หนังสือ The Fifth Discipline ฉบับปรับปรุงใหม่ ค.ศ. 2006 ที่ผมซื้อมาในรูปของ eBook อ่านด้วย Kindle และ iPad กระตุ้นให้ผมเขียนบันทึกนี้
สาระในบทที่ 8 เรื่อง Personal Mastery อธิบายความหมายของ Personal Msatery อย่างชัดเจน จนทำให้ผมปิ็งแว้บว่า ถนนสาย Personal Mastery คือหนทางแห่งการแสวงหาความสุขในชีวิตส่วนตัวของคนเรา
ต้องอ่านรายละเอียดเองนะครับ จึงจะเข้าใจความหมายของคำว่า Personal Msatery อย่างถ่องแท้ และไม่เข้าใจผิดๆ อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด
คนที่มีคุณสมบัติ Personal Mastery คือคนที่มี personal vision ชัดเจน และในขณะเดียวกันก็ชัดเจนว่าในเรื่องที่เกี่ยวกับ vision นั้น สภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน (current reality) เป็นอย่างไร และสามารถอยู่กับ creative tension ระหว่าง vision กับ reality ได้อย่างดี โดยมีความอดทนมานะพยายามไม่หยุดยั้งที่จะหาทางไปสู่ vision ให้ได้
คนที่มี Personal Mastery คือคนที่มีความสุขความพอใจกับการเดินทางจาก reality ไปสู่ vision โดยที่สามารถจัดการความเครียดทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ เพราะมีความสามารถมองเห็นโลกตามความเป็นจริง เห็นความซับซ้อน (systems thinking) ของเรื่องนั้นๆ
แต่คนที่มีความสุขจริง มี Personal Mastery จริง จะทำได้ยิ่งกว่านั้น คือมีความสามารถนำเอา ๒ ขั้วขัดแย้งนั้น คือ vision กับ reality เอามาทำให้มันเสริมแรงกัน สามารถดำเนินกิจกรรมโดยใช้ทั้ง ๒ ขั้นที่ต่างกันนั้นเป็นพลังงาน เป็นความท้าทาย ไปสู่สภาพความเป็นจริงมิติใหม่
จะเป็นเช่นนั้นได้ คนผู้นั้นต้องมีกระบวนทัศน์แบบมองพัฒนาการของ Personal Mastery แบบเป็นกระบวนการหรือเป็นการเดินทาง (journey) ไม่มองเป็นคุณสมบัติสุดท้ายหรือการบรรลุเป้าหมาย (end)
ความเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติ Personal Mastery คือความสนุกสนานในการพัฒนาฝึกฝนตนเอง มีความสุขจากการฟันฝ่า อดทน พากเพียรพยายาม ได้มีโอกาสสัมผัสความล้มเหลวเล็กๆ แต่มุ่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ คือไม่ท้อแท้กับการพ่ายแพ้ใน battle หลายๆ การสู้รบ แต่มีความสุขที่ได้เห็นว่าจะสามารถเอาชนะ “สงคราม” (war) ได้ในที่สุด คือสนุกกับการทำความเข้าใจ current reality เพื่อหาทางไปสู่ vision โดยไม่มองสภาพ current reality เป็นปัญหาหรือเป็นศัตรู แต่มองเป็นขั้นตอนไปสู่ vision หรือความสำเร็จ
นั่นคือมิติหนึ่งหรือมุมหนึ่งของ Personal Mastery อีกมิติหนึ่งคือการมีความสามารถ (competency) ในการเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือจากสถานการณ์จริง ได้แก่การมีจริตและทักษะในการเปิดรับความเป็นจริงที่แวดล้อมอยู่ การมีทักษะในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น deep listening, dialogue, storytelling, appreciative inquiry, เป็นต้น และที่สำคัญที่สุดคือการมี Systems Thinking หรือการคิดกระบวนระบบ
การตั้งหน้าฝึกฝนตนเองให้มีความสามารถเพิ่มขึ้นในการขับเคลื่อนจากสภาพที่เป็นจริงในปัจจุบัน (current reality) ไปสู่สภาพที่มุ่งหวังหรือฝัน (vision) ในขณะเดียวกันกับที่ขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย จะทำให้ชีวิตเป็นชีวิตอุดม มีความหมาย น่าตื่นเต้น สนุกสนาน และให้ความสุขส่วนตัว
วิจารณ์ พานิช
๘ มิ.ย. ๕๓