๔ กรกฎาคม ณ อเมริกา โหยหาสันติภาพ ฤาอิสระใด

 

มองหาสันติ

มองที่ตัวเอง

 

               ถึงวัยเยาว์                            โลกของเจ้า ยังเป็นโลก ที่บกพร่อง

สงคราม ความตาย เลือดไหลนอง          เจ้าคงต้อง เตรียมรับ กับความจริง

 

              เมื่อเกิดประเทศสหรัฐอเมริกาขึ้นในโลก  ณ วันที่ ๔ กรกฎาคม เมื่อสองร้อยกว่าปีที่แล้วมานั้น คงยังไม่มีคนได้ยิน หรือเกิดคำถาม การค้นหาและเรียกร้องสันติ และต้องการสันติภาพ จากที่เคยมีผู้นิยามประเทศเกิดใหม่นี้ว่า แผ่นดินแห่งอิสระ(ฟรีดอม)

              การตามหาอิสระ หรือสันติ ที่เรามักจะมองจากภายนอก หรือสิ่งแวดล้อมตัวตนของเรา แต่ถ้าหากอยากจะรู้จักว่าสันติ หรือความสงบ และอิสระแห่งมนุษย์ที่แท้จริงนั้น    คงไม่ต้องไปค้นหา หรือว่าเรียกร้องจากใครเลย

              เพราะอิสระ และสันติ จะต้องเกิดออกมาจากข้างใน   หรือต้องทำตัวเรานี้แหละ ให้มีสันติ และเป็นอิสระเสียก่อน                หนังสือ Secret ได้เสนอแนวทางของการสร้างสุข  สงบ (สันติ) บนบรรทัดฐาน ๗ ประการด้วยกัน**

๑.           ค้นหาศัตรูที่แท้จริง

เรากำลังต่อสู้อยู่กับใคร หากตอบด้วยหัวใจที่ไร้อคติ ก็จะพบได้ว่าศัตรูของสันติภาพ คือทุกข์ โกรธ เกลียด กลัว อิจฉาริษยา ที่เกิดขึ้นในตัวของเรานี่เอง

 

๒.            จงบ่มเพาะพันธ์แห่งสันติวิธี

เมื่อเราพบว่าศัตรูเรานั้นไม่ได้อยู่ที่ไหน แต่อยู่ภายในตัวของเราเองแล้ว ก็ให้เริ่มจัดการกับอารมณ์ขุ่นมัวที่มีขึ้นในใจตนเอง โดยการตามดูสติสัมปชัญญะ เพราะเมื่อเราขาดการระลึกรู้ตัว เมื่อใดก็เท่ากับว่าปล่อยให้ศัตรูกำลังจู่โจมถึงกลางหัวจิตหัวใจเราเลยที่เดียว

 

๓.             มองเห็นความทุกข์ของผู้อื่น

บางครั้งมนุษย์มักจะคำนึงถึงแต่ความต้องการของตัว และ/หรือเห็นแต่ความทุกข์ยากของตนเอง โดยลืมนึกไปว่า เมื่อเราทุกข์อยู่นี้ ผู้อื่นก็ยังต้องทุกข์ ไม่ได้ต่างไปจากเรา ดังนั้นเราจึงพร้อมที่จะจู่โจมคนอื่น โดยอาจลืมไปว่า ผู้นั้นก็ยังเป็นมนุษย์ที่มีทุกข์เหมือนๆ เรานั่นเอง

๔.             ฟัง และสื่อสารจากใจ

การฟัง  เป็นเครื่องมือสำคัญที่ควรนำมาใช้อันดับต้นๆ  เพราะว่าถ้ามีการฟังโดยที่ไม่มีการโต้แย้ง ไม่มีการถกเถียง แก้ไขความเข้าใจผิดใดๆ จะให้บรรเทาทุกข์ยากใจไปได้มาก  การฟัง จึงไม่ใช่แค่เงียบฟังแล้วให้คำพูดทั้งหมดผ่านเลยไป แต่ต้องเป็นการฟังเพื่อจะได้ไตร่ตรอง เรานี้มีส่วนทำให้เขาทุกข์ใจบ้างไม่มากก็น้อย แม้นความทุกข์นั้นมันจะเกิดจากความเข้าใจผิดก็ตาม แต่ถ้าเรารับฟังก็จะทำให้เห็นปัญหาในอีกแง่มุม 

 

๕.              สร้างสันติขึ้นในสังคมเล็กๆ

ของทุกๆ คน ตั้งแต่ ๒ คนที่มาอยู่ร่วมกัน การสร้างพลังสันติให้เกิดขึ้นในครอบครัวก็มีความสำคัญยิ่ง เพราะถ้าสามีภรรยาทะเลาะกันไม่เว้นวัน  พ่อแม่ด่าทอว่ากล่าวลูกไม่เว้นแต่ละวัน  เท่ากับกำลังถ่ายทอด และปลูกฝังความรุนแรงให้อยู่ภายใต้จิตสำนึกของกันและกัน และยังพร้อมที่จะถ่ายทอดความรุนแรงให้กับคนรุ่นหลังต่อไปอีกเรื่อยๆ สันติภาพในครอบครัวจึงจะไม่เกิด  เพราะว่าเมล็ดพันธ์ความโกรธ ความรุนแรงได้งอกงามจนดูราวกับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญไปแล้ว

