ อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนนักศึกษาถ้าใช้เวลาว่างหันมาใส่ใจกับเรียนรู้ในรายละเอียดของพจนานุกรมบ้าง แทนที่จะใช้เวลาบางส่วนไปอย่างไร้ประโยชน์ อย่าไปคิดว่าความรู้จะต้องรับจากครูอาจารย์เท่านั้น ถ้าเรารู้ความหมายของการเรียนรู้ชัดเจน เราก็จะเรียนรู้ได้ทุกหนทุกแห่งและเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตไม่มีสิ้นสุด
……………………………………………………………………………………….
แหล่งอ้างอิงข้อมูลวิกิพีเดีย และพจนนุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542
5 กรกฎาคม 2553