 

๖.               การแสดงความรุนแรง ไม่ใช่ทางแก้ปัญหา

เมื่อไฟ ไม่อาจใช้ดับไฟได้  ความรุนแรง หรือการลงโทษก็ไม่ใช่หนทางแก้ปัญหา

ผู้ใช้ความรุนแรง แค่เป็นการระบายความกลัว ความเกลียด และความโกรธโดยไม่ใช้เหตุผลเท่านั้น เพราะถ้าเราคำนึงถึงว่า การกระทำใดๆ ย่อมจะส่งผลตามมาเสมอ เมื่อเราระบายโกรธใส่คนอื่น อีกฝ่ายย่อมโกรธตอบ หรืออาจแสดงความโกรธแค้นด้วยการทำลาย อันจะเป็นผลกระทำที่เวียนวนกันโดยไม่รู้จบ

 

๗.             ธรรมะ นำหน้า  สันติสง่างาม

การใช้ธรรม  คือนำหลักธรรมมาใช้ให้เข้าถึงธรรมชาติของปัญหา  ใช้ปัญญา มองให้ทะลุถึงแก่น ไม่ว่าเรื่องเหล่านั้นจะหนักหนาสาหัสสักเพียงใดก็ตาม  หากเราใช้ปัญญาแยกเหตุและปัจจัยตามหลักการของธรรมว่า  

             "เมื่อสิ่งเหล่านี้มี สิ่งเหล่านั้นก็มี

             เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดสิ่งเหล่านั้นก็เกิด
             เมื่อสิ่งเหล่านี้ไม่มี สิ่งเหล่านั้นก็ไม่มี

             เพราะสิ่งเหล่านี้ดับสิ่งเหล่านั้นก็ดับไป"ด้วย

 

             พระพุทธศาสนา จึงสนับสนุนให้เราแก้ไขปัญหา โดยการค้นหาถึงสาเหตุของ

ปัญหา ตามคำสอนความจริงอันประเสริฐ หรืออริยสัจ ๔   ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบในวันที่บรรลุธรรม ทรงก้าวข้ามความทุกข์ทั้งมวลอยู่เหนือสันติ และพร้อมที่จะนำสันติธรรมภายในพระทัยแห่งมหากรุณาธิคุณมาสู่สรรพสัตว์ทั้งหลาย

              สิ่งที่ควรเข้าใจให้ชัดเจนก่อน คือสิ่งทั้งหลายทั้งมวลล้วนเกิดมาแต่เหตุ มีเหตุแล้วย่อมมีผล เว้นเหตุเสียแล้ว ก็ย่อมไม่มีผลใดๆ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงชี้แจงไว้ถึงเหตุที่ทำให้ใจคนเราไร้ซึ่งสันติก็เพราะว่า ตัวโลภ ตัวโกรธ ตัวหลง เป็นตัวก่อความไม่สงบ แต่สิ่งทั้งหลาย ย่อมจะมีทางแก้ เพื่อให้โลกบังเกิดสันติสุขได้อย่างแท้จริง

               หากมนุษย์เราเข้าใจกันแล้วว่า สันติสุข ย่อมบังเกิดขึ้นมาจาก ความสงบกาย สงบวาจา และทำใจให้ไร้ความทะยานอยาก การคิดแค้นชิงชัง และความไร้การระลึก รู้ตัว จึงทำให้ไม่อาจฉุกคิดถึง การสลัดวังวนแห่งกิเลสาสวะ* ให้สลายหมดไปจากหัวจิตหัวใจ  ทำให้สันติเบ่งบานขึ้นในหัวใจดวงเล็กๆของทุกๆคน  ก่อนที่จะนำสันติภายในไปขอคืนการไร้สันติในภายนอก เพื่อการสร้างสันติธรรมให้กระชับอยู่ในจิตใจของคนที่กำลังโหยหา

 

                ถ้าสันติ จะมีขึ้นได้  เพราะว่าความโลภโกรธ และลุ่มหลงสงบระงับลงไปโดยสิ้นเชิง ความเดือดร้อนก็จะค่อยๆ เหือดแห้ง หมดไปจากใจทุกๆ คนได้ เสมือนกับสายน้ำจากฝนที่หล่นลงมาดับร้อนให้ผ่อนคลาย กิเลสจากใจคนก็คงพอจะบรรเทาเบาบางไปบ้าง ตามแนวทางที่พระพุทธองค์วางไว้เป็นมัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง) ของชาวพุทธทั้งมวล หรือก็คือมรรคมีองค์ ๘ ประการซึ่งหมายความถึง ศีล สมาธิ และปัญญา อันเป็นหลักปฏิบัติแท้ที่จะคุ้มครองให้เกิดสันติภาพถาวร มั่นคง และดำรงอยู่ในใจของบุคคลผู้พ้นแล้วซึ่งความยากไร้ สันติในใจตนเอง

                 แล้วเราพร้อม จะสร้าง สันติ กันแล้ว

 หรือ ยัง???

........................

 

 

* กิเลส +อาสวะ คือเครื่องร้อยรัดใจคน และสัตว์ให้ฟาดฟันกันด้วยอำนาจของกิเลสตัณหา

** คัดย่อจาก     สันติภาพ ณกลางใจ ในหนังสือ Secret  (ฉ.๔๘